SMEs
ในประเทศไทย เราจะคุ้นเคยกับอาหารเผ็ดร้อนตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ เพราะวัฒนธรรมการรับประทานอาหารรสจัดจ้าน ซึ่งหมายถึงในจานอาหารเหล่านั้นจะมีพริกเป็นเครื่องปรุง เพื่อรสชาติที่กลมกล่อมมากขึ้น จากสถิติแล้ว คนไทยจะบริโภคพริกประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี คิดเป็นมูลค่าโดยรวมทั้งประเทศกว่า 30,000 ล้านบาท และมีการปลูกเพื่อส่งออกคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท ต่อปี ด้วยเหตุนี้ พริกจึงเป็นพืชเศรษฐกิจของคนไทยที่สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นทั่วประเทศ เนื่องจากพริกสามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย นอกจากพริกจะเป็นเครื่องเทศยอดนิยมแล้ว พริกยังจัดว่าเป็นสมุนไพรชั้นยอดเช่นเดียวกัน สรรพคุณของพริก ช่วยกระตุ้นทำให้เจริญอาหาร ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ในทางเภสัชวิทยานั้น สารสกัดจากผลพริก ซึ่งก็คือสาร capsaicinoids เป็นสารที่ให้ความเผ็ดและกลิ่น โดยประกอบด้วยสารต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบ แต่จะพบสาร capsaicin เป็นหลัก คิดเป็นประมาณ 60% จากทั้งหมด โดยจะพบสารนี้มากบริเวณไส้กลางของเมล็ดพริก ซึ่งปริมาณของสารนี้ขึ้นอยู่กับอายุของพริก จากรายงานวิจัยพบว่า พริกที่อยู่ในระยะผลอ่อนจะมีปริมาณนี้น้อยกว่
ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่ ได้พบสามีภรรยาในพื้นที่ หมู่ที่ 14 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นคนขยันปลูกไม้ผลผสมผสานกันในพื้นที่ 4 ไร่ สร้างรายได้อย่างพอเพียงปีละกว่า 100,000 บาท โดยไม้ผลที่ปลูกคือ ลองกอง พันธุ์ตันหยงมัสแท้จากภาคใต้ ทุเรียน ทั้งก้านยาว หมอนทอง หลง-หลินลับแล คละเคล้ากันไปกว่า 20 ต้น เงาะโรงเรียน เงาะบาบาลู สาเก มะพร้าวน้ำหอม กระท้อน และสะตอ ที่ให้ผลผลิตสร้างรายได้ดีเกินคาด มีเท่าไหร่ไม่พอขาย ลุงบรรจง ทองคำ อายุ 60 ปี บ้านเลขที่ 224 หมู่ที่ 14 บ้านสันป่างิ้ว ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เล่าให้ฟังว่า เนื่องจากที่บ้านมีพื้นที่ว่างบริเวณด้านหลังบ้าน ไม่ได้ปลูกต้นไม้หรือพืชอื่น ต่อมาลูกเขยซึ่งเป็นคนมาเลเซีย ประกอบอาชีพอยู่ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เห็นว่าหลังบ้านมีพื้นที่ว่างจึงได้ซื้อต้นพันธุ์ลองกอง โดยเป็นพันธุ์ตันหยงมัสแท้ นำมาให้ตนปลูก ขณะที่ตนและภรรยาก็อยากทดลองว่าไม้ผลจากทางภาคใต้จะสามารถนำมาปลูกในภาคเหนือได้หรือไม่ ลุงบรรจง-ป้าเป็ง ทองคำ เจ้าของสวน ขณะเดียวกันคนพื้นบ้านในพื้นที่ไม่เชื่อว่าจะปลูกได้ผลผลิต ดังนั้น ตนจึงตัดสินใจลองปลูกลองกอง
หนึ่งในกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดย ททท. ที่จังหวัดน่าน คือ การทอผ้าตาโก้ง ที่บ้านนาซาว อ.เมือง การทอผ้า เป็นวิถีชีวิตปกติของชาวบ้านในพื้นที่นี้ เมื่อมีนักท่องเที่ยว เข้ามาเยี่ยมเยือน นักท่องเที่ยวก็จะได้รับประสบการณ์จริง จากการได้ทดลองทอผ้า และการมัดควั่นปมผ้าตาโก้ง ด้วยหน้าแข้ง (ผ้าตาโก้ง ความหมายตามพจนานุกรมคือ ผ้าชนิดหนึ่งที่ทอเป็นตาโตๆ) ข้อมูลจาก เว็บไซต์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประเทศไทย ระบุว่า ในอดีต บ้านนาซาวมีการปลูกฝ้ายในพื้นที่ดอน หรือพื้นที่แล้งน้ำ และเก็บฝ้ายในช่วงฤดูหนาวก่อนจะนำไปปั่นและทำเส้นด้าย การย้อมสี และการเตรียมเส้นฝ้ายเพื่อการทอ โดยทั่วไป เมื่อว่างเว้นจากงานเกษตรกรรม สตรีในชุมชนบ้านนาซาวจะทอผ้าสำหรับใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในครัวเรือน ผ้าทอลายตาโก้งที่ทอโดยหญิงสาว เป็นการแสดงถึงความพร้อมในการ “ออกเรือน” หรือออกไปแต่งงานเพื่อไปสร้างครอบครัวใหม่ ผ้าห่มตาโก้งเป็นงานหัตถกรรมที่เป็นแรงงานของความรัก จากแม่สู่ลูกและคนในครอบครัว และจากหญิงสาวถึงชายหนุ่ม กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ที่บ้านนาซาวแห่งนี้ นอกจากทอผ้า มัดควั่นปมผ้าตาโก้ง แล้วยังมีการทำบัวลอย ซึ่งนักท
มะละกอพันธุ์แขกดำ ลักษณะเป็นทรงพุ่มเตี้ย แข็งแรง ความสูงประมาณ 2-4 เมตร ก้านใบสีเขียวอ่อน ลักษณะสั้นและแข็งแรง ก้านใบตั้งตรง ยาวประมาณ 60-80 เซนติเมตร ใบหนากว่าพันธุ์อื่นๆ มีเส้นใบ 9-11 แฉก มีการออกดอกติดผลเร็ว ผลมีขนาดปานกลาง ส่วนหัวและปลายผลมีขนาดเท่ากัน ผลยาวประมาณ 25-35 เซนติเมตร ผลในขณะที่ยังดิบเปลือกมีสีเขียวเข้ม เปลือกหนา เนื้อหนา ผลสุกมีสีแดงอมส้ม เนื้อสีแดงเข้ม น้ำหนักผลประมาณ 0.60-1.70 กิโลกรัม เหมาะสำหรับบริโภคสุกและดิบ ในครั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้มานำเสนอเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ทำแล้วรวย แต่จะขอถ่ายทอดประสบการณ์ของเกษตรกรท่านหนึ่ง ที่ไม่ย่อท้อต่อราคาและกลไกของตลาดที่มีทั้งดีและไม่ดี ผิดหวังมาก็หลายครั้ง สุดท้าย มาลงตัวที่มะละกอแขกดำ สร้างรายได้แบบพออยู่พอกิน คุณกิตติวัฒน์ รังสีวิสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 3 ตำบลประสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เกษตรกรผู้ที่จะมาเล่าถึงประสบการณ์การทำเกษตรที่ไม่ได้สวยงามนัก คุณกิตติวัฒน์ รังสีวิสิทธิ์ “อยากให้เกษตรกรที่ได้อ่านเรื่องของลุงกิตติวัฒน์แล้วมีกำลังใจสู้ต่อไป เพราะลุงกิตติวัฒน์ก็เจ็บมาเยอะ กว่าจะตั้งตัวได้ ทำเกษตรอ
หลายวันก่อน ตอนไปศึกษาดูงานที่จังหวัดน่าน ตามโครงการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีโอกาสได้แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวดัง ที่คนท้องถิ่นแนะนำอาคันตุกะทั้งหลายไม่ควรพลาด ส่วนชื่อเรียกขานร้านนั้น อาจแปลกหู-แปลกตาสักหน่อย ว่า “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวสุราษฎร์ธานี @ น่าน” แม้ชื่อร้านจะบ่งบอกว่าขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว แต่มองปราดไปบนเมนูแผ่นใหญ่ พบยังมีเมนูอื่นอีกหลากหลาย ทั้งเนื้อ ทั้งหมู ในเลือก และหากใครยังไม่แน่ใจว่าจะชิมชามไหนดี ปรากฎมีข้อเสนอที่น่าสนใจทีเดียวสำหรับเมนู “สองใจลังเล” ที่มีทั้งก๋วยเตี๋ยวและลวกจิ้ม อยู่ในชามเดียวกัน ส่วนราคาขายนั้น มองแล้วก็สมเหตุสมผล โดยราคาตั้งต้น 120-150 บาท ซัด “เส้นเล็กน้ำ-สองใจลังเล-รวมหมู” คนเดียวจนพุงกาง เลยขยับแข้งขาออกไปเดินสำรวจรอบร้าน ก่อนเข้าไปชวนคุยกับเจ้าของกิจการ ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการลวกเส้นอยู่หน้าเตา แต่ยังอุตส่าห์ให้ข้อมูลว่า “เจ้าของร้านยืนลวกเองเลยครับ เปิดมาเกือบ 7 ปีแล้ว พื้นเพผมเป็นคนสุราษฎร์ธานี ไม่เคยมีร้านก๋วยเตี๋ยวที่จังหวัดสุราษฎร์ฯหรอก แต่พอมาเปิดร้านที่นี่ เลยใช้ชื่อก๋วยเตี๋ยวเนื้อวั
“ยุคอะไรก็แพง อาหารอร่อยในราคา 50 บาท พร้อมบริการครบวงจร 50 full ตอบโจทย์คุณได้” คือ นิยามของกิจการ “50 full (ฟิฟตี้ ฟูล) อาหารอร่อย” หรือ “ร้าน 50 บาท” ที่ลูกค้าประจำในละแวกมักเรียกขานกันแบบนั้น จากจุดเริ่มต้นเพียงแค่อยากมีงานอดิเรก ทำกันเองแบบเน้นความสนุก ไม่คิดว่าผลตอบรับจะดีขึ้นเรื่อยๆภายในเวลาไม่นานและก้าวมาไกล มานานหลายปีจนบัดนี้ ข้าว+ปลาทับทิมนึ่งมะนาว, ข้าว+สันคอหมูอบพริกไทยดำ, เส้นใหญ่คั่วเฟรนช์เบค่อน, สปาเกตตีไวท์ซอส ทูน่า, พาสต้าเห็ดแชมปิยองและไส้กรอกแฟรงเฟิร์ตเตอร์บุทเชอร์, ข้าว+ซาบะต้มซีอิ๊วญี่ปุ่น, สเต๊กหมูพริกไทยดำเสิร์ฟคู่ สปาเกตตีโบลองเนสหมู คือ ส่วนหนึ่งของรายการอาหาร ที่ทางร้าน 50 full สรรหามานำเสนอไม่ซ้ำกัน แต่วันหนึ่งๆจะทำออกมาไม่เกิน 4-5 รายการเท่านั้น โดยลูกค้าที่มาอุดหนุนทุกท่าน สามารถเลือกเครื่องดื่มหลากหลาย อาทิ เก๊กฮวย ลำไย ชาดำเย็น น้ำอัญชันมะนาว กาแฟร้อน ชาร้อน ฯลฯ ได้ตามอัธยาศัยชนิดไม่อั้น ในรูปแบบของการบริการตัวเอง เสร็จจากจานหลักแล้ว ยังมี “ของหวาน” ไม่ซ้ำวัน เสิร์ฟปิดท้าย และถึงแม้ปริมาณจะไม่มากอย่างที่เคยชินกัน แต่ก็พอได้ล้างปาก และที่สำคัญรสชาตินั้
อะโวกาโด (Avocado) หรือ ลูกเนย หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผลไม้ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่จริงๆ แล้วในไทยก็ปลูกได้ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกง่าย แทบจะไม่ต้องดูแลมาก ก็ปลูกขึ้น สามารถปลูกแซมในสวนผลไม้อื่นก็ได้ เพาะเมล็ด 3 – 4 ปี ให้ผลผลิตและเก็บเกี่ยวได้ และจะให้ผลผลิตมากขึ้น ต่อเมื่อ อะโวกาโดอายุ 5-6 ปี เกษตรกรภาคเหนือตอนบนและตอนล่างนิยมปลูกกันมาก โจ้ – ยุทธนาศักดิ์ แก้วคำ เด็กหนุ่มอนาคตไกลวัยเพียง 26 ปี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาเขตแพร่ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี ปัจจุบันสวมบทบาททั้งเกษตรกรและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกอะโวกาโด เพราะนอกจากจะขายผลสด ยังนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ความงามบำรุงผิวพรรณทั้งผิวหน้าและผิวกาย ภายใต้แบรนด์ “อะโวคาโด ไร่ยังคอย” ขยายตลาดด้วยตัวแทนจำหน่าย รวมถึงส่งออกต่างประเทศ สร้างรายได้ต่อเดือนหลักล้านบาทเลยทีเดียว โจ้ เผยกับเส้นทางออนไลน์ว่า หลังจากเรียนจบ ป.ตรี ไปเพาะพันธุ์ไก่ชนหายาก ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองของ แม่ฮ่องสอน มีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ส่งจีน ลาว มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีทั้งส่งตรงและส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง ทว่าระยะหลังเศรษฐกิจเริ่มไ
ฉันรู้จักอาหารฟิลิปปินส์ครั้งแรกก็นานมากแล้ว เพราะเคยได้รับเชิญจากเพื่อนชาวฟิลิปิโนให้ไปร่วมงานคริสต์มาสที่บ้าน ชาวฟิลิปิโนนั้นครอบครัวอบอุ่นรักใคร่กันมาก อย่างหนึ่งก็คงเป็นเพราะศาสนาคริสต์ที่ส่วนใหญ่เป็นนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งคริสต์ศาสนานั้นเน้นสอนในเรื่องของความรัก เขารักกันและแสดงออกให้เห็นต่างกับชาวไทยที่รักกันอยู่ในใจไม่ยอมแสดงออกเพราะเคอะเขิน หรือกลัวเสียฟอร์มก็ไม่รู้ ก็เลยไม่รู้ว่ารัก (ฮิ้ว…) เมื่อมาได้ร่วมงานกับชาวฟิลิปิโนในภายหลังก็ยิ่งพบว่าพวกเขารักกันเหนียวแน่นมากๆ รักพวกพ้องเป็นที่สุด ก็คงเป็นเพราะพวกเขาส่วนใหญ่ทำงานอยู่นอกประเทศ ถ้าไม่รักและช่วยเหลือกันเองก็ไม่รู้จะให้ใครช่วย ไม่ได้เป็นพวกอินดี้ตัวใครตัวมันอย่างชาวไทยนี่ ฉะนั้นอย่าพยายามไปมีเรื่องกับเขาก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าฉันไม่เตือน อาหารในปาร์ตี้คืนนั้นมีหลายอย่างแต่ฉันจำได้อยู่อย่างเดียวนั่น คือ เส้นหมี่ผัดหน้าตาธรรมดาๆ ที่สหายชาวปินอยเรียกแบบให้ฉันเข้าใจง่ายๆ ว่า “สปาเกตตีฟิลิปปินส์” เขาเชิญชวนให้ฉันตักไปกินและโฆษณาถึงความอร่อยของมัน สายตาฉันก็จับจ้องไปที่เส้นหมี่ผัดที่อยู่ในจานใบใหญ่ที่เขากำลังกล่าวถึงพลางคิดในใจว่
สวัสดี ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ วันนี้คอลัมน์ “ตั้งวงเล่า” มีเรื่องราวของสวนแตงกวาลอยฟ้ามาฝากครับ เป็นการใช้งานพื้นที่ๆ มีอยู่จำกัดได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญ สร้างรายได้ให้เจ้าของได้ทุกวันอีกด้วย ผมนัดกับพี่เจมส์ – โฉม อังสุวรรณ เจ้าของสวนเกษตรศิลป์ โทร. (083) 598-8462 ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลอาษา (อบต.) อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ในวันที่พี่เจมส์เปิดอบรมกิจกรรมการเกษตรให้สมาชิก เพื่อถวายเป็นปฏิบัติบูชาที่ตั้งใจไว้ ด้วยพื้นที่อันจำกัด ดังนั้นจึงนัดมาทำกิจกรรมที่ อบต. อาษา ซึ่งอยู่ติดกับสวน ทำให้ผมมีเวลาเดินชมสวนได้อย่างสะดวก เพราะสมาชิกต่างก็เข้าอบรมอยู่ด้านนอก ผมเดินชมและชิมผักในสวนนี้ได้อย่างสบายใจ เพราะรู้ที่มาว่าปลูกแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักสูตรแม่โจ้ ใช้ฮอร์โมน-น้ำหมักที่ผลิตเองจากผลผลิตในสวน ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือเคมีใดๆ ในเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 1 งาน ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 1 งาน เหลือเนื้อที่ให้ปลูกพืชผลทั่วไปอีก 3 งาน ขุดคูด้านหลังไว้เลี้ยงปลา คันคูกว้าง 2.5 เมตร ปลูกชะอม กล้วย ข่า ตะไคร้ กระชาย ขมิ้น ชะพลู ผักสลัด แตงร้าน เมล่อน เรียกว่าใส่กันเต็มพื้นที
U DRINK I DRIVE (ยูดริงก์ ไอไดรฟ์) คือ ธุรกิจให้บริการ “พนักงานขับรถ” คอยทำหน้าที่ขับ “รถของลูกค้า”กลับให้ถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก อยู่ที่ “”นักดื่ม” ทั้งชาย-หญิง สำหรับจุดเริ่มต้นของกิจการนี้ เกิดจากแนวคิดของผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งล้วนแต่เป็นนักธุรกิจไฟแรง ที่ตระหนักตรงกันถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและปลอดภัย จึงเกิดแรงบันดาลใจที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิต หวังลดจำนวนอุบัติเหตุที่ เกิดขึ้นบนท้องถนน ที่จากสถิติพบว่าประเทศไทยนั้น มีอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก คุณพีท – จิรายุ พิริยะเมธา หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง U DRINK I DRIVE พกพาบุคลิกมั่นใจสไตล์คนรุ่นใหม่ มาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยอ่อนน้อมเป็นกันเอง เริ่มต้นว่า เจ้าของแนวคิดการทำธุรกิจในแบบ U DRINK I DRIVE คือ คุณสิ – สิรโสมย์ บริสุทธิ์สุวรรณ์ เพื่อนวัยไล่เลี่ยกันแต่ต่างสถาบัน โดยตัวเขานั้นจบการศึกษาปริญญาตรีด้านการบริหารเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ธุรกิจหลักของครอบครัว คือ การบริการรถลีมูซีนให้กับหน่วยงาน-องค์กรต่าง
