SMEs
กระแสเห่อปั่นจักรยานในบ้านเรายังแรงดีไม่มีตก เพราะได้แรงหนุนจากความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมและเทรนด์ใส่ใจสุขภาพ แถมบวกปัญหาจราจรที่ติดขัดแบบสาหัส ความนิยมปั่นพาหนะ 2 ล้อไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทยเท่านั้น แต่ในหลายประเทศก็เกิดกระแสนี้คล้ายๆ กัน บางประเทศจัดเลนสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับจักรยานก็พลอยเติบโตตามไปด้วย ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า กระแสปั่นจักรยานที่เกิดขึ้นในหลายมุมโลก นอกจากจะส่งผลดีในแง่สิ่งแวดล้อม เพราะเป็นยานพาหนะที่ไม่ปล่อยมลภาวะที่ทำให้โลกร้อน ยังช่วยสร้างโอกาสด้านธุรกิจให้กับคนเล็กคนน้อยในประเทศกานาที่ผลิตจักรยานไม้ไผ่จำหน่ายไปทั่วโลก ทั้งๆ ที่ไม้ไผ่เป็นวัสดุที่ทนทาน กันแรงกระแทก และพร้อมสำหรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ แต่กลับไม่มีใครนำไม้ไผ่มาเป็นวัสดุในการผลิตจักรยานขายในเชิงพาณิชย์ ครั้งแรกๆ ที่มีคนคิดค้นนำไม้ไผ่มาขึ้นโครงจักรยานเริ่มตั้งแต่ปี 2437 แต่ไอเดียดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกสานต่อมานานร่วม 120 ปี จนเพิ่งเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนจากฝีมือของช่างในกานาและหน่วยงานต่างๆ ที่พยายามอย่างหนักให้จักรยานไม้ไผ่แจ้งเกิด เบอร์นีซ ดาปาห์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการริเริ่มจักร
เป็นปกติของทุกปีที่ร้านเจ้เล้ง ดอนเมือง จะจัดโปรโมชั่นพิเศษ ลดแลกแจกแถมในช่วงต้นเดือนกันยายน ปีนี้ก็เช่นกัน คุณอารียฉัตร อภิสิทธิ์อมรกุล หรือ เจ้เล้ง เจ้าของบริษัท เอ แอนด์ เจ บิวตี้ โปรดักส์ จำกัด ก็ถือโอกาสในช่วงวันเกิด (1 กันยายน) จัดกิจกรรมพิเศษทางการตลาด ใช้โปรโมชั่นซื้อ 3 แถม 1 ทุกหมวดหมู่สินค้า เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน-8 กันยายน รวม 8 วัน ขณะที่ปีที่แล้วจัดถึง 16 วัน เจ้เล้ง ให้เหตุผลว่า ทำแค่ 8 วัน ลดวันลง เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจบ้านเราไม่ดี ซึ่งเป็นความจริงที่คนไทยต้องยอมรับกัน เหมือนในช่วงบ้านเมืองยุคไอเอ็มเอฟ ร้านเจ้เล้งเองก็โดนผลกระทบ แต่ถือว่ายังขายดีกว่าที่อื่นๆ ยอดขายไม่ได้ลดลง อยู่ในสภาพทรงๆ เห็นได้ชัดว่าความถี่ในการมาซื้อสินค้าลดลง ทั้งนี้ รายได้ 70 เปอร์เซ็นต์ มาจากคนเข้าร้าน ส่วน 30 เปอร์เซ็นต์ มาจากการซื้อออนไลน์ ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาซื้อภายในร้าน จะซื้อปริมาณมากเมื่อเทียบกับการซื้อผ่านออนไลน์ ส่วนใหญ่ซื้อพวกเครื่องสำอาง ยาโกรกผมขายดี “จากภาวะเศรษฐกิจแย่ ทางร้านปรับกลยุทธ์ด้วยการนำสินค้าราคาไม่แพงมากมาขาย เริ่มต้นที่ 350 บาท รวมทั้งนำเข้าสินค้าคอลเล็กชั่นใหม่ตลอด
พ.ศ.นี้หลายคนบอก เป็นยุคเบเกอรี่ “เบ่งบาน” ผ่านไปทางไหน มักเห็นแต่ ร้านกาแฟ-เค้ก แทรกตัวอยู่ในแทบทุกทำเล ส่วนพฤติกรรมการรับประทาน “ขนมไทย” นั้น นับวันยิ่งห่างหายไปจากชีวิตตามปกติ ถ้าจะมีคงเป็นช่วงงานบุญ อย่าง ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ฯลฯ ซึ่งยังพอมี “พื้นที่”ให้กับของหวานคู่บ้านคู่เมืองได้อวดโฉมกันอยู่บ้าง หลายวันก่อนมีโอกาสไปเห็นอีเว้นต์น่าสนใจเลยเข้าไปสังเกตการณ์ ก่อนปรี่เข้าไปร้านขายขนมหวานเจ้าหนึ่ง ซึ่งเรียกตัวเองว่า”ดี’เสริฐ” กับสโลแกนแปลเป็นไทย “ขนมไทยรูปทรงใหม่ – New Look of Thai Desert” มี คุณคิ้ม-ทิพย์ดา จันทจรูญพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี แคเทอริ่ง จำกัด ผู้ประกอบการด้านการจัดเลี้ยงในนาม “ดี แคเทอริ่ง” และเจ้าของกิจการขนมไทยสไตล์ใหม่ “ดี’เสริฐ” มาเป็นตัวแทนให้ข้อมูล เริ่มจากการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ ปริญญาโท ด้านการบริหารกิจการ ที่ผ่านมาทำงานด้านการตลาดมาตลอด ก่อนออกมาช่วยกิจการของทางบ้านสามี – คุณวิทวัส จันทจรูญพงษ์ ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่อายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี ชื่อ “ดีพร้อม” ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่ที่บางแสน จังหว
เรื่องและรูปโดย : นันทนา ปรมานุศิษฏ์ ชาวไทยยทุกภาคล้วนรู้จักกินแกงขี้เหล็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อย แกงขี้เหล็กของชาวล้านนาคล้ายกับภาคกลางคือเป็นแกงกะทิ ใส่เนื้อวัว เนื้อหมู หรือปลาย่าง แกงของชาวใต้จะใส่พริกแกงใต้ที่ใส่ขมิ้นและเครื่องเทศที่เผ็ดร้อนกว่า ชาวกวย (เขมร) เรียกแกงขี้เหล็กว่า “ซัมลอร์อ็องกัญ” จะใส่น้ำใบย่านางที่ตำกับข้าวเบือ พริกแกงมีพริกสดหรือพริกแห้ง กระเทียม และกระชาย ส่วนหัวหอมจะฝานเป็นแผ่นๆ ใส่ลงไปในหม้อทีหลัง ใส่กากหมู หมูสามชั้นหรือปลาทูเค็มและใส่น้ำปลาร้า ซึ่งคล้ายกับแกงขี้เหล็กแบบอีสานและลาว ที่ไม่ใส่กะทิ องค์ บรรจุน เล่าไว้ใน “ข้างสำรับมอญ” ว่า แกงขี้เหล็ก ภาษามอญเรียกว่า “ฟะแป่คัด” เป็นอาหารที่ใช้ในพิธีฟ้อนผีเม็งของชาวเหนือ หรือพิธีรำผีมอญของภาคกลาง เพื่อแก้บนผีของบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นประเพณีเดียวกัน เพราะเมื่อทวารวดีเสื่อมลง ชาวมอญจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้อพยพสู่เมืองหริภุญชัยแถบลุ่มน้ำปิง หรือที่เรียกว่า “ระมิง” ที่มาจาก “ระเมญ” (เม็ง) ในภาษามอญ แกงที่ใช้ในพิธีนี้จะเป็นแกงกะทิใส่มะเขือพวง ไม่ใส่เนื้อสัตว์ เชื่อกันว่าการกินแกงขี้เหล็กนี้ทำให้มีสุขภาพดี ชาวนครช
