ยูเมะพลัส จัดกิจกรรม “ให้น้องวางใจ…ง่ายทุกฝัน” ณ รร.บ้านสร้างหินวิทยานุเคราะห์ จ.สกลนคร

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2562 มร.ฮิโตชิ โยโกฮามา ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คณะผู้บริหาร บมจ. อีซี่บาย พร้อมด้วยพี่น้องชาวอีซี่บาย ร่วมกับ ชมรมทำดีเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร และชาวท้องถิ่น ร่วมมือร่วมใจกันมาร่วม กิจกรรม ยูเมะพลัส “ให้น้องวางใจ…ง่ายทุกฝัน” โดยคุณเบญญา สัพโส ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสร้างหินวิทยานุเคราะห์ เป็นตัวแทนโรงเรียนในการรับมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา พันธุ์พืช พันธุ์ปศุสัตว์ นอกจากนี้ อีซี่บายยังได้เลี้ยงอาหารกลางวันแก่น้องๆ อีกด้วย กิจกรรมนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสังคม ที่ช่วยพัฒนาโรงเรียนและคุณภาพชีวิตนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน

Latest Posts
กระแสอาหารไทยโบราณยังแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมนูประจำฤดูร้อนอย่าง “ข้าวแช่นารา” ของ NARA Thai Cuisine ที่สร้างยอดขายกว่า 10,000 เซ็ต ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน กลายเป็นเมนูอันดับหนึ่งของร้านในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ภายใต้แคมเปญ “สำรับไทย..ไว้ใจนารา” หรือ TASTE NARA – TASTE OF THAILAND ตอกย้ำจุดยืนการยกระดับอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการนำเสนอสำรับไทยโบราณในรูปแบบร่วมสมัย เบื้องหลังความสำเร็จของ ข้าวแช่นารา โดยปีนี้นาราไทย คูซีน ยังได้นางเอกซุปตาร์อย่าง ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นตัวแทนถ่ายทอดเสน่ห์สำรับไทยประจำฤดูกาล ผ่านเมนู ‘ข้าวแช่นารา’ จนสามารถขยายฐานกลุ่มนักชิมสู่คนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ปลุกกระแสความนิยมอาหารไทยโบราณให้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง นอกจากกระแสตอบรับจากนักชิมชาวไทยแล้ว ล่าสุดยังได้รับความสนใจจากบุคคลระดับโลก เมื่อ จูเลีย มอร์ลีย์ ประธานและซีอีโอองค์กรมิสเวิลด์ พร้อมด้วย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก หรือ แม่ปุ้ย TPN ผู้ถือลิขสิทธิ์เวทีประกวด Miss World Thailand และเวทีนางงามระดับนานาชาติ ร่วมรับประทานอาหารไทย โดยมี คุณยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้บริหารนารา กรุ๊ป ให้การต้อนรับที่ร้านนาราไท
เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วมีโอกาสได้ไปเดินแถวๆ พลับพลาไชย อีกหนึ่งชื่อที่อยู่เชื่อมกับย่านเยาวราช จะเป็นชุมชนที่มีไทย-จีน อยู่กันเยอะ อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหรือแหล่งธุรกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดสำเพ็ง พาหุรัด และยังมีร้านอาหารดังๆ ให้ได้เข้าไปลองชิม แอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ หนึ่งในร้านดังคู่ย่านพลับพลาไชยมาเป็นเวลากว่า 70 ปี ส่งต่อความอร่อยระดับตำนานจากรุ่นสู่รุ่น จากร้านที่ไม่มีชื่อกลายเป็นร้านรางวัลการันตีมิชลิน 6 ปีซ้อน เดินเข้าไปในร้าน ได้พบกับคุณแอน-พรหมพร โอภาสจรัสเรือง วัย 49 ปี ทายาทรุ่นที่ 3 เป็นลูกสาวคนเล็กในครอบครัวท่ามกลางพี่ชายทั้งหมด 4 คน เธอได้เล่าเรื่องราวตำนานความอร่อย กว่าจะเป็นแอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่อย่างทุกวันนี้ได้ ใช้เวลานานกว่า 10 ปี ทุกสิ่งที่ได้มาเพราะปริญญาชีวิต คุณแอนเป็นลูกคนที่ 5 ของครอบครัว เป็นลูกสาวคนเดียวในตระกูล มีพี่ชาย 4 คน ด้วยความเป็นครอบครัวคนจีน เขาก็จะเอ็นดูแต่ลูกผู้ชาย (เธอเล่าปนหัวเราะ) จึงทำให้เธอต้องทำงานตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ฐานะของครอบครัวไม่ได้มีความมั่งคั่งแต่อย่างไร ล้มลุกคลุกคลานกันมา พอถึงวัยเรียนก็เรียนโรงเรียนวัดแถวๆ นั้น เลิกเรียนมาก็ช่ว
หลังจากสร้างปรากฏการณ์ “น้องหมีเนย” ที่ตกมัมหมี พ่อหมี และพี่สาวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ล่าสุดแบรนด์ Butterbear ได้เปิดตัว “Bianca Bear” หรือน้องเบียงก้า พี่สาวคนสวยแสนดีของน้องหมีเนยที่ไม่ได้เจอกันมานาน เพราะตัดสินใจเดินตามความฝันของตัวเองในการเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์ แล้วก็ไปเรียนต่อที่ประเทศจีน แถมโดนแซวว่า “พอกผิว” ด้วยมีขนสีขาว และเรียบร้อยแบบลูกคุณหนู โดยเปิดตัวน้องเบียงก้าเป็นครั้งแรกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เล่นเอาศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์แทบแตกเพราะเหล่ามัมหมี พ่อหมี และพี่สาวต่างมารอดูความน่ารักของสองพี่น้องกันอย่างคับคั่ง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้สะท้อนความนิยมของคาแร็กเตอร์ทั้งสองเท่านั้น แต่ Butterbear ทำอย่างไรให้น้องหมีเนยและน้องเบียงก้ากลายเป็นมาสคอตที่สร้างทั้งไวรัล ความผูกพันและฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นได้ เขมนิจ มาลาเว อาจารย์ประจำสาขาการสร้างสรรค์อิเวนต์และการประชาสัมพันธ์ดิจิทัล วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ ม.รังสิต อธิบายว่า ความสำเร็จของน้องหมีเนย คือการใช้ Digital Public Relations กับ Marketing Public Relations (MPR) โดยวางกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสร้างตัวตนของน้องหมีเนยให้
ใครจะเชื่อว่าท่ามกลางย่านธุรกิจสุดหรูอย่างทองหล่อ จะมีพื้นที่ 250 ตารางวาที่ปฏิเสธเม็ดเงินมหาศาลกว่าร้อยล้านบาทเพื่อแลกกับการเป็น “พื้นที่ทางสังคม” ในช่วงแรก “สวนครูองุ่น” ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าทำไมไม่นำไปทำธุรกิจให้คุ้มค่า แต่สำหรับ โซเฟีย-สิริพร สุขชูศรี ผู้จัดการสวนครูองุ่นและหัวหน้าโครงการสวนครูองุ่น ที่นี่คือการสืบทอดเจตจำนงของครูองุ่น มาริก ที่อยากให้ที่ดินผืนนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้คน เธอจึงทลายกำแพงรั้วออกเพื่อบอกว่าที่นี่เป็นมิตรและพร้อมต้อนรับทุกคน โดยใช้เวลากว่า 3 ปีกว่าจะพิสูจน์ให้ชุมชนเห็นว่า พื้นที่สีเขียวที่ “ฟรี” และ “เข้าถึงง่าย” คือสิ่งที่คนเมืองโหยหาจริงๆ การทำมูลนิธิไม่ใช่แค่การรอรับบริจาค แต่ที่นี่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรมการแบ่งปัน” ผ่านร้านกาแฟและ Charity Shop ที่เปลี่ยนของบริจาคให้กลายเป็นทุนทรัพย์หมุนเวียน แม้ต้นทุนการดูแลสิ่งมีชีวิตในสวนจะสูง แต่ระบบนิเวศที่แข็งแรงนี้ทำให้สวนครูองุ่นพึ่งพาตัวเองได้ 100% จนกลายเป็น Sandbox และ Community สำคัญที่ดึงดูดทั้งอาสาสมัคร ศิลปิน และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมากมายที่แวะเวียนมาปล่อยของและจัดกิจกรรมร่วมกัน เป้าหมายของสวนครูองุ่
