SMEs
Power Nap Lounge สถานที่สำหรับงีบแห่งแรกและแห่งใหม่ในไทย ตอบโจทย์คนเมืองที่โหยหาเวลานอน เพียงก้าวขาออกจาก BTS อโศก หรือ MRT สุขุมวิท ก็จะได้พบกับประสบการณ์การงีบสุดคุ้มกว่าที่ไหนๆ จุดเริ่มต้น Power Nap Lounge คุณดา ปรียนันท์ อารีวิจิตร อายุ 37 ปี ผู้บริหาร Power Nap Lounge เล่าให้ฟังถึงที่มาว่า ตนเป็นอีกคนที่ไม่มีเวลานอน ด้วยเป็นคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูก และทำงานนอกบ้าน ทำให้ร่างกายทำงานเกินขีดจำกัด เมื่อนอนน้อย แต่ทำงานมากขึ้น ไอเดียการทำงานที่ควรมีก็หายไป กระทั่งตนได้มีโอกาสไปพักผ่อนในต่างประเทศ ได้เห็นบริการและสถานที่สำหรับพักผ่อนหลายที่ ด้วยบรรยากาศเลยทำให้รู้สึกว่าสถานที่ที่ไปเยือนทำให้หลับสบายขึ้น สมองได้พักผ่อนจริงๆ “สังคมการทำงานในยุคปัจจุบัน ค่อนข้างเร่งรีบ และวุ่นวาย เทคโนโลยีเข้าถึงตัวได้รวดเร็ว จิตใจจดจ่อ ทำให้คนหาจุดเฟดตัวออกมาได้ยาก เราเลยอยากจัดบรรยากาศ หรือสร้างสถานที่สำหรับงีบและหลับให้เกิดขึ้นจริงในไทย ไม่ใช่แค่มานอนเฉยๆ แต่เป็นการนอนที่แปลกออกไป” บริการ 2 แบบ Power Nap Lounge ต้องการมองประสบการณ์การนอนให้กับลูกค้า จึงให้ความสำคัญในเรื่องของเสียง กล่อมให้ผู้ที่มา
คุณกิติมา หัตถีรัตน์ นักธุรกิจวัย 66 ปี ผู้ประสบความสำเร็จจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ส่งออก ล่าสุดหันมาให้ความสนใจธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ และตัดสินใจเปิดกิจการ K&K Balance คลินิกกายภาพบำบัด เน้นเรื่องการแก้ไขและฟื้นฟูสมดุลของร่างกาย “คลินิกแห่งนี้ มีนักกายภาพบำบัดเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ซึ่งผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการจากต่างประเทศ ทำให้สามารถรักษาได้อย่างตรงจุด รวมถึงจุดเด่นของคลินิกที่รักษาด้วยความเข้าใจ นั่นคือ การสร้างความเข้าใจของผู้ป่วยที่มีต่อโรคและอาการเจ็บปวด เพื่อทราบที่มาของอาการเจ็บปวด และรู้จักกล้ามเนื้อ หรืออวัยวะที่ประสบปัญหาในเชิงลึก ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องเมื่ออยู่ที่บ้าน หรือที่ทำงาน”เจ้าของกิจการ K&K Balance แนะนำตัวมาอย่างนั้น คุณกิติมา หัตถีรัตน์ ก่อนบอกต่อ K&K Balance นำเสนอการรักษาทางกายภาพบำบัดด้วยเครื่องอัลตร้าซาวนด์ ซึ่งเป็นคลื่นชนิดเดียวกับเสียงพูดของมนุษย์ แต่มีความถี่ที่มากกว่า โดยคลื่นชนิดนี้ให้ประโยชน์ในการส่งเสริมกระบวนการซ่อมสร้างของเนื้อเยื่อ ลดอาการปวด และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบริเวณที่รักษา ซึ่งจ
สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับสมาคมนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผนึกกำลังส่งเสริมอุตสาหกรรมการบริการออกแบบไทย จัดโครงการ Design Service Society 2018 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีมาแล้วจากงาน STYLE 2018 ที่ผ่านมา และเพื่อตอกย้ำว่าทางรอดเดียวของธุรกิจในยุคนี้ต้องมาจาก “การออกแบบ” จึงจัดบริการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการไทยอีกครั้ง ในงานแสดงสินค้า THAIFEX – WORLD OF FOOD ASIA 2018 ภายใต้แนวคิด Strategic Design Thinking in Tasty Experience ทั้งนี้สมาคมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทยได้ดึงผู้เชี่ยวชาญด้าน”บรรจุภัณฑ์” มาให้คำปรึกษาด้านออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ การออกแบบประสบการณ์ร้านค้า การออกแบบแบรนด์ เครื่องหมายทางการค้า และฟู้ดสไตลิสต์ ซึ่งเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการด้านอาหารของไทย ได้เข้ารับคำปรึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีการชี้ให้มองลึกถึงการสร้างคุณค่าแล้วนำมาพัฒนาต่อยอดธุรกิจ แบรนด์ บริการ และ/หรือ ผลิตภัณฑ์ ด้วยการสร้าง Design Value โดยอาศัย “กลยุทธ์คิดออกแบบ” ทั้งนี้ งานแสดงสินค้า THAIFEX – WORLD OF FOOD A
เดือนที่แล้วมีโอกาสได้ไปเห็นสวนผักในบ้านของคนสวิสฯ และฝรั่งเศสมา เลยพบคำตอบว่าทำไมชาวยุโรปถึงได้ผูกพันกับฤดูร้อนและการทำสวนกันนักหนา หน้าร้อนอันแสนสั้นเพียงสามสี่เดือนนั้น ดูเหมือนจะเป็นความสำราญเล็กๆ ที่ทุกคนโหยหา แทบทุกบ้านรอคอยเดือนแดดแจ่ม เพื่อจะได้พรวนดินทำสวนรอบใหม่ หลังจากปล่อยให้หิมะและความหนาวเย็นกลบฝังทุกชีวิตในสวนให้หลับใหล ขอให้มีที่รับแดดเถิด ฉันไม่เห็นบ้านไหนเลยที่ยอมปล่อยให้ระเบียงโล่งว่างเปล่า ถ้าไม่มีกระถางเจอราเนียม พิทูเนีย และไม้ดอกไม้ใบแสนสวยอื่นๆ ตรงนั้นก็จะเป็นสวรรค์ของพืชผักสวนครัว บรรดาเครื่องเทศสมุนไพรสารพัดที่จำเป็นต้องใช้ในการปรุงอาหาร ฉะนั้น ข่าวที่ว่า เทรนด์มาแรงในสหรัฐอเมริกายามนี้คือการปลูกผักสวนครัวนั้น คนฝั่งยุโรปเขามิได้ตื่นเต้นกระดี๊กระด๊าไปด้วยเลย เพราะพวกเขาปลูกผักสวนครัวเป็นวัฒนธรรมประจำชีวิตมาตั้งแต่ยุคกลางโน่น ข่าวเล่าว่า ผักที่ชาวอเมริกันนิยมปลูกกันฮิตสุดขีดก็คือ มะเขือเทศ แตงกวา และถั่ว มีตัวเลขที่น่าสนใจว่าขณะนี้ครัวเรือนชาวอเมริกันปลูกพืชผักสวนครัวกันถึง 37 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งหมด และมีสถิติการปลูกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 20 เปอร์เซ
แดงแหนมเนือง คือ ชื่อร้านอาหารเวียดนามเจ้าเก่าแก่ ชื่อเสียงโด่งดัง จนหลายคนยกให้เป็น “ห้องรับแขก” ของจังหวัดหนองคาย สมัยเริ่มต้น รุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ผู้ก่อตั้ง ซึ่งเป็นชาวเวียดนามอพยพหนีสงครามอินโดจีนเข้ามา ได้คิดดัดแปลง “แหนมเนือง” อาหารเวียดนามโบราณ ให้มีรสชาติถูกปากชาวบ้านคนไทย ก่อนจัดใส่สาแหรกเดินหาบขาย ราวปี พ.ศ. 2511 กิจการของสองสามีภรรยา ขยับขยายเป็นอาคารพาณิชย์ 1 คูหา ต่อมาปี 2529 คุณแดง–วิภาดา จิตนันทกุล บุตรคนรองจากพี่น้องทั้งหมด 8 คน และในฐานะลูกสาวคนโต ได้เข้ามารับบทหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ เนื่องจากผู้เป็นแม่ล้มป่วยด้วยโรคหัวใจไม่สามารถทำงานหนักได้ คุณแดง-วิภาดา จิตนันทกุล ผู้ก่อตั้ง “แดงแหนมเนือง” ปี 2533 มีการวางระบบการตลาดและสร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวกิจการ ในนาม “แดงแหนมเนือง” ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ปัจจุบัน กิจการแห่งนี้ มี “แหนมเนือง” และอาหารแปรรูปหลายชนิด ส่งไปขายทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่รับบริการลูกค้านั่งรับประทานที่ร้าน ได้ราว 500-600 คน และว่ากันว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ร้านนี้ที่นั่ง “เต็มทุกโต๊ะ เต็มทุกวัน” ขนาดนั้น…เลยทีเดียว แต่แล้วเม
“ซอโสตถิกุล” คือ ชื่อตระกูลคหบดีของเมืองไทย มีกิจการในความดูแลหลากหลาย นับตั้งแต่ ศูนย์สรรพสินค้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่เครื่องปรุงในครัวเรือน ส่วนสินค้าเก่าแก่ที่สุด อายุอานามเกือบ 70 ปี ที่ว่ากันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “ความมั่งคั่ง”นั้น ใครจะเชื่อว่าเป็นของที่เริ่มทำในแบบ “ซื้อมา-ขายไป” มีกำไรต่อหน่วยไม่กี่บาท แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่แทบทุกคนต้องมีไว้ใช้ นั่นก็คือ รองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อ “นันยาง” นั่นเอง คุณจักรพล จันทวิมล ผู้บริหารรุ่นที่สาม ของตระกูล ”ซอโสตถิกุล” วัย 33 ปี เจ้าของเก้าอี้ตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดห้องทำงานส่วนตัวบนออฟฟิศย่านสี่พระยา ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกันท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง “ธุรกิจของเรา เริ่มต้นจาก คุณวิชัย ซอโสตถิกุล ซึ่งเป็นคุณตาของผม เดินทางมาจากเมืองจีน แบบเสื่อผืนหมอนใบ ตั้งแต่เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว ท่านก่อร้างสร้างตัว ทำงานทุกอย่าง เริ่มจากซื้อมาขายไปสินค้าสารพัด และหนึ่งในนั้น คือ รองเท้าผ้าใบนันยาง”คุณจักรพล ย้อนจุดตั้งต้นของธุรกิจตกทอด ก่อนเล่าต่อ ช่วงแรก รองเท้าผ้าใบนันยาง นั้น เป็นสินค้านำเข้าม
เฮติ ประเทศเล็กๆ ในหมู่เกาะกลางทะเลแคริบเบียน จัดเป็นประเทศในกลุ่มอเมริกาเหนือ ไม่ไกลจากไมอามีของอเมริกาเท่าไหร่ เมื่อจัดเป็นประเทศในกลุ่มอเมริกาเหนือซึ่งประกอบด้วยอเมริกาและแคนาดาเป็นอาทิ เฮติก็ควรจะร่ำรวยเช่นเดียวกับเพื่อนบ้าน ใช่หรือไม่ แต่ไม่ ไม่เลย เฮติไม่ร่ำรวย แต่กลับยากจน ยากจนอย่างที่สุด จนมีคนบอกว่าเฮติน่าจะยากจนที่สุดในโลก ยิ่งเมื่อถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ 8 ปีก่อน เฮติยิ่งบาดเจ็บสาหัส ผู้คนลำบากยากแค้นถึงขั้นอดอยาก คนเฮติจำนวนนับล้านบ่ายหน้าไปตายเอาดาบหน้า ส่วนหนึ่งทะลักเข้าไปในสาธารณรัฐโดมินิกัน ซึ่งอยู่ติดกัน และก็ยากจนไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไหร่ อีกส่วนหนึ่งเสี่ยงตายไปจนถึงอเมริกา แทรกตัวอาศัยอยู่ในรัฐที่มีชุมชนเฮติมากอยู่แล้ว เช่นในรัฐนิวออร์ลีนส์ ที่มีย่านที่เรียกกันว่าลิตเติ้ลเฮติเลยทีเดียว ย่านที่ว่านี่ในสาธารณรัฐโดมินิกันก็มีนะ เฮติ ไม่ได้เกิดมายากจน แต่เป็นประเทศที่เคยร่ำรวยถึงขั้นเคยเป็นแหล่งทุนสนับสนุนวีรบุรุษนักปฏิวัติของอเมริกาใต้อย่างโบลิวาร์ เฮติ เริ่มต้นเส้นทางสู่ความยากจน จากการถูกรีดนาทาเร้นเพราะดันเกิดหัวแข็งต้านระบบค้าทาส เฮติ เป็นประเทศที่ประ
ทุกวันนี้ ผู้คนนิยมท่องเที่ยวกันมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายไม่ได้แพงเกินเอื้อมอีกต่อไป แถมยังมีสายการบินต้นทุนต่ำที่ช่วยให้ผู้คนเดินทางด้วยเครื่องบินในราคาประหยัด การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศก็เป็นทางเลือกของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมีความยืดหยุ่นและทำตามใจตัวเองได้มากกว่าการใช้บริการของบริษัททัวร์ แต่ใครที่อยากท่องเที่ยวด้วยตัวเองก็ต้องทำใจกับความไม่สะดวกสบายหลายอย่าง หนึ่งใน “ภาระ” ที่จะต้องแบกรับเอง คือ “สัมภาระ” พะรุงพะรังที่จะต้องพาไปไหนมาไหนด้วย เพราะไม่มีรถบัสมาขนให้เหมือนคณะทัวร์ กลายเป็นอุปสรรคในการตะลอนชมเมือง แม้ว่าจะมีสถานที่บางแห่งสำหรับฝากกระเป๋าเดินทาง เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ รวมถึงตู้ล็อกเกอร์ให้เช่า แต่ก็มีค่าบริการที่แพงเอาการ แถมมีความเสี่ยงที่จะสูญหาย หลายต่อหลายคนจึงยอมลากกระเป๋าใบใหญ่ไปไหนไปกัน ปัญหานี้ทำให้เกิดไอเดียธุรกิจที่ช่วยแบ่งเบาภาระของนักเดินทาง นั่นคือ การเป็นคนกลางสำหรับบริการรับฝากสัมภาระในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ตลาด ร้านซักรีด หรือร้านเสริมสวย นักเดินทางสามารถเข้าไปดูข้อมูลในเว็บ
นายบุญนำ การกร อายุ 61 ปี อยู่หมู่ที่ 9 บ้านหัวทำนบพัฒนา ตำบลกรงรถ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา อดีตข้าราชการครู หลังเกษียณอายุราชการแล้วได้ใช้ที่นาของตัวเองทดลองปลูกผักและผลไม้ต่างๆแบบผสมผสาน เช่น มะม่วง มะพร้าว กล้วย และพืชผักสวนครัวสารพัดชนิด ปลูกเต็มที่นาขนาด 6 ไร่ นอกจากนี้ยังสร้างบ่อเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นการขุดบ่อดินจำนวน 2 บ่อ เพื่อใช้เลี้ยงปลาหมอเทศหารายได้เสริม การเลี้ยงปลาหมอเทศในบ่อดินหรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า “ปลาหมอแปลงเพศ” วิธีการเลี้ยงจะมีความแตกต่างไปจากการเลี้ยงปลาชนิดอื่นๆ เนื่องจากปลาหมอเทศจะเป็นปลาที่ชอบกระโดดขึ้นมาเหนือน้ำ ทำให้การจัดเตรียมบ่อจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ระดับน้ำในบ่อต้องต่ำกว่าตลิ่งอย่างน้อย 1 เมตร จัดทำท่อน้ำล้นให้รอบบ่อเพื่อป้องกันปลากระโดดออก ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงเพียงแค่ 6 เดือน ปลาหมอเทศจะมีขนาดกำลังพอดีสามารถจับขายได้ ซึ่งปลาหมอเทศเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตไว ทำให้มีรายได้ดีกว่าการทำนาเป็นอย่างมาก ในแต่ละครั้งจะสามารถจับขายได้กำไรรอบละกว่า 100,000 บาทเลยทีเดียว ที่มา มติชนออนไลน์
“ตำมั่ว” คือ แบรนด์ร้านอาหารไทย-อีสาน ภาพลักษณ์ทันสมัย มีเอกลักษณ์ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก จึงมีการขยายแบบธุรกิจในรูปแบบของแฟรนไชส์ “ตำมั่ว” ใช้เวลาก่อร่างสร้างชื่อเสียงมาเกือบสิบปี ปัจจุบันมีกว่า 150 สาขา ใน 4 ประเทศ ยอดขายปีหนึ่งๆ ไม่ธรรมดา จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนหลายแขนง ยกย่องให้เป็นกิจการ “ส้มตำพันล้าน” หากกว่าจะ “เดินทาง” มาถึงวันนี้ เจ้าของกิจการรุ่นสอง ยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะต้อง “ทำให้ได้” และไม่หยุดนิ่งที่จะ “เรียนรู้” ตลอดเวลานั่นเอง ที่เป็น “กุญแจความสำเร็จ” ซึ่งอยากถ่ายทอดให้ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ ศึกษาไว้เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับกิจการของตัวเองได้อย่างแน่นอน คุณเบสท์ –ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ เจ้าของกิจการ “ตำมั่ว” ที่เกริ่นถึง ให้ข้อมูลย้อนความเป็นมาว่า เขาตัดสินใจพลิกโฉม ร้าน “นครพนมอาหารอีสาน” ของคุณแม่ ที่เปิดขายอยู่ห้องแถวริมทางย่านปทุมธานี สู่ร้านส้มตำโมเดิร์น ติดแอร์ แต่ยังคงรสชาติแบบอีสานแท้ ส่วนเหตุผลที่ลาออกจากงานประจำในตำแหน่งระดับผู้บริหาร มาทำธุรกิจของตัวเองนั้น เพราะต้องการความ “มั่งคั่ง”
