SMEs
“การที่เราจะทำอะไรสักอย่าง ตัวเราต้องพร้อม มีความใส่ใจ ปลาที่เราเลี้ยงจะว่าไปมันก็เหมือนคน ไม่ใช่ปล่อยลงบ่อเลี้ยงแล้วก็ไม่สนใจให้อาหารเลย คืออย่างที่ทำอยู่นี่ ถึงจะไม่ค่อยให้อาหารทุกมื้อ แต่เราก็ต้องหามาให้ แบบเอาเศษอาหารต่างๆ แบบต้นทุนต่ำ ซึ่งจากการที่ได้มาทำตรงนี้ มองจากบ่อรอบๆ พื้นที่เราที่เลี้ยงเหมือนกัน เราน่าจะได้กำไรดีกว่า อีกอย่างทำให้เราเหมือนได้ออกกำลังกาย เพราะได้เดินไปมาดูแลบ่อปลา เมื่อเราสุขภาพกายดี จิตใจเราก็จะเป็นสุข มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ ก็เป็นการใช้เวลาช่วงอายุวัยเกษียณได้เป็นอย่างดี ไม่มีคำว่าเหงา” คุณสมใจ กล่าว คุณสมใจ ไวทยกุล อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี หญิงวัยเกษียณที่มากด้วยความสุข จากสิ่งที่เธอทำ คือการเลี้ยงปลา ซึ่งภายใน 1 บ่อ จะปล่อยปลามากกว่า 3 ชนิด ปลาสามารถเจริญเติบโตได้ดี การเลี้ยงของเธอทำให้อัตราการรอดของปลาค่อนข้างสูง เน้นให้อาหารที่หาได้จากชุมชนและที่สำคัญเมื่อปลาโตจำหน่ายได้ราคา จากชีวิตแม่บ้าน ก้าวสู่เกษตรกรเลี้ยงปลา คุณสมใจ เล่าให้ฟังว่า ไม่คิดไม่ฝันว่าชีวิตจะได้มาเลี้ยงปลาแบบที่เป็นอยู่ เนื่องจากก่อน
ในจำนวนผลงานวิจัยของไทยที่มีจำนวนมาก ถูกหยิบไปต่อยอดให้เป็นรูปธรรมจากเจ้าของธุรกิจมากน้อยแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งในประเทศไทยมีนักวิจัยจำนวนหนึ่งที่มีผลงานขึ้นหิ้งแล้ว เลือกจะไม่เปิดเผยตัวเอง และทำงานอยู่เบื้องหลังเป็นผู้ป้อนผลงานขึ้นสู่หิ้ง สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทย หนึ่งในนั้นอยู่ในกลุ่ม “เวชสำอาง” ซึ่งนักวิจัยไทยได้นำสมุนไพรไทยมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีคุณภาพเทียบเคาน์เตอร์แบรนด์ แต่ขายในราคาคนไทย ซื้อไอเดียนักวิจัย พัฒนาเป็นเวชสำอาง หนึ่งในเจ้าของธุรกิจที่ขึ้นมาเป็นเจ้าของผลงานวิจัยด้านเวชสำอาง นั่นก็คือ คุณสุวรรณา มณีโชติช่วงหรือ คุณนา เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางภายใต้ชื่อ “อิส ดิ เฟนเซ่” (Is De’fence) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสมุนไพรไทย ผลิตโดยนักวิจัยชาวไทย ซึ่งคุณสุวรรณาร่วมกับทีมวิจัยชาวไทยผลิตเครื่องสำอางป้อนแบรนด์ชั้นนำ จนนำมาสู่การเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและจัดอยู่ในประเภทเวชสำอาง จนได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) โดยอัตโนมัติ โดยใช้ห้องแล็บของทีมวิจัยที่ได้มาตรฐาน เป็นจุดเริ่มต้นในการเริ่มดำเนินธุรกิจ “ตัวครีม อีส ดิเฟนเซ่
แหล่งปลูกมะม่วงส่งออกทำเงินของประเทศไทย หากดูจากแผนที่ประเทศไทยแล้ว จะพบว่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ จะมีกลุ่มที่รวมตัวกันหลายจังหวัดที่เป็นเขตติดต่อกันบ้าง เช่น พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร ในภาคอีสานก็เป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น ภาคเหนือเกาะกลุ่มจังหวัดลำพูนประปราย น่าน เชียงรายและเชียงใหม่ ภาคกลางมีไม่มากนักในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อ่างทอง และสุพรรณบุรี ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่พบว่ามีการปลูกมะม่วงส่งออกน้อยกว่าภาคอื่น จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม 2 แห่ง คือที่อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก ตำบลบ้านโภชน์ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออก จ.เพชรบูรณ์ นำโดยคุณไตรรัตน์ เปียถนอม ผู้ซึ่งการันตีด้วยรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2557 คุณไตรรัตน์ เปียถนอม ทำมะม่วงส่งออก แทน มะม่วงตามกระแส คุณไตรรัตน์ เปียถนอม เริ่มทำสวนมะม่วงมาตั้งแต่ปี 2530 ทุกปีประสบปัญหาขาดทุน เพราะไม่ได้อยู่ดูแลสวนมะม่วงด้วยตนเอง กระทั่งปี 2533 จ้างคนดูแลและปลูกมะม่วงตามความนิยมของท้อง
พลู เป็นพืชไม้เลื้อยที่นิยมนำมากินคู่กับหมาก ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยือนถึงเรือนชาน ก็จะนำหมากพลูและของต่างๆ มาตอนรับขับสู้แขกผู้มาเยือนถึงบ้าน นอกจากพลูจะเป็นที่นิยมกินแล้ว ยังได้มีการนำมาใช้ในพิธีมงคล เช่น เป็นเครื่องเซ่นไหว้ หรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ ที่สำคัญ จึงนับได้ว่าพลูเป็นพืชที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของสังคมไทยมาอย่างยาวนานเลยทีเดียว จึงทำให้พลูยังมีความต้องการของตลาดค่อนข้างมาก จนถึงเรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ไม่น้อย คุณสมควร แซ่โง้ว อยู่บ้านเลขที่ 123/8 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเกษตรกรที่มองเห็นถึงความต้องการพลูของแม่ค้าที่รับซื้อ จึงใช้พื้นที่สวนมาปลูกพลูเพื่อเป็นงานสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ที่ทำมากว่า 3 ปีกันเลยทีเดียว คุณสมควร แซ่โง้ว เปลี่ยนจากขายต้นไม้ มาเป็นเกษตรสวนพลูกินใบ คุณสมควร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพเกี่ยวกับขายต้นพันธุ์ไม้ทั่วไป ต่อมาจึงได้เปลี่ยนจากอาชีพนั้นมาทำสวนฝรั่ง เมื่อปลูกไปได้ระยะเวลานาน การทำสวนฝรั่งไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะมีปัญหาเรื่องยืนต้นตายทำให้อายุของไม้สั้น
พลู เป็นพืชไม้เลื้อยที่นิยมนำมากินคู่กับหมาก ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเมื่อมีแขกมาเยี่ยมเยือนถึงเรือนชาน ก็จะนำหมากพลูและของต่างๆ มาตอนรับขับสู้แขกผู้มาเยือนถึงบ้าน นอกจากพลูจะเป็นที่นิยมกินแล้ว ยังได้มีการนำมาใช้ในพิธีมงคล เช่น เป็นเครื่องเซ่นไหว้ หรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ ที่สำคัญ จึงนับได้ว่าพลูเป็นพืชที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของสังคมไทยมาอย่างยาวนานเลยทีเดียว จึงทำให้พลูยังมีความต้องการของตลาดค่อนข้างมาก จนถึงเรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ไม่น้อย คุณสมควร แซ่โง้ว อยู่บ้านเลขที่ 123/8 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเกษตรกรที่มองเห็นถึงความต้องการพลูของแม่ค้าที่รับซื้อ จึงใช้พื้นที่สวนมาปลูกพลูเพื่อเป็นงานสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ที่ทำมากว่า 3 ปีกันเลยทีเดียว เปลี่ยนจากขายต้นไม้ มาเป็นเกษตรสวนพลูกินใบ คุณสมควร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพเกี่ยวกับขายต้นพันธุ์ไม้ทั่วไป ต่อมาจึงได้เปลี่ยนจากอาชีพนั้นมาทำสวนฝรั่ง เมื่อปลูกไปได้ระยะเวลานาน การทำสวนฝรั่งไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะมีปัญหาเรื่องยืนต้นตายทำให้อายุของไม้สั้น จึงได้ปรับเปลี่ยน
แตงกวา เป็นไม้เลื้อย ตระกูลเดียวกันกับแตงโม ฟักทอง บวบ มะระ น้ำเต้า นิยมปลูกเพื่อใช้ผลเป็นอาหาร มีอายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 30-45 วัน แตงกวาสามารถนำไปปรุงอาหารได้มากมายหลายชนิด เช่น แกงจืด ผัด กินกับน้ำพริก หรืออาจแปรรูปเป็นแตงกวาดอง แตงกวาจึงเป็นพืชที่หาซื้อได้ง่าย คุณประสิทธิ์ เพชรทอง เกษตรกร วัย 58 ปี ซึ่งปลูกแตงกวาระหว่างรอผลผลิตจากสวนยาง และสวนปาล์ม เล่าให้ฟังว่า “เป็นเกษตรกรทั่วไป ทำสวนยาง สวนปาล์ม เหมือนเกษตรกรชาวภาคใต้ทุกคน ซึ่งมันก็มีรอบของมันในการทำ เลยอยากหาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ระหว่างที่รอผลผลิตจากสวนยางและสวนปาล์ม เลยสนใจการปลูกแตงกวา เนื่องจากเป็นพืชที่มีอายุในการปลูกและเก็บเกี่ยวไม่ยาวนานมากนัก ใช้เวลาเพาะเมล็ด 6-7 วัน ก็สามารถลงแปลงปลูกได้แล้ว ก่อนจะปลูกไปอีกประมาณ 35 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งอาศัยการดูแลเพียงแค่ช่วงเดือนกว่าๆ เท่านั้น แตงกวาก็จะเริ่มออกผลผลิตให้เห็น และสร้างรายได้ให้ได้” ซึ่งพื้นที่ปลูกแตงกวาของคุณประสิทธิ์ มีทั้งหมด 11 ไร่ ลงกล้าปลูกแตงกวาพร้อมกันทั้งหมด 11 ไร่ โดยคุณประสิทธิ์ให้เหตุผลว่า “การลงแปลงปลูกแตงกวาพร้อมกันทั้งหมด 11 ไร่นี้
การเลี้ยงปลากระชังในบ่อดิน เป็นวิธีการเลี้ยงปลาอีกวิธีหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจเลี้ยง เพราะเป็นวิธีที่ใช้พื้นที่เพาะเลี้ยงน้อยสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ค่าใช้จ่ายในการการเลี้ยงก็ไม่มาก สามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมที่มีผลตอบแทนคุ้มค่าได้เป็นอย่างดี คุณรำพึง เถือนถ้ำแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 5 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่มีความสนใจในอาชีพประมง และหันมายึดเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 20 ปี คุณรำพึง เริ่มทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งในบ่อดินก่อน เลี้ยงไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องพบกับปัญหาของตลาดและราคาที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องลดปริมาณการผลิตลงในบางส่วน ทำให้บ่อกุ้งที่เคยใช้เลี้ยงว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ คุณรำพึงจึงใช้ประโยชน์จากบ่อกุ้ง โดยการปรับปรุงใช้ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลานิลไปพร้อมกับเพาะเลี้ยงกุ้ง “เราเลี้ยงแบบกึ่งอาศัยธรรมชาติ ปล่อยในบ่อดิน ให้อาหารเม็ด เช้า – เย็น ให้ปลาได้กินพืช กินแร่ธาตุในดินไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ผลตอบแทนในช่วงแรกๆ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับกุ้งและการทำนา แต่พอช่วงหลังเริ่มสังเกตุได้ว่าปลาที่เลี้ยงนั้นเริ่มโตช้าและใช้เวลาเ
ในวันนี้ กล้วยไข่ กลายเป็นผลไม้ขายดี ติดตลาด ไม่แพ้ กล้วยชนิดต่างๆ ความจริง กล้วยไข่ เป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย หากใครมีพื้นที่ว่างในสวนหลังบ้าน ก็สามารถหาพันธุ์กล้วยไข่มาปลูกและบำรุงรักษาให้เจริญเติบโตได้ไม่ยาก แค่ใช้เวลาปลูกดูแลไม่นานก็จะได้ผลผลิตให้เก็บกินและเก็บขายได้ การปลูก-ดูแล กล้วยไข่ เป็นไม้ผลที่นิยมปลูกกันโดยทั่วไปในพื้นที่ราบ ต้นกล้วยไข่เติบโตได้ดี ในสภาพดินร่วนซุยค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ “ ฤดูฝน” เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการปลูกกล้วยไข่ เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ปลูกต้นกล้วยไข่ในพื้นที่โล่งมากเกินไป เพราะหากเจอปัญหาลมพัดแรง จะเสี่ยงทำให้ต้นกล้วยไข่หักโค่นล้ม หรือหักครึ่งต้นได้ในระยะตกเครือ หากเป็นไปได้ ควรปลูกไม้กันลมไว้ด้วยจะยิ่งดี ก่อนปลูก ควรไถดะไถแปรทั้งแปลง ตากดินไว้ 5-7 วัน ขุดหลุมลึกและกว้าง 50 เซนติเมตร คลุกดินที่ขุดขึ้นจากหลุมกับปุ๋ยคอกเก่า รองก้นหลุมด้วยใบไม้หรือฟางข้าวแห้ง เกลี่ยดินที่ผสมไว้กลับลงหลุมวางหน่อกล้วยลงหากต้องการให้ต้นกล้วยตกเครือในทิศทางเดียวกัน ให้หันรอยแผลที่ตัดแยกจากต้นแม่ไปทิศทางเดียวกัน กลบหน่อกล้วยให้ล
คุณดอกรัก สุคนที อยู่ที่่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย มามากกว่า 15 ปี ไม่ว่าจะเป็นยุคที่มีน้ำเพียงพอหรือช่วงวิกฤตแล้งเกิดขึ้น กลับไม่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาของเขามากนัก และที่สำคัญเขาได้นำปลาที่เลี้ยงเองทั้งหมดมาแปรรูปสร้างมูลค่า เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี จากเดิมเป็นพ่อค้าปลา ผันชีวิตสู่เกษตรกรเลี้ยงเอง คุณดอกรัก เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาจับอาชีพเลี้ยงปลา ได้ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าจำหน่ายอาหารปลามาก่อน มีทั้งเป็นแบบอาหารสดและอาหารเม็ด เมื่อทำมาเรื่อยๆ ยอดจำหน่ายยังไม่ดีเท่าที่ควร จากนั้นประมาณ ปี 2542 จึงเริ่มลงมือทดลองเลี้ยงปลาดุกด้วยตนเอง “สมัยก่อนนี่ผมขายของตามตลาดด้วย แล้วก็มีพวกซี่โครงไก่ ไส้ไก่ เพื่อส่งจำหน่ายให้เกษตรกรเอาไปบดเป็นอาหารปลาดุก คราวนี้เราส่งให้เขาเรื่อยๆ กำลังซื้อเขารับไม่ไหว เราก็เลยคิดว่าแบบนี้ต้องหาทางออก คือต้องเลี้ยงเอง ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เริ่มเลี้ยงปลาดุก” คุณดอกรัก เล่าถึงความเป็นมา หลังจากที่ได้เลี้ยงปลาดุกอย่างที่ตั้งใจ คุณ
เป็นอีกหนึ่งอำเภอที่มีการเลี้ยงเป็ดไข่มากที่สุด ส่งออกขายทั่วประเทศ รวมถึงส่งขายทั่วโลก สำหรับอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม และหนึ่งในฟาร์มที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของจังหวัดนี้ ก็คือ “ฟาร์มเป็ด โชคอำนวย” เลี้ยงเป็ดไข่รวมทั้งสิ้น 4 หมื่นตัว และมีการเลี้ยงด้วยระบบฟาร์ม แม่เป็ดออกไข่ดก ฟองใหญ่ ขายได้ราคาดี พ่อค้าคนกลางรับซื้อหน้าฟาร์มฟองละ 4 บาท คุณอำนวย เฉลิมกลิ่น ปัจจุบันรับราชการเป็น อบต. ตำบลบางเลน จังหวัดนครปฐม และยังเป็นเจ้าของฟาร์มเป็ด โชคอำนวย เขาเผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า “ผมเริ่มเลี้ยงเป็ดมาตั้งแต่ปี 2536 โดยคุณแม่เป็นผู้ลงทุนให้ทั้งหมด ขณะนั้นเลี้ยงเป็ด 4 พันตัว บนพื้นที่ กว้าง 7 วา ยาว 12 วา เลี้ยงเรื่อยมาจนปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 4 หมื่นตัว โดยเป็ด 1 ตัว จะใช้เนื้อที่ 7 ตารางเมตร” สำหรับสายพันธุ์เป็ดที่คุณอำนวยเลี้ยง มี 2 สายพันธุ์ คือ เป็ดกากี ราคาลูกเป็ดพันธุนี้ ตัวละ 10 – 21 บาท และเป็ดพันธุ์ต่างประเทศตัวละ 21-24 บาท ซึ่งเทคนิคที่ทำให้เป็ดออกไข่ดก ฟองใหญ่ ต้องเตรียมตั้งแต่ลูกเป็ดยังเล็ก โดยขุนอาหารลูกเป็ดให้ร่างกายสมบูรณ์ ตัวโต “ลูกเป็ดที่อายุ 30 วัน จะถูกนำไปปล่อยทุ่งนา (
