SMEs
สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอม
โครงการข้าวหอมมะลิประชารัฐ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ เทสโก้ โลตัส ในการสนับสนุนให้ห้างโมเดิร์นเทรดเข้ามารับซื้อข้าวหอมมะลิแท้ 100% โดยตรงจากสหกรณ์การเกษตรใน 4 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี, สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดสุรินทร์, สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด และสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าในระยะเวลา 1 ปีแรก จะรับซื้อข้าวหอมมะลิในปริมาณ 5,700 ตัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐและประชาชน และนำนโยบายประชารัฐมาขับเคลื่อนให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม และเติมเต็มให้เกิดความสมบูรณ์ของห่วงโซ่การผลิต ทำให้สินค้าเกษตรและสินค้าจากชุมชนได้กระจายไปถึงมือผู้บริโภคอย่างทั่วถึง และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรได้อย่างมั่นคง พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าวหอมมะลิแท้ 100% ระหว่าง เทสโก้ โลตัส และสหกรณ์ผู้ผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี 4 แห่งในภาคต
โกเผือกโกดำ (GopuekGodum) ร้านอาหารกระแสดังจากโลกออนไลน์ในจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยสไตล์การตกแต่งร้านแบบธรรมชาติ เสิร์ฟพร้อมเมนูอาหารเช้าและขนมหวานหน้าตาน่ารัก อย่างสังขยา 4 สี ร้านนี้เกิดจากการรวมตัวกันของวัยรุ่น 4 คนแต่ต่างอายุกัน สองหนุ่มสถาปนิก อย่าง คุณอะตอม-ชนะ ฉายานนท์ อายุ 28 ปี และ คุณบูม-วาสุทิน คำพรหม อายุ 28 ปี และสองสาวที่จบด้านการสื่อสารมวลชนอย่าง คุณขวัญใจ-พชรพรรณ ปิ่นคำพิชัย อายุ 24 ปี และ คุณน้ำ-อภิชญา วงศ์ปัน อายุ 24 ปี คุณขวัญใจ หนึ่งในหุ้นส่วนร้านรับอาสาเล่าที่มาที่ไปของร้านโกเผือกโกดำ ให้ฟังว่า เริ่มแรกมีหุ้นส่วนอยู่ 3 คน (ภายหลังเพิ่มเป็น 4 คน) เดิมทีที่ตั้งร้านเป็นร้านอาหารเก่าของคนรู้จัก เห็นว่าปิดกิจการจึงขอเซ้งร้านทำกิจการต่อ เหตุจากสองหนุ่มสถาปนิกอยากหาอะไรทำช่วงเช้าก่อนไปทำงาน และสองสาวอยากหากิจกรรมทำระหว่างรอรับปริญญา เกี่ยวกับชื่อร้าน คุณขวัญใจ เล่าว่า คำว่า โก ให้อารมณ์เหมือนร้านอาหารเช้านั่งจิบกาแฟ ส่วนคำว่าเผือกกับดำ มาจากฉายาของหุ้นส่วนหนุ่มสถาปนิกทั้ง 2 คนที่มีสีผิวขาวกับเข้ม เสริมสไตล์การตกแต่งร้านแบบธรรมชาติ ใช้ของเท่าที่พอหาได้หรือมีอยู่แล้วที่บ้านเพรา
นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากช
มวลมาลีสีเหลืองในเมืองร้อน ดอกสลอน ตรึงฤดี สีสลวย ทุกแหล่งหล้า มีพฤกษามาอำนวย เมืองไทยรวยไม้ดอกออกทั้งปี ขอเทิดชูหนึ่งมาลีสีดอกเหลือง คือดาวเรือง เรืองรุ่งพุ่งศักดิ์ศรี เป็นตัวแทนความจงรักความภักดี น้อมชีวี ปลูกถวาย เทิดไท้องค์ ทานตะวันนั้นฉายพรายแสงแดด เหลืองทั้งแปดโป๊ยเซียนเหมือนเทียนสงฆ์ เบญจมาศ ถวายบาตร ห้าพระองค์ น้อมธำรง พุทธประดับ ประทับทรง เหลืองบัวตอง เนืองนองสองไหล่เขา บานยามเช้า หรือบานเย็นเห็นแล้วหลง ทรงบาดาลบันดาลมาบูชาองค์ นนทรีส่งเหลืองสะพรั่งทั้งตูมบาน พุทธรักษา ห้าธันวามาวางน้อม บูชาพร้อมเพลงถวายได้ขับขาน ไม้ดอกเหลืองคณาเห็นเป็นตำนาน แทนดอกผ่านหว่านดอกลงส่งท้ายปี แรงบันดาลใจที่กล่าวถึงมวลมาลีดอกสีเหลือง เนื่องจากที่ผ่านมาเราคงคุ้นตากับดอกไม้สีเหลือง อันเป็นสีมงคลที่เราได้ปลูกน้อมถวายส่งบ่งบอกความจงรักภักดี ของมวลประชาที่บูชาด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะดอกดาวเรืองที่บานสะพรั่งเหลืองอร่ามทั่วแผ่นดิน ก็ให้ระลึกถึงดอกไม้สีเหลืองอื่นๆ ที่นำมาเสนอเป็นตัวแทนเพื่อจะได้สัมผัสความเหลืองอร่ามพอเพียงอิ่มตา ดาวเรือง ไม้ดอกล้มลุก อาย
คุณประเสริฐ อนุเวช เป็นเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตราด ประกอบธุรกิจทำฟาร็มเพาะเลี้ยงกุ้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 12 หมู่ 3 ตำบลเขาสมิง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เป็นระยะเวลากว่า 20 ปี คุณประเสริฐ เล่าให้ฟังว่า เลี้ยงกุ้งขาวในฟาร์มระบบเปิดมานานประมาณ 10 ปี ประสบปัญหากุ้งโตช้า ตายง่าย เลี้ยงยาก เกิดโรคง่าย จึงหยุดเลี้ยง แล้วหันมาเลี้ยงกุ้งขาวระบบปิดในพื้นที่หมู่บ้านรำภูลาย ตำบลเขาสมิง อำเภอเขาสมิง เนื่องวิธีการเลี้ยงและระยะเวลาเลี้ยงได้ผลผลิตที่เร็วกว่า และสามารถควบคุมโรคที่มากับน้ำภายนอกได้เป็นอย่างดี เพราะระบบปิดไม่ทิ้งน้ำ แต่นำกลับมาบำบัดด้วยสารบีเคแอล เติมแร่ธาตุที่กุ้งจะสามารถนำไปใช้ เช่น แม็กนีเชียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียมไบคาร์โบเนต ซึ่งสารเหล่านี้ก่อนจะเติมลงไปจะต้องตรวจเช็คด้วยเครื่องมือวัดคุณภาพน้ำ เพื่อเติมสารให้ถูกต้องและสามารถนำกลับมาใช้หมุนเวียนภายในบ่อใช้เลี้ยงเพาะเลี้ยงได้ถึง 3 ครั้ง คุณประเสริฐ อนุเวช ระยะเวลา 5 ปีที่หันมาทำฟาร์มกุ้งขาวระบบปิด คุณประเสริฐสามารถขยายพื้นที่บ่อลี้ยงได้มากถึง 20 บ่อ โดยแต่ละบ่อกินเนื้อที่ 5-6 ไร่ และนอกจากบ่อเลี้ยงแล้วยังมีบ่อพักน้ำไว้สำหรั
การทำนาที่เป็นอาชีพหลักของเกษตรกร บางครั้งก็มีอุปสรรคเข้ามาทำให้ไม่สามารถทำนาได้ อย่างฝนตกหนักน้ำท่วมนา ก็ต้องหยุดการทำนา แล้วหันมาหาอาชีพเสริมทำเพื่อหารายได้ให้ครอบครัว แล้วอาชีพเสริมที่จะมาเล่าถึงนี้ก็เป็นการเลี้ยงไก่ขาย ซึ่งก็เป็นอาชีพที่หลายๆ คนกำลังทำอยู่ในตอนนี้ แต่ที่น่าสนใจก็คือ เป็นการเลี้ยงแล้วชำแหละไปขายตามตลาดเอง บ้างก็แปรรูปเป็นอาหารส่งให้ตามลูกค้าสั่ง คุณสุธา ศรีบัว ชาวบ้านกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ปกติแล้วมีอาชีพทำนา พื้นที่กว่า 30 ไร่ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงน้ำท่วม ไม่สามารถทำนาได้ ราคาข้าวก็ตกต่ำ อย่างที่ผ่านมาราคาข้าว 1 เกวียน ได้ราคาเพียง 6,000 บาท กว่าจะถึงช่วงที่ทำนาได้ก็เดือนมกราคม คุณสุธา ศรีบัว และภรรยา คุณสุธา เล่าว่า ตอนแรกทำนาเป็นอาชีพ รายได้ไม่พอใช้จ่าย เลยคิดหาวิธีว่าจะทำอะไรเป็นอาชีพเสริมดี และได้ความคิดหลังจากไปเดินที่ตลาด ว่าตนจะเชือดไก่มาขาย เพราะที่ตลาดขายปลาเยอะแล้ว และไก่ที่ขายก็เป็นไก่บ้านพื้นเมือง ซึ่งไม่ค่อยมีใครขาย และได้ผลตอบรับที่ดีพอสมควร ปัจจุบันที่บ้านเลี้ยงไก่ไว้ 20 กว่าตัว ไก่ในเล้าตอนนี้มีอายุประมาณ 7 เดือน ซื้อไก่เด็กมาราคา 10-15 บาท ก็นำมาขุนใ
เป็นไปได้นะ ที่สิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์จะอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยที่ไม่คิดว่าเป็นการเบียดเบียนกัน อย่างถึงขั้นทำลายล้างกันเลยได้ ในบางขณะหลายคนว่าดูดีมีความหมาย อีกหลายคนดูว่าเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด และหลายคนเรียกว่าเป็นศัตรู เช่นพืชชนิดนี้ที่ชื่อว่า “ฝอยทอง” เรียกกันว่าเป็นวัชพืช วัชพืช คือพืชที่ขึ้นในที่ไม่ต้องการให้ขึ้น หรือไม่ได้ตั้งใจปลูกเอาผลผลิต มันขึ้นเองโดยอาจจะติดมากับดิน ติดมากับน้ำ ติดมากับมูลสัตว์ ที่เคลื่อนย้ายมาลงบริเวณดิน พบสภาพดินน้ำอากาศที่เหมาะสม ก็เจริญงอกงามขึ้นมาแก่งแย่งน้ำ แย่งอาหาร แย่งพื้นที่ความเป็นอยู่ของพืชปลูก หรือบางอย่างมีต้นเป็นลักษณะเถา เครือ มีมือ เกาะพันขึ้นรบกวนต้นไม้ปลูก สามารถเกาะอาศัยตามกิ่งก้านคบไม้ได้ นี้ไม่รู้ว่าอย่างเช่นพืชชนิดนี้ที่ชื่อ ฝอยทอง จะเรียกว่า หญ้า หรือ ผัก หรืออะไรดี เอาเป็นว่าเป็นวัชพืชชนิดหนึ่งที่เป็นผักกินได้ก็แล้วกัน ฝอยทอง ผักฝอยทอง เถาฝอยทอง เครือคำ ฝอยไหล ผักไหล เป็นวัชพืชพวกกาฝาก ที่ชอบขึ้นพันเกาะกิ่งก้านไม้ ถ้าปล่อยให้ขึ้นแน่น จะพันรัดกิ่งไม้ ยอดไม้ ใบไม้ ดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นไม้ มีลักษณะสีเหลืองทองสวยงามมาก เป็นเถาเส้น
พื้นที่ดอยภูทับเบิก เดิมเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นกันมาตั้งแต่สมัยรุ่นบรรพบุรุษ ทำกันมาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่จะได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่บนดอยภูทับเบิกแห่งนี้ กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ปลูกผักเมืองหนาวแทน อย่างการปลูกกะหล่ำปลี เป็นต้น ซึ่งปลูกมากบนพื้นที่ดอยของภูทับเบิก ด้วยสภาพอากาศที่เหมาะสม โดยผู้ปลูกส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง คุณอาเซ็ง แซ่ลี วัย 62 ปี ผู้อาวุโสชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ในหมู่บ้านภูทับเบิก ม.14 เล่าว่า “ตั้งแต่จำความได้ ก็เห็นพ่อแม่ปลูกฝิ่นกันมาตั้งแต่ยังเล็ก แต่การปลูกฝิ่นไม่ได้ช่วยให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข หรือหายจากความยากจนที่มีอยู่ได้เลย เพราะพอฝิ่นขายไม่ได้ ชาวบ้านก็เอามาสูบ สูบเสร็จก็ไม่สามารถทำงานอะไรได้อีก เป็นวังวนซ้ำไปซ้ำมา ไม่จบสิ้น แต่พอพื้นที่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นพื้นที่ทางการเกษตร ส่งเสริมให้ชาวม้งหันมาปลูกผักอย่างกะหล่ำปลีที่ชอบอากาศเย็นบนดอยนั้น ชาวบ้านที่นี่ก็ปลูก แต่สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของตนคือ การใช้สารเคมี ชาวม้งที่นี่ปลูกกะหล่ำปลีกันแต่ก็ต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นอย่างมาก เป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วย โดยคุณอาเซ็ง เล่าว่า “ญาติที่สนิทกัน ป่วยเป็นหลายโรคมาก ทั้งเป็นมะเร็งตั
อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการอิสระด้านพืช รวมถึงยังเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการไม้ผลมายาวนาน ตลอดจนยังได้เดินทางไปดูงานต่างประเทศหลายแห่ง กระทั่งสะสมความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดใหม่ๆ นำกลับมาพัฒนาปรับปรุงงานเกษตรอยู่เป็นประจำ เผยข้อมูล สถานการณ์มะพร้าวทั้งในประเทศ และต่างประเทศดังนี้ “สำหรับตัวเองเป็นลูกชาวสวนผลไม้ อยู่ที่บ้านแพ้ว เกิดและเติบโตมากับผลไม้ประจำถิ่นหลายชนิด แล้วก็เห็นมะพร้าวมาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ ที่บ้านมีสวนมะพร้าวอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ตลอดเวลาได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของมะพร้าวตั้งแต่ส่วนบนคือใบ ยอด ผล ลงมายังลำต้นและราก พันธุ์ที่ปลูกเป็นมะพร้าวก้นจีบ ได้มาจากที่อำเภอสามพราน ซึ่งพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมที่สามพรานจะมีลักษณะรูปร่างผลเล็ก เวลาขายสมัยก่อนมักขายควบ 2 ผลเล็ก เท่ากับ 1 ผลใหญ่ แต่ทั้งนี้ ต้องให้เครดิตกับฟาร์มอ่างทองที่อยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ตั้งอยู่บริเวณปากคลองภาษีเจริญ กระทุ่มแบน เป็นแหล่งที่คัดมะพร้าวก้นจีบ มีการทำพันธุ์จนเกิดการแพร่หลายไปทั่ว เพราะในช่วงนั้นมะพร้าวน้ำหอมก้นจีบได้รับความนิยมมาก ขณะนี้ราคามะพร้าวน้ำหอมเปลี่ยนไปจากเมื่อหลายสิบปีก่อน ในตอนนั้นมะพร
