SMEs
ในประเทศไทยการเลี้ยงไก่ยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรในต่างจังหวัดก็สร้างอาชีพจากไก่ได้ไม่น้อย แต่การจะสร้างอาชีพจากไก่ได้นั้น ต้องมีปัจจัยหลายด้าน ทั้งเรื่องพื้นที่การเลี้ยง อาหาร การดูแล การป้องกันโรค แหล่งรับซื้อ และที่สำคัญที่สุดคือพันธุ์ไก่ เมื่อหลายวันก่อนไปศึกษาดูงาน โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไก่ประดู่หางดำแบบครบวงจร ณ บ้านห้วยห้าง อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยฝ่ายเกษตรจัดขึ้น เพื่อสร้างอาชีพการเลี้ยงไก่ประดู่หางดำให้กับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ภาคเหนือ และยกระดับไก่พันธุ์ประดู่หางดำ ผ่านการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้ตราสินค้า “กลุ่มเกษตรกรเวียงเชียงรุ้ง” รศ.ดร.ประภาพร ขอไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. กล่าวว่า กล่าวถึงที่มาของโครงการวิจัย ว่า ช่วงปี 2545 – 2550 กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ทำการวิจัยพัฒนาพันธุ์ไก่พื้นเมืองแท้ 4 พันธุ์ ได้แก่ ไก่แดงสุราษฎร์ ไก่ชีท่าพระ ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี ไก่ประดู่หางดำเพื่อพัฒนาต่อยอดไก่พื้นเมืองทั้ง 4 สายพันธุ์และขยายผลไปยังเกษตรกรให
จังหวัดบึงกาฬเกษตรกรส่วนใหญ่ มีการทำสวนยางพาราเป็นอาชีพหลักที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่ในบางช่วงราคาผลผลิตจากยางพารามีราคาตกต่ำ การมีอาชีพเสริมสำรองไว้เพื่อทดแทนจากการทำสวนยางจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยการเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพเสริมหลังกรีดยางก็สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ด้วยเช่นกัน จึงได้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไก่งวงหรือโคเนื้อที่ตลาดยังมีความต้องการมากขึ้น คุณทองพูล สุรทัด อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 4 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นเกษตรกรต้นแบบของพี่น้องเกษตรกรรายอื่นๆ ในจังหวัดบึงกาฬ ที่สามารถเลี้ยงโคเนื้อแบบประณีตคือเลี้ยงในจำนวนที่ไม่มาก ดูแลได้ทั่วถึง ทำให้โคที่เลี้ยงมีสุขภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีพ่อค้ามาจับจองขอซื้อถึงบ้านกันเลยทีเดียว คุณทองพูล สุรทัด เห็นพื้นที่รอบบ้านว่าง จึงคิดทำปศุสัตว์ คุณทองพูล เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพทำเกษตรกรรมอยู่แล้วคือ การปลูกข้าวโพดหวาน ต่อมาเห็นบริเวณรอบบ้านยังพอมีพื้นที่ว่างอยู่ จึงมองว่าน่าจะทำเกี่ยวกับเรื่องปศุสัตว์เพื่อเสริมสร้างรายได้ จึงตัดสินใจนำโคเนื้อมาเลี้ยงเพื่อใช้พื้นที่
ปัจจุบัน ฟาร์มไข่มุกกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของภูเก็ตไปเสียแล้ว นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนต่างชาติ โดยเฉพาะคนจีนจะพากันไปดูการทำฟาร์มไข่มุก ผมเองก็ไปดูไปชมกับเขาเหมือนกัน ฟาร์มไข่มุกที่ว่านี้มีชื่อว่า บริษัท ภูเก็ต เพิร์ล อินดัสทรี จำกัด ตั้งอยู่บริเวณอ่าวระบำทางทิศตะวันออกของเกาะภูเก็ตในแถบทะเลอันดามัน เป็นฟาร์มที่ตั้งอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางด้วยเรือประมาณ 5 นาทีเท่านั้น ที่ฟาร์มจะมีพนักงานของบริษัทให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวและอธิบายถึงการเพาะเลี้ยงไข่มุกจากหอยอย่างคร่าวๆ ให้ทุกคนที่ไปเยี่ยมชมได้รับรู้ วันนั้นเราโชคดีที่มี คุณศรันย์ สมรักษ์ พนักงานระดับหัวหน้าได้เป็นผู้อธิบาย เราจึงได้รู้ว่า ทะเลรอบเกาะภูเก็ตเป็นที่เหมาะสมในการเลี้ยงมุก เพราะมีสภาพแวดล้อมที่มีการขึ้นลงของน้ำ 2 ครั้ง ต่อวัน ทำให้มีผลให้เกิดอาหารของหอยมุกตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ อุณหภูมิของน้ำทะเลก็พอเหมาะ หอยมุกชอบ ทำให้ช่วยในการเจริญเติบโตของหอยมุก ที่สำคัญเป็นทะเลเปิด น้ำทะเลหมุนเวียนได้ทั้งปี ทำให้น้ำทะเลสะอาด หอยมุกที่นำมาเลี้ยงเพื่อให้เกิดไข่มุกมี 3 ชนิด ชนิด
ถั่วเหลืองไม่ใช่พืชบ้านเรา แต่เป็นพืชที่พบในประเทศจีนเมื่อเกือบ 5,000 ปีที่แล้ว บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลืองและเชื่อว่าอารยธรรมจีนก่อเกิดที่นั่น ถั่วเหลืองได้แพร่กระจายไปสู่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี ต่อมาได้เข้าสู่ยุโรปและอเมริกา ชาวปศุสัตว์อเมริกาได้อานิสงส์จากการนำถั่วเหลืองมาเป็นอาหารสัตว์อย่างเป็นล่ำเป็นสันด้วยชาวอเมริกันบริโภคเนื้อวัวเป็นหลัก ถั่วเหลืองเป็นอาหารโปรตีนชั้นยอดสำหรับวัว จึงมีพื้นที่การปลูกถั่วเหลืองและผลผลิตมากที่สุดในโลกที่อเมริกา และเป็นจุดเริ่มต้นของการดัดแปลงพันธุกรรมถั่วเหลือง โดยบริษัท โมซานโต้ ที่หลายประเทศรังเกียจกันหนักหนา ในประเทศไทยเริ่มปลูกถั่วเหลืองกันกว่า 200 ปีแล้ว สันนิษฐานว่าเมล็ดพันธุ์ได้มาจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 หน่วยงานของรัฐได้มีการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้เหมาะสมกับภูมิอากาศบ้านเรา เช่น พันธุ์สุโขทัย 1-3 พันธุ์นครสวรรค์ 1 พันธุ์เชียงใหม่ 60 พันธุ์ สจ.4 และ สจ.5 ปัจจุบันนี้ การผลิตถั่วเหลืองยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้มีการนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศมาบริโภคในครัวเรือนและส่วนใหญ่นำเข้ากากถั่วเหลือง
สืบเนื่องมาจากการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการผลิตและร่วมมือทางการตลาดหมอนยางพารา โดยดึง 3 ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย, ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท เลย์เท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และ สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วประเทศ เพื่อร่วมมือในการผลิตหมอนและที่นอนยางพาราภายใต้แบรนด์กลาง กยท. โดยตั้งเป้าปี 2561 จะเริ่มต้นผลิตหมอนยางพาราคุณภาพเยี่ยม ออกสู่ตลาดได้ราว 200,000 ใบ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวม 100 ล้านบาทไปเมื่อเร็วๆ นี้นั้น ล่าสุดโครงการความร่วมมือดังกล่าว เริ่มเป็นที่สนใจจากตัวแทนจำหน่ายและผู้ต้องการสั่งซื้อจากทั้งในและต่างประเทศ ทาง กยท.และผู้ร่วมลงนามการผลิตทุกฝ่าย จึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเทคโนโลยีการแปรรูปยางพารา เพื่อพัฒนามาตรฐานการผลิตให้ดียิ่งขึ้นรองรับการส่งออกปริมาณมหาศาลในอนาคตอันใกล้ และประกอบกับได้รับความร่วมมือทางเทคโนโลยีจากเครือข่ายนวัตกรรมยางพารา ซึ่งประกอบด้วยภาคี 4 ฝ่าย ได้แก่ 1. การยางแห่งประเทศไทย 2. สภาอุตสาหกรรม 3. ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และ 4. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และยังได้
ฤดูฝนเป็นฤดูของสะตอค่ะ ชาวไทยเรามักจะนำสะตอมาผัดกะปิกุ้งสด เป็นอาหารใต้ยอดนิยมที่สุดในวงการสะตอบ้านเรา นอกจากนี้ยังนำไปกินสดๆ กับน้ำพริก หรือเผาไฟทั้งเปลือกเพื่อเพิ่มความหอมและลดความเหม็นเขียว ไว้กินกับน้ำพริก หรือจะใส่ในแกงก็อร่อย สะตอ เป็นพืชที่พบได้มากทางภาคใต้ และภาคตะวันออกของไทยซึ่งมีอากาศชื้น แต่หากคุณไปทางชายแดนตะวันตกไม่ว่าจะเป็นสังขละบุรี ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หรือแม่สอด จังหวัดตาก คุณจะเห็นว่ามีสะตอขายอยู่ในตลาดด้วย เพราะอากาศแถบนี้ก็ไม่ต่างไปจากภาคใต้ จึงมีพืช ผัก ผลไม้เหมือนๆ กัน ดังนั้น คุณจะเห็นว่าชาวพม่าก็กินสะตอด้วย เมื่อลงไปทางใต้ถึงแหลมมลายู และหมู่เกาะในทะเลใต้ ความนิยมของสะตอก็แพร่หลายมากขึ้น ในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เขาจะนำไปผัดคล้ายๆ บ้านเรา มีทั้งผัดกุ้งสด และผัดกับน้ำพริก ไม่ว่าแบบไหนนิยมใส่กะปิด้วย เป็นอันว่าสะตอกับกะปิเป็นของคู่กัน ที่เสริมรสให้อร่อยมากขึ้น สูตรผัดสะตอของมลายูนั้นมีหลากหลายค่ะ วันนี้จะผัดกับน้ำพริกที่เขาเรียกว่า “ซัมบัล” (Sambal) อาหารจานนี้จึงเรียกว่า “ซัมบัล เปอไต” (Sambal Petai) ซึ่งหมายถึง สะตอผัดน้ำพริก ก่อนอื่นมาทำน้ำพริกก่อ
“อยากให้ผู้ป่วยลุกขึ้นมาใช้ศักยภาพของตัวเอง ใช้ความถนัด และแรงบันดาลใจจากประสบการณ์เป็นโรคมะเร็งมาส่งต่อให้ผู้อื่น แชร์กับคนในสังคมผ่านรูปแบบของการทำศิลปะ” คุณออย ไอรีล ไตรสารศรี ผู้ก่อตั้ง Art for Cancer (อาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์) เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า เมื่อ 5 ปีก่อน เธอป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ต้องต่อสู้และผ่านกระบวนการรักษาต่างๆ มากมาย มะเร็งทำให้ทัศนะคติการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป มีแรงบันดาลใจที่อยากจะช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลก อาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ คือ ธุรกิจเพื่อสังคมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในด้านกำลังใจ และทุนทรัพย์ ผ่านรูปแบบโครงการและการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อผู้ป่วยโดยใช้ศิลปะที่คุณออยเรียนจบด้านนี้มาโดยตรงเป็นตัวขับเคลื่อนกิจกรรม ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นสื่อกลางในการสร้างทัศนคติที่ดี รวมถึงการสร้างชุมชนเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็ง อาจจะรักษาหายแล้วหรือยังเป็นอยู่ รวมถึงญาติ ผู้ดูแล เป็นตัวกลางกับภาครัฐและเอกชน เพื่อเชื่อมโยงคนในสังคมพร้อมจะช่วยเหลือผู้ป่วย ประสานในเรื่องของการทำกิจกรรม การทำสินค้า และบริการ &
แหล่งปลูกกะหล่ำปลีส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคเหนือตามดอยต่างๆ ซึ่งปลูกกันมากในจังหวัดที่มีดอยสูง อากาศหวานเย็น เช่น น่าน แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก เพชรบูรณ์ เป็นต้น บนพื้นที่ราบสามารถปลูกกะหล่ำปลีได้เช่นกัน แต่จะเจริญเติบโตได้ไม่เท่ากับที่ปลูกบนดอยสูงมีอากาศหนาวเย็น ซึ่งกะหล่ำปลีจะห่อหัวได้แน่นสวยและให้รสชาติที่ดีกว่า ชาวม้งบนดอยมีความคุ้นเคยและความชำนาญในการปลูกกะหล่ำปลีมายาวนาน จนเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพเกษตรกรรมนอกเหนือไปจากการปลูกข้าวโพด สตรอเบอรี่และผักเมืองหนาวอื่นๆ การปลูกกะหล่ำปลีจึงเป็นพืชหลักของชาวม้งและรับประทานกะหล่ำปลีกันประจำ จนมีการล้อกันถึงการขู่ให้เด็กม้งที่งอแงชอบร้องไห้ว่า “ถ้าไม่หยุดร้องไห้ จะต้มกะหล่ำให้กิน” เด็กเงียบเป็นปลิดทิ้งนั้นเป็นเพียงการพูดต่อกันมาเล่นๆ จริงหรือไม่จริงไม่ยืนยัน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างกะหล่ำปลีกับชาวม้งที่อยู่คู่กันมาเนิ่นนาน หากไปเที่ยวหมู่บ้านชาวม้ง ถ้าเห็นชาวม้งก็จะต้องเห็นสวนกะหล่ำปลีด้วยเสมอ ลำปาง ไม่ใช่แหล่งปลูกกะหล่ำปลี ถึงแม้จะมีชาวม้งอาศัยอยู่ในบางอำเภอบ้างก็ตาม ลำปางเป็นแหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญในภาคเหนือ กะหล่ำปลีจึงไม่ใช่พืชที่
“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับไหมอีรี่ ตั้งแต่การเลี้ยงไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าไหม สบู่ล้างหน้า สบู่เหลว แชมพูสระผม ครีมนวดผม และโลชั่นทาผิว ชื่อแบรนด์ “S and N Farm” อีกทั้งยังเปิดร้านขายสินค้าเกษตรด้วย” คุณสุเมธ มาสขาว ผู้ประกอบการหนุ่มวัย 26 ปี แจกแจงกิจการของเขา ซึ่งเพิ่งเริ่มธุรกิจยังไม่ถึงปี โดยเลี้ยงไหมอยู่ที่บ้านหนองพะโลน ตำบลทุ้งแต้ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ใช้เงินลงทุนประมาณ 300,000 บาท นับเป็นคนหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาโดยตรงในการประกอบอาชีพ ซึ่ง คุณสุเมธ มาสขาว นั้น จบปริญญาตรี สาขากีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และเพิ่งจบปริญญาโท สาขาและมหาวิทยาลัยเดียวกันในปีนี้เอง คุณสุเมธ มาสขาว (ขวา) และน้องชาย เจ้าตัวเล่าที่มาที่ไปของการมาทำธุรกิจไหมป่าอีรี่ว่า ตอนเรียนอยู่ปีที่ 3 ในระดับปริญญาตรี ได้ทำปัญหาพิเศษเกี่ยวกับไหมป่าอีรี่ ตอนแรกไม่รู้จักว่าไหมป่าอีรี่คืออะไร มีหน้าตาแบบไหน แล้วกินอะไร สามารถนำมาทำอะไรได้บ้าง แต่พอได้มาศึกษาอย่างจริงจังกับรู้ว่าไหมป่าอีรี่ตัวนี้มีประโยชน์หลายอย่างมาก ยกตัวอย่าง เส้นไหมนำ
ไม่กี่วันก่อน ตอนไปท่องเที่ยวที่จังหวัดที่จันทบุรี มีโอกาสได้ชิม ข้าวคลุกพริกเกลือ ฟังชื่อแล้วงงๆ ที่จริงคือข้าวคลุกพริกน้ำส้มเสิร์ฟกับอาหารทะเล ในงานเขามีน้ำจิ้มซีฟู้ดสำเร็จมาออกบู๊ธด้วย ทำให้เรื่องมากขึ้นหน่อย เป็น “ข้าวคลุกพริกเกลือมหาสมบัติ” คือ มีอะไรใส่หมด กุ้งลวก ปลาหมึก ลูกชิ้น ปลาทะเล พวกนี้ลวกเตรียมไว้ ของผมใส่ปูอัดด้วย ใช้ข้าวหุงสวย ขอเป็นข้าวเก่าเม็ดงาม น้ำมันลงกระทะ กระเทียมเจียว ตามด้วยข้าวคลุกๆ แล้วราดน้ำจิ้มซีฟู้ดลงไปตามสะดวก ทีนี้เพิ่มความกลมกล่อม และเสน่ห์ความหอมเหนืออื่นใคร เตรียมน้ำปลาดี เร่งไฟให้กระทะร้อน โชยน้ำปลาลงข้างกระทะ ควันจะฉุยขึ้นทันที ทีนี้ล่ะครับ หอมไปเจ็ดบ้านแปดบ้าน คลุกข้าวให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย ประดับด้วยของทะเล ใบผักชี น้ำจิ้มซีฟู้ด รับรองเป็น ข้าวคลุกพริกเกลือ ที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมา แถมท้ายน้ำจิ้มซีฟู้ดมี กระเทียม รากผักชี อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูสวน 1 ช้อนโต๊ะ โขลกให้ละเอียด น้ำมะนาว น้ำกระเทียมดอง น้ำปลา อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน ปั่นละเอียดก็ได้ แซ่บครับ
