SMEs
ผมได้นั่งเรือสปีดโบ๊ตเป็นครั้งแรก มันโขลกๆ กระโดดๆ เหมือนโขลกครกดี เวลาเจอคลื่น แถมตอนที่ไปเป็นช่วงเวลาก่อนที่เขาจะปิดเกาะหลีเป๊ะ อุทยานแห่งชาติตะรุเตา เอาชนิดที่ว่าบนฟ้ามีเมฆครึ้มๆ พอให้หัวใจเต้นตุ๋มๆ ต๋อมๆ และเป็นครั้งแรกอีกเหมือนกันที่ได้มาเยือนเกาะหลีเป๊ะ เคยล่องเรือใหญ่รอบตะรุเตา แต่ไม่ได้ขึ้นหลีเป๊ะ ซึ่งเป็นเกาะในฝันของนักดำน้ำทั้งไทยและเทศมาดูปะการัง ภารกิจ คือ มาให้ความรู้เรื่อง “ร้านอาหารสีเขียว” แก่คนโรงแรม รีสอร์ต และร้านอาหารบนเกาะหลีเป๊ะครับ โดยการพาไปของมูลนิธิ 3R มูลนิธิชัยพัฒนา และสมาคมการบริหารโรงแรมไทย ที่มาที่ไปคือเมื่อไม่กี่ปีก่อน สมเด็จพระเทพฯ ท่านเสด็จฯ มาเกาะหลีเป๊ะ แล้วทรงพบว่าบนเกาะหลีเป๊ะ ขยะเยอะมาก ขนมาทิ้งบนฝั่งไม่ทัน จนแมลงวันมากกว่านักท่องเที่ยว พระองค์ เลยรับสั่งให้มูลนิธิชัยพัฒนาช่วยจัดการที ผมเลยได้เกียรติเป็นส่วนหนึ่งของการลดขยะบนเกาะหลีเป๊ะ ชื่อของมูลนิธิ 3R เต็มๆ คือมูลนิธิจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เป็นเครือๆ ของมูลนิธิชัยพัฒนา 3R มาจากคำ Reduce Reuse Recycle เป็นหลักสำคัญของการทำโลกให้เขียว Reduce (รีดิวซ์) คือลดการใช้ทุกอย่างโดยเฉพาะของที่ทำลายสิ
ช่วงเศรษฐกิจขาลง หลายคนบ่นอุบ ข้าวของขายกันไม่ค่อยจะได้ ลดแลกแจกแถมก็แล้ว ยังไม่กระตุ้นการซื้อซักเท่าไหร่ ทำให้บรรยากาศค้าขายโดยภาพรวมยามนี้ ออกไปในแนว “ทรงกับทรุด” เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่จะว่าไปอาจไม่ใช่เป็นทุกวงการที่ขายไม่ค่อยดี เพราะไม่กี่วันก่อน มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประกอบการรายหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ข้อมูลมาน่าสนใจ แม้เพิ่งเริ่มทำได้ไม่กี่ปี แต่ทุกวันนี้มีทั้งบ้าน-มีทั้งรถ เป็นของตัวเอง แถมมีออเดอร์เข้าทุกวัน แบบไม่ขาดสาย คุณนัท -วรวุฒิ เลิศชูสกุล เจ้าของกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับสไตล์ไทยประยุกต์ เน้นการออกแบบไปที่ลวดลายของ “พญานาค” ภายใต้ชื่อเรียกขานแบรนด์ว่า “จักรานาคา” เริ่มต้นแนะนำตัวให้รู้จัก พื้นเพเป็นคนเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุสี่สิบปลาย ก่อนหน้านี้เคยทำมาแล้วหลายอาชีพ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอาหารและขนม วนเวียนอยู่ในแวดวงดังว่าอยู่หลายปี รู้สึกอิ่มตัว จึงเริ่มมองหาอาชีพใหม่ “เคยทำร้านอาหารมาหลายปี แต่รู้สึกว่าค้าขายเกี่ยวกับเนื่อสัตว์ไม่ค่อยขึ้น เลยหันมาทำขนม แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ พอถึงจุดหนึ่งจึงเกิดความเบื่อหน่าย เหมือนชีวิตถึงจุดตก เลยออกเดินสายทำบุญ ไปไหว้พระต
“พื้นที่เเห่งรัก” ที่เป็นมากกว่า บ้าน คือ นิยามตัวเอง ของฟาร์มสเตย์ บ้านไร่ไออรุณ อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง ซึ่งมี คุณเบส-วิโรจน์ ฉิมมี วัยสามสิบ สถาปนิกหนุ่มจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกเมื่อไม่นาน ซึ่งปัจจุบันเป็นกิจการที่ได้รับการกล่าวขานถึงกันอย่างกว้างขวางถึงความพอดีและพอเพียง จนถูกจัดให้เป็นฟาร์มสเตย์มาแรงสุดในเวลานี้ เพราะมีคนจองคิวยาวเหยียด เต็มตลอดทั้งปี “สิ่งที่ผมกำลังทำเเละเเบ่งปันออกไป ผมไม่ได้อยากเเละมีเจตนาที่จะเชื้อเชิญ หรือให้ทุกคนบนโลกใบนี้เดินทางมาที่บ้านของผม …เเต่ผมอยากให้ทุกๆคนกลับบ้านของคุณเอง เเล้วสร้างบ้านให้มีชีวิต เติมเต็มความสุขให้กับคำว่า บ้าน หลังนั้นของคุณอีกครั้ง”คุณเบส เผยความรู้สึกไว้อย่างนั้น ก่อนย้อนความเป็นมาให้ฟัง หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ทำงานในกรุงเทพฯได้ 3 ปีกว่า จึงลาออกและเดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อสร้างฝันของตัวเอง ด้วยการปลูกบ้านเพื่ออยู่กับครอบครัวแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ช่วงแรกไม่มีใครเห็นด้วย เพราะคิดว่าส่งลูกเรียนแล้ว ลูกต้องได้ทำงานในกรุงเทพฯจะได้ไม่มาเหนื่อยแบบพ่อ-แม่ที่ต่างจังหวัด
“ความฝันสูงสุดของชีวิตผม คือ การเปิดรีสอร์ตอยู่ต่างจังหวัด อยู่กับแม่ อยู่กับแฟน อยู่กับที่บ้าน แต่ถ้าผมเริ่มจากรีสอร์ต เริ่มจากใหญ่แล้วตกมาเล็กมันจะเสียกำลังใจ ถ้าเริ่มจากเล็กแล้วขึ้นไปใหญ่ได้เราจะนับถือตัวเองมากขึ้น จะมองตัวเองดีขึ้น จะมีความมั่นใจมากขึ้น แล้วก็จะพร้อมรับสิ่งที่มันใหญ่ขึ้นตามกาลเวลาด้วย” กั๊ท-กฤณ โพธิปิติ ลูกชายคนโตวัย 23 ปี ของ ท็อป-ดารณีนุช ปสุตนาวิน เอ่ยยิ้มๆ ถึงธุรกิจ “ครองกรุง ก๋วยเตี๋ยวเรือหม้อไฟ” ธุรกิจแรกที่ตั้งใจให้เป็นจุดเริ่มต้นของก้าวต่อๆ ไปในชีวิต หลังคว้าปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 2 สาขาการจัดการโรงแรม จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาหมาดๆ โดยเขาว่า “ตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 ผมได้ไปฝึกงานครบทุกแผนก ทั้งเฮ้าส์คีปปิ้ง เซอร์วิส ส่วนออฟฟิศ ฯลฯ ทำให้รู้ว่าไม่ชอบนั่งออฟฟิศอย่างเดียว ชอบทั้งบริหารและทำเองด้วย ก็เลยคิดว่าจบมาแล้วจะเปิดอะไรของตัวเอง ตอนแรกอยากเปิดรีสอร์ตเลย แต่คิดว่าเป็นสเกลที่ใหญ่เกินไป แล้วก็เสี่ยงเกินไปสำหรับเรา เลยคิดว่าเปิดร้านอาหารดีกว่า แต่ถ้าเป็นอาหารทั่วไป การบริหารต้นทุน บริหารสต๊อกมันจะยากจะจุกจิกมาก ก็เลยมาเป็นก๋วยเตี๋ยวก่อนละกั
ด้วยอาชีพหมอที่รู้ว่าคนป่วยเป็นมะเร็งนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เลยเป็นสาเหตุทำให้ “สุกิจ จำปาเงิน” รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลบางไผ่ และยังเป็นเจ้าของคลีนิกตรวจโรค บางซ่อน คลีนิก หันมาสนใจเรื่องเกษตร และปลูกผักปลอดสารพิษ สบโอกาสส่งผักเข้าโรงพยาบาล หวังให้คนไข้ได้ทานผักปลอดภัย นอกจากนั้นยังส่งผักตามร้านอาหาร อนาคตวางแผนเกษียณออกมาเป็นเกษตรกร คุณสุกิจ จำปาเงิน รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลบางไผ่ โรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของฝั่งธนบุรี และยังเป็นเจ้าของคลีนิกตรวจโรค บางซ่อน คลีนิก อายุ 59 ปี เล่าว่า หลังจบคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี บินลัดฟ้าไปเรียนต่อแพทย์เวชปฏิบัติที่ประเทศฟิลิปปินส์ จากนั้นต่อ ป.โท หลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ก่อนหน้านี้เป็นหมออยู่โรงพยาบาลปากน้ำ 4 ปี รับเงินเดือนหลักแสน ทว่าล่าสุดเข้ามารับตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลบางไผ่ ช่วงที่คุณหมอสุกิจ เข้ามาเป็นรองผู้อำนวยการ คุณหมอ เล่าว่า แต่ละวันจะต้องส่งผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้ที่โรงพยาบาลบางไผ่ไปโรงพยาบาลอื่น ซึ่งโรคที่เป็นกันมาก คือ โรคมะเร็งตับ มะเร็งเต้
คุณเอกพงษ์ ขุนทอง อายุ 18 ปี นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง จังหวัดพัทลุง ได้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร GOOD AGRICULTURAL PRACTICES FOR FOOD CROP หรือ GAP ซึ่งจัดโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อกลางปี 2559 โดย คุณเอกพงษ์ได้นำเสนอโครงการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ จนได้รับรางวัลชมเชย จากนั้นได้นำกลับมาขยายต่อยอด ใช้พื้นที่ว่างรอบบริเวณบ้านปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ขายผลมะนาว ซึ่งจากผลผลิตที่ได้ขายได้ราคาดี จึงขยายปลูกเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังตอนกิ่งชำมะนาวเองขายสร้างรายได้ระหว่างเรียน เดือนละกว่า 10,000 บาท คุณเอกพงษ์ กล่าวว่า โครงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร หรือ GAP ที่ได้เข้าร่วมโครงการ และเสนอโครงการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ได้รับรางวัลชมเชย รู้สึกภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับ แต่ไม่ใช่จะเริ่มเรียนรู้ในการปลูกมะนาวหลังเข้าร่วมโครงการ เพราะก่อนหน้านี้ ก็ได้ทดลองปลูกและตอนกิ่งพืชต่างๆ มาจากปู่ พ่อ แม่ โดยเริ่มทำการเกษตรมาตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 แต่การได้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติ
โอกาสมีไว้ให้พุ่งชน คงเป็นคำพูดที่ไม่ผิดนัก สำหรับนักธุรกิจวัย 24 ปีคนนี้ ที่สามารถต่อยอดธุรกิจของครอบครัว ไปสู่ธุรกิจทำเงินและสามารถต่อยอดธุรกิจที่มีให้เติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบได้อย่างดีทีเดียว คุณณัฐวุฒิ เทพเซ่งลี เจ้าของธุรกิจ “ปูนึ่ง นำโชค” วัย 24 ปี เล่าว่า “เดิมเป็นคนสุราษฎร์ธานี ครอบครัวมีธุรกิจแพปูม้า มีเรือออกจับปูม้าและจับหมึกสายหยุดอยู่ก่อน แต่เป็นแพเล็กๆ ที่เมื่อได้วัตถุดิบมาก็เอาไปขายให้กับแพที่ใหญ่กว่ามารับซื้อไป วัตถุดิบที่ได้ก็ส่งไปขายหมด การขยายธุรกิจที่บ้านค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เพิ่งมาขยายได้จริง ก็เมื่อประมาณ 5 ปีมานี้ ส่วนตนนั้น ตอนเรียน เรียนอยู่ที่จังหวัดหัวหิน หลังเรียนจบก็เข้าทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำได้ประมาณ 6-7 เดือน ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ได้ทำ ด้วยเหตุผลทางโอกาสจากงานประจำที่ทำ ได้พบปะกับนักธุรกิจ ทำให้ได้ไอเดียและเกิดแนวคิดจากนักธุรกิจหลายท่านแนะนำว่า หากอยากทำธุรกิจ ลองมองหาสิ่งที่ใกล้ตัว รู้จักและชอบในการเริ่มต้น จึงปรึกษากับทางบ้านว่า หากนำเอาวัตถุดิบจากแพของเราเองมาต่อยอด โดยเฉพาะปูม้า ซึ่งทางแพที่สุราษฎร์ธานี มีคนมาแกะปูที่แพ
ไปเที่ยวชุมพรครั้งล่าสุด ได้แวะที่อำเภอปะทิว นับเป็นครั้งแรกที่แวะที่อำเภอแห่งนี้ เพราะปกติจะผ่านไปเที่ยวที่อื่น ขณะนั่งกินอาหารกลางวันอยู่ที่ร้านเบียดแคม ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองบางสน อย่างเอร็ดอร่อย อาหารมื้อที่ว่านี้มีปลากะพงเป็นหลัก นอกจากแกงเหลืองปลากะพงกับยอดมะพร้าว ก็มีปลากะพงนึ่งมะนาว แล้วยังมีต้มยำปลากะพงอีก เท่าที่ผมสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า ปลากะพงแต่ละตัวมีขนาดเท่าๆ กัน จึงทำให้รู้ว่า ต้องเป็นปลากะพงเลี้ยงอย่างแน่นอน เพราะถ้าจับได้จากทะเล ปลาแต่ละตัวจะมีขนาดไม่เท่ากัน เจ้าของร้านบอกให้ผมและผู้ร่วมเดินทางว่า ในคลองบางสนมีคนทำกะชังเลี้ยงปลากะพงกันหลายราย จนตั้งเป็นชมรม ร้านอาหารทุกร้านใช้ปลากะพงจากผู้เลี้ยงเหล่านี้ สำหรับร้านเบียดแคมจะมีคนเลี้ยงปลาเอาปลามาส่งให้ร้านเป็นประจำ คนนั้นคือนายนพรัตน์ พรประเสริฐ เป็นอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แต่ตอนนี้ได้ลาออกมาตั้งหลักทำกระชังเลี้ยงปลาอย่างเดียว วันนั้น หลังจากกินอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว ผมขอให้เจ้าของร้านพาไปดูกระชังเลี้ยงปลา ซึ่งไปได้สะดวกเพราะทางร้านมีเรือนำเที่ยวจอดรอลูกค้าตลอดเวลา พูดง่ายๆ ก็คือ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแทบทุก
นักข่าวทีวีที่ยังต้องแบกกล้องตระเวนทำข่าวท่องเที่ยวทั่วประเทศที่มีอายุมากที่สุดหรืออาวุโสที่สุดในเวลานี้มีชื่อว่า มานพ คำหอม ชื่อนี้ ในแวดวงนักข่าวและนักดูทีวีแทบไม่มีใครไม่รู้จัก โดยเฉพาะตอนทำรายการร่วมกับ คำรณ หว่างหวังศรี จากทีวีช่อง 7 คุณมานพไม่ได้เป็นช่างภาพได้อย่างเดียว ยังเขียนข่าวและเขียนสารคดีท่องเที่ยวได้ด้วย หลังจากได้เป็นหัวหน้าข่าวหรือบรรณาธิการข่าว จึงไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับคำรณ หว่างหวังศรี เหมือนเคย ชื่อของคุณมานพจึงหลุดหายไป แต่มีงานอย่างอื่นที่ต้องรับผิดชอบในฐานะบรรณาธิการข่าวมากขึ้น โดยส่วนตัว ผมรู้จักกับคุณมานพมานานไม่น่าจะต่ำกว่า 30 ปี เพราะเขาเข้าทำงานทีวีครั้งแรกตั้งแต่อายุ 21 ปี เขาไปทำข่าวที่การประปานครหลวง ขณะที่ผมทำงานเป็นประชาสัมพันธ์อยู่ที่นั่น นักข่าวกับนักประชาสัมพันธ์จะต้องคุยกัน คุยกันบ่อยๆ ก็ทำให้รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี พอผมปลดเกษียณ ผมมีโอกาสได้เดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย โดยเป็นแขกรับเชิญของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จึงทำให้ผมได้พบกับคุณมานพบ่อยมาก จึงสนิทสนมกันยิ่งขึ้น เพราะนอกจากเคยรู้จักกันมาก่อนแล้ว ยังมีอายุใกล้เคียงกันด้วยคือแก่พอๆ กัน ครั้งหน
แม้ว่าจะเคยฮิตมากในห้วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ด้วยความแปลกตาและรสชาติเปรี้ยวจี๊ด แถมยังไร้เมล็ด เลยทำให้มะนาวคาเวียร์ หรือมะนาวนิ้วมือ ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารหรู ซึ่งปัจจุบันราคาทะยานพุ่งขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 4,500 บาท คุณสมเจตน์ พิมพ์ทอง ผู้จัดการฝ่ายบริหารเสียงลูกค้าทางอินเตอร์เน็ต บริษัทบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) ปัจจุบันอายุ 48 ปี เล่าว่า เมื่ออายุเข้าเลข 3 เริ่มสนใจเรื่องเกษตร เพราะคิดว่าอาหาร คือ ปัจจัย 4 ที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิต เลยศึกษาหาความรู้จากหนังสือ สื่ออินเตอร์เน็ต และอบรมตามหน่วยงานต่างๆ กระทั่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หรือ พ.ศ.2556 นำสายพันธุ์มะนาวคาเวียร์” หรือ “มะนาวนิ้วมือ จากประเทศออสเตรเลีย รัฐนิวเซาท์เวลส์ เข้ามาปลูก สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ราคาขายลูกละ 200 บาท ปัจจุบันกิโลกรัมละ 4,500 บาท คุณสมเจจน์ บอกว่า มะนาวนิ้วมือในประเทศออสเตรเลียนิยมปลูก แต่ทว่าสามารถเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศประเทศไทย ปัจจุบันราคาแพงมาก นิยมใช้ปรุงอาหาร ตกแต่งจานอาหารตามภัตตาคาร ร้านอาหารญี่ปุ่น วิธีใช้มะนาวนิ้วมือ จะขูดเนื้อออกจากผล นำมาคลุกเคล้า หรือวา
