SMEs
คนเราเกิดมา โชคชะตาคงกำหนดไว้ไม่เหมือนกัน หลายท่านร่างกายอาจไม่ครบเหมือนคนส่วนใหญ่ ตั้งแต่กำเนิดหรือมาเกิดเหตุไม่คาดคิดเอาเมื่อโตแล้ว แต่ไม่ว่าจะมีสภาพอย่างไร ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป และถ้าเวลานี้ มีใครกำลังท้อแท้ รู้สึกอ่อนแอไร้ที่พึ่ง ขอให้ลองใช้เวลาไม่นาน อ่านเรื่องราวนับจากนี้ดูสักนิด แล้วท่านอาจเปลี่ยนความคิด ก่อนจะ “พลิกขึ้นสู้” อีกครั้ง เหมือนกับ “พวกเขา” ก็เป็นได้ คุณสุวิสา ภูริทัต อายุ 53 ปี คนต้นเรื่องครั้งนี้ เปิดร้าน “นวดศิษย์คอลฟิลด์” ภายใต้การดูแลของสมาคมผู้พิการทางตา บางใหญ่ นนทบุรี ขนาด 1 คูหาติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ตั้งอยู่ในย่านหมู่บ้านพระปิ่น 3 ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกัน เริ่มต้นให้ฟัง ปัจจุบันรับราชการและมีร้านนวดแห่งนี้อยู่ในความดูแลโดยธุรกิจนวดนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจาการที่ คุณเรย์-ชาญยุทธ์ หนูพันธ์ อายุ 31 ปี น้องชายคนเล็กของเธอ มีเหตุอันต้องทำให้กลายเป็นคนตาบอด เมื่อตอนอายุได้ 26 ปี หลังจากที่พาไปเข้ารับการฝึกทักษะหลังจากการมองไม่เห็น จากทางโรงพยาบาลศิริราชแล้ว ทำให้ทราบว่าผู้พิการทางสายตาหลายคน พากันไปฝึกวิชานวดและวิชาหมอดู จาก มูลนิธิคอลฟิลด์เพื่อคนตาบอ
กุ้งก้ามแดง หรือที่บางคนเรียก ล็อบสเตอร์น้ำจืด เป็นสายพันธุ์จากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งกุ้งก้ามแดงได้นำมาทดลองเลี้ยงในประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ได้เล็งเห็นความต้องการของตลาด ทรงทดลองเลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร และได้มอบหมายให้โครงการหลวงดอยอินทนนท์ ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่ กรมประมง หน่วยวิจัยประมงน้ำจืดบนพื้นที่สูงอินทนนท์ ทำการศึกษาทดลองเลี้ยง ซึ่งได้ผลผลิตเป็นที่น่าพึงพอใจ โดยผลผลิตรุ่นแรกได้ถูกนำมาใช้ประกอบอาหารในการถวายเลี้ยงแก่พระราชอาคันตุกะในวันที่ 13 มิถุนายน 2549 ในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังจากนั้นมา หน่วยวิจัยประมงน้ำจืดบนพื้นที่สูงอินทนนท์ก็ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง (ปกากะญอ) ที่บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เลี้ยงกุ้งก้ามแดงในนาข้าว และจากการเลี้ยงในนาข้าวของเกษตรกรที่บ้านแม่กลางหลวงดอยอินทนนท์ นำมาสู่การเลี้ยงและขยายพันธุ์กุ้งก้ามแดงเพื่อจำหน่ายเป็นเชิงการค้าได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 เป็นต้นมา รวมถึงมีการขยายพื้นที่เลี้ยงกุ้งก้ามแดงในพื้นที่อื่น
คุณสมศักดิ์ จิตติพลังศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัยโจ เดนกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ แบรนด์ “ซัยโจ เดนกิ” กรุณาสละเวลา เปิดสำนักงานย่านงามวงศ์วาน เป็นสถานที่พูดคุยกัน ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มกันเอง เริ่มต้นให้ฟังเกี่ยวกับข้อมูลกิจการ ปัจจุบันธุรกิจซัยโจ เดนกิ มีขนาด 2 พันล้าน มีคนงานกว่า 500 คน ฐานะทางการเงินระดับ AAA ไม่ต้องกู้เงินธนาคารมาเกือบ 20 ปีแล้ว ส่วนยอดขายอยู่ในระดับ “ท็อปไฟว์”ของตลาดเมืองไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับบริษัทข้ามชาติแล้ว ซัยโจ เดนกิ คงเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ แต่ถ้าเทียบกับบริษัทคนไทยด้วยกัน ต้องถือว่าเป็นผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศรายใหญ่ที่สุดของประเทศ แม้วันนี้ ซัยโจ เดนกิ จะมีฐานะมั่นคงไม่น้อย แต่เมื่อลองมองย้อนไปเมื่อครั้งเริ่มต้น คุณสมศักดิ์ ยอมรับว่า เคยผ่านอุปสรรคมามากมาย ขนาดต้องล้มลุกคลุกคลาน ถึงขั้นเกือบล้มละลายมาแล้ว “ธุรกิจของครอบครัว ดั้งเดิมคือโรงงานรับจ้างผลิตเครื่องปรับอากาศให้คนอื่น พอมาทำยี่ห้อของตัวเองก็ไม่เป็นที่รู้จัก ช่วงเรียนอยู่ม.ปลาย เริ่มรับรู้ได้ว่าฐานะการเงินทางบ้านเริ่มมีปัญหา” เจ้าของเรื่อง
วัดคลองเตยใน ได้นำไม้ดัดโบราณประดับในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชสิทธิสุนทร เจ้าอาวาสวัดคลองเตยใน ได้เล่าถึงการปลูกเลี้ยงและดูแลรักษา หรือหากพูดกันในภาษาไม้ดัด คือการ “เล่น” นั่นเอง การเล่นไม้ดัดไทย หรือไม้ดัดตามตำราของไทยนั้น มีการเล่นมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ นิยมเล่นกันตามบ้านขุนนาง ข้าราชการ หรือตามวัดวาอาราม มักนิยมปลูกไว้ในกระถางลายครามประดับตามบ้านเรือน ทำกันเรื่อยมา โดยยังไม่มีรูปแบบที่ตายตัว เพียงเห็นว่าสวยงามก็นำไปใส่กระถางแล้วตั้งประดับ นานวันเข้าจึงมีการคิดรูปแบบตำรับตำราขึ้น จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เข้าใจว่ามีการเล่นไม้ดัดอย่างแพร่หลาย จึงได้ทำโครงไม้ดัดไว้เป็นตำรา ลักษณะของไม้ดัดไทยตามตำรามีอยู่ 9 ชนิด พระราชสิทธิสุนทร เจ้าอาวาสวัดคลองเตยใน ไม้ดัดโบราณถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของไทยโดยเฉพาะ มีตำราอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ และอีกอย่างเป็นไม้ที่ไม่เหมือนต่างชาติทำ เป็นไม้เอกลักษณ์ของไทยมีรูปแบบเฉพาะ กำหนดชื่อไว้แต่ละชื่อทำได้หลายอย่าง เป็นไม้ที่คนทำ ไม่ได้เป็นไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พระ
คุณศศิธร จุ้ยนาม วัย 38 ปี เจ้าของฟาร์มลุงเครา เล่าในฟังว่า “รู้จักอาชีพ เกษตรกรรม มาตั้งแต่จำความได้ คลุกคลีกับสภาพแวดล้อมการทำเกษตรมาตลอด เนื่องจากครอบ ครัวยึดอาชีพเกษตรกรรม ทำเกษตรบนพื้นที่ 25 ไร่แบบผสมผสาน ผ่านการพัฒนาและปลูกพืชผล ทาง การเกษตรที่หลากหลาย เป็นการปลูกพืชหมุนเวียน และพืชกระแสที่สามารถปลูกเพื่อสร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัวได้ จนกระทั่งปัจจุบันทำเกษตรไปสู่รูปแบบของฟาร์มธุรกิจ เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การ พัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ทำเกษตรแบบผสมผสาน ภายใต้แนวคิดที่เน้นทำให้ “ครบ วงจร” ซึ่งคือหัวใจหลักของฟาร์มลุงเครา และด้วยต้องการหาวิธีลดต้นทุนให้ต่ำลง จึงศึกษาหาข้อมูลต่างๆ มองเห็นในช่วง หลายปีมานี้ มีผู้สนใจหันมาเลี้ยงไส้เดือนจำนวนมาก เนื่องจากใช้เงินทุนเริ่มต้นไม่สูงนัก กระบวน การเลี้ยงไม่ยุ่งยาก และตลาดมีความต้องการสูง ทั้งสามารถช่วยลดต้นทุนให้ต่ำลงในเรื่องของการ บำรุงพืชผลได้” ฟาร์มลุงเคราจึงทดลองนำไส้เดือนมาเลี้ยง จนสามารถประสบผลสำเร็จ ซึ่งปัจจุบัน ฟาร์มลุงเคราได้กลายเป็นฟาร์มผักครบวงจร ทั้งถือเป็นต้นแบบและศูนย์เรียนรู้ในการเลี้ยงไส้เดือน ตั้งแต่การเลี้ยงขยายพันธุ์จน
นายสุขี บุญแสงส่ง เกษตรกร ต.สามัคคี อ.ร่องคำ จ.กาฬสินธ์ุ หนึ่งในเกษตรกรที่มีความพร้อมในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ได้ทรงพระราชทานโครงการพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยได้มอบหมายภารกิจให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าส่งเสริมและเติมเต็มศักยภาพของเกษตรกร ซึ่งในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ 18 อำเภอ ในส่วนของ อ.ร่องคำ และ อ.ท่าคันโท มีสำนักงานสหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ เป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 210 ราย ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมจะต้องเป็นเกษตรกรที่ได้ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ และใช้วิถีชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นายสุขี บุญแสงส่ง อายุ 56 ปี เล่าว่า วิถีชีวิตเดิมก็เป็นเกษตรกร เป็นมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่มาแล้ว พื้นที่มีน้อยปลูกข้าว ทำไร่ก็ได้ผลผลิตน้อยหรือมีรายได้พอเลี้ยงตัวเท่านั้น จึงอพยพครอบครัวไปทำอาชีพขายลูกชิ้นทอดที่ กทม. ทำอยู่นานเป็นสิบปี ก็พอมีเงินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ จนกระทั่งประสบอุบัติเหตุมีรถมาเฉี่ยวชนร่างกายเริ่ม
เกษตรกรหญิง จบ ป.6 วัย 44 ปี ปลูกกล้วยน้ำว้า 2 สายพันธุ์ที่โคราช บนพื้นที่ 130 ไร่ หรือต้นกล้วยราว 12,000 ต้น ขายทั้งผล ขายทั้งหน่อ ส่งขายร้านเซเว่นฯ และมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อไม่อั้น ล่าสุดได้ลูกชายคนโตมาช่วยขยายตลาดผ่านเฟซบุ๊ก สุดภูมิใจโกยรายได้ปีละหลายล้านบาท คุณสายพิน แก้วศรี หรือ คุณแอ๊ว คือ เจ้าของ สวนสายพินพันธุ์ไม้ ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 128 หมู่ 2 ต.มาบตะโกเอน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา คุณแอ๊ว เล่าว่า เกิดมาท่ามกลางครอบครัวที่ยึดอาชีพเกษตรกรรมมาหลายชั่วอายุคน มีพี่น้อง 2 คน ตัวเองเป็นน้องสาวคนเล็ก จบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต้องช่วยพ่อแม่ทำนา ปลูกข้าว ปลูกผลไม้ ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งบุพการีทั้ง 2 เสียชีวิต เลยสวมบทบาทเกษตรกรเต็มตัว เกษตรกรหญิงเมืองโคราช เล่าต่อว่า ตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่ทำสวนแบบผสมผสาน ปลูกกล้วย ผสมกับการปลูกพืชชนิดอื่น อาทิ ลำไยพันธุ์อีดอ ซึ่งปลูกเพื่อการส่งออก นอกจากนั้นยังมี ละมุด มังคุด มะขามหวาน ขนุน ทุเรียน แต่ปรากฏว่า “กล้วย” เป็นไม้ผลที่สามารถสร้างรายได้มากที่สุด “ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทำสวนผสมผสานปลูกผลไม้ 10 กว่าชนิด บนพื้นที่ 40 ไร่ จากนั้นขยับขย
กิจการร้านดอกไม้ประดิษฐ์ เริ่มต้นได้ด้วยคำแนะนำของคุณแม่ ว่าธุรกิจนี้ยังน่าสนใจอยู่ไม่น้อยในตลาด คุณปวีณ์สุดา ธีรกุลวิจารณ์ หรือคุณแป้ง เจ้าของร้านวัย 26 ปี บอก “จึงได้กลายเป็นที่มาของกิจการร้านดอกไม้ประดิษฐ์ ดอกไม้ปลอม ชื่อว่า ร้าน PP Flowers ซึ่งดำเนินกิจการมาได้เกือบ 3 ปีแล้ว โดยคุณแป้ง เธอบอกว่า เรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย แต่ด้วยคำแนะนำของคุณแม่ว่าธุรกิจดอกไม้ประดิษฐ์ก็ยังน่าสนใจ และอยากให้ลองทำดู จึงได้เริ่มต้นทำ เป็นกิจการเล็กๆ และมันขายได้ ไปได้ดี เลยทำมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นขายบนออนไลน์ แต่ก็มีหน้าร้านโชว์สินค้าอยู่ที่เยาวราช อย่างดอกไม้ประดิษฐ์ ที่ทางร้านทำจำหน่ายก็เช่น กุหลาบ ทานตะวัน ทิวลิป ลิลลี่ เดซี่ เป็นต้น ดอกไม้แห้งที่ทำมาจากของจริง แล้วมาทำเป็นแห้ง ก็เช่น ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต รวงข้าว หญ้าหางกระรอก เป็นต้น” แต่ดอกไม้ประดิษฐ์ที่ขายดีมากในช่วงเดือนกันยายน ถึงเดือนตุลาคมนี้ ที่มีความต้องการกันมากคือ ดอกดาวเรือง โดยคุณแป้งให้ข้อมูลว่า “ดาวเรืองมีหลายเกรดมากค่ะ มีทั้งจากโรงงานที่ผลิตในเมืองไทย และโรงงานที่จีน แต่ที่ร้านใช้ดอกดาวเรืองที่ผลิตในเมืองไทย เพราะดาวเรืองที่เม
อุดมการณ์และความมุ่งมั่นในการพัฒนามีได้ทุกอาชีพ และมีได้กับคนทุกคน เช่นเดียวกับ ครูนฤมล แก้วสัมฤทธิ์ หรือ ครูเจี๊ยบ ผู้ประกอบอาชีพครูกว่า 21 ปี ปัจจุบันเป็นครูผู้สอนชั้นอนุบาล และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านกรูโบ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เริ่มต้นเป็นครูอาสา และยังเป็นตลอดมา ครูนฤมล เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า “แต่เดิมพื้นเพเป็นคนกำแพงเพชร พอเรียนจบ มศ.5 ก็เรียนต่อวิทยาลัยครู กำแพงเพชร จนจบปริญญาตรี ช่วงจบใหม่ๆ ก็ไปเป็นครูอาสาอยู่ที่กำแพงเพชร แต่ตอนหลังก็ตัดสินใจไปทำงานเป็นครูอาสาอยู่ที่จังหวัดตาก ตั้งแต่ปี 2539 ชีวิตความเป็นครูก็เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น ช่วงสองปีแรกที่เริ่มทำงาน เป็นครูอาสาอยู่ที่อำเภอแม่สอด หมู่บ้านม้ง 2 ปี ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งต่อมาเมื่อมีการขยายศูนย์การเรียนรู้ไปที่บ้านกรูโบ หมู่บ้านกะเหรี่ยง ที่อยู่ไกลสุดของอำเภออุ้มผางติดชายแดนพม่า ครูก็ตัดสินใจเลือกที่จะเดินทางไปเป็นครูในพื้นที่ห่างไกลมากที่สุดแห่งนี้ ด้วยเหตุผลคือ การเดินทาง ที่ต้องใช้เวลาเดินทางจากอุ้มผางถึง 3 วัน ในตอนนั้น กว่าจะถึง และเป็นพื้นที
The Milk (เดอะมิลค์) คือ ร้านขนมหวานร่วมสมัย ขายสินค้าสุดฮิตในหมู่คนหนุ่มสาว ประเภท ปิงซู ฮันนี่โทสต์ และ เครื่องดื่มสารพัด ตั้งอยู่ในย่านชุมชนเขตอำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร แม้จะเป็นร้านเล็กๆสองชั้น คูหาเดียว แต่การตกแต่งร้าน ความสะอาดสะอ้าน และรสชาติของขนมหวานแต่ละถ้วยแต่ละจานนั้น นับว่าอยู่ในเกณฑ์ผ่านในระดับดี สู้ร้านใหญ่ๆในเมืองหลวงได้สบายเลยทีเดียว ความตั้งอกตั้งใจของเจ้าของกิจการแห่งนี้ ยังมีให้เห็นเด่นชัดอีก แม้จะเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ พลันสายตาเหลือบไปเห็น กระดาษขาวแผ่นไม่ใหญ่ไม่เล็ก พิมพ์ข้อความให้แง่คิดไว้น่าสนใจ สิ่งที่พนักงานร้านเดอะมิลค์ทุกคนไม่ควรกระทำ ยักท่า …. คือ การเชิดหน้าไม่สนใจ ไม่ไยดีลูกค้าและผู้ร่วมงาน หน้างอ …คือ เป็นพวกเสือยิ้มยาก หน้างอตลอดวัน ไม่ต้อนรับลูกค้าและผู้ร่วมงาน รอนาน…คือ ไม่สนใจ ทำงานไปเรื่อยๆ ให้ลูกค้าต้องรอจนเกิดความโมโหได้ งานมาก…คือ ทำตัวยุ่งตลอดเวลา ทั้งที่ไม่มีงานหรือมีงานแต่งานไม่คืบหน้า ปากเสีย …คือ เป็นคนพูดมาก ปากร้าย มือไว พูดไม่สนใจผู้อื่นและผู้ร่วมงาน …… กิจการไหนจะนำไปเป็นแบบอย่างใช้กับพ
