ทำงาน อาสาสมัคร ไม่ต้องมีต้นทุนดีกว่าใคร ขอแค่มีใจ หยิบยื่นเจตนาดี
โอกาสที่ดีในการพัฒนาตนเองนั้น สามารถหามาเพิ่มเติมได้ในหลากหลายวิธี นอกจากการเรียนรู้ผ่านการอบรม การฟังบรรยาย หรือตำราเรียน อีกหนึ่งวิธีในการพาตนเองเข้าไปมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ชีวิตของผู้อื่น และได้ใช้ทักษะที่เรามีนั้น นำพาให้เขามีช่วงเวลาที่ดีและมีความสุขไปพร้อมกับเรา นั่นคือการเป็นอาสาสมัครในโครงการต่างๆ
Mr.Saw Aung Htun นับเป็นอีกหนึ่งคนต้นแบบที่น่าชื่นชม เขาเป็นนักศึกษาหลักสูตรนานาชาติ ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยเล่าให้ฟังว่า เริ่มเป็นอาสาสมัครตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และเมื่อมาที่ประเทศไทยในปี 2565 ก็ได้สมัครเข้าร่วมกับองค์กรที่เปิดรับอาสาสมัครที่นี่ด้วย

เขาเล่าต่อว่า จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจาก CAE Private High School หนึ่งในโรงเรียนชั้นนำที่ประเทศเมียนมา หลังจากนั้นเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์มัณฑะเลย์ ตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2564 แต่เนื่องจากความขัดแย้งในประเทศ จึงทำให้เลือกมาเรียนต่อที่ประเทศไทย ลงเรียนค่อนข้างหนัก ทำให้มีโปรเจ็กต์และต้องโฟกัสเรื่องเรียนเป็นอันดับแรกๆ แต่ไม่ว่าจะมีเวลาน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็ยังหาเวลาในการเสิร์ชหาข้อมูลงานด้านอาสาสมัครอยู่เรื่อยๆ
โดยงานล่าสุดที่สมัครเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นช่วงเวลาปิดเทอมฤดูร้อน ลงพื้นที่ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งใจจะไปเที่ยวและเก็บเกี่ยวประสบการณ์เท่าที่จะหาได้ เพื่อนได้แนะนำงานอาสาสมัครด้านการสอนหนังสือที่ Dana Education ไม่ลังเลเลยที่จะเข้าไปช่วย ทำงานทุกวันตั้งแต่จันทร์-ศุกร์ ช่วง 6 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม
และไม่นานต่อจากนั้น มีค่ายแห่งหนึ่งต้องการอาสาสมัครที่สามารถช่วยเหลือด้านการแพทย์ได้ เป็นการประกาศรับอาสาสมัครที่ด่วนมาก ก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับการเข้าร่วมในทันที ซึ่งเป็นงานในองค์กรองค์กรหนึ่ง ได้สอบถามเข้ามาให้ไปเป็นพี่เลี้ยงฝึกอบรมบุคลากรที่ยังขาดความรู้ด้านสุขภาพ ที่นี่เป็นสถานที่สำคัญของชุมชนแห่งหนึ่ง คิดว่าถ้าปฏิเสธไปน่าเสียดาย

“ชุมชนทั้งหมดนี้ ไม่ได้เปิดรับอาสาสมัครทั่วไปจึงนับเป็นโอกาสที่ดีมาก หากถามว่าตั้งแต่เป็นอาสาสมัครมานั้น ผมชอบและสนุกกับงานไหนมากที่สุด จริงๆ ทุกงานล้วนมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครครูในโรงเรียนธรรมะในหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ที่บ้านเกิดของผมเอง หรืองานครูอาสาสมัครที่ Yay Mal Training ซึ่งสอนศิลปะวรรณกรรมให้กับเด็ก ช่วงสถานการณ์โควิด” Mr.Saw Aung Htun บอก
นอกจากนี้ เขายังเคยเป็นหัวหน้าทีมสนับสนุนการศึกษาที่ Students Without Frontiers อาสาสมัครผู้ช่วยด้านการดูแลสุขภาพกายและจิตใจ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนอันมีค่าที่หาไม่ได้จากในตำราเรียน
“ไม่ได้มีต้นทุนที่ดีกว่าใคร สิ่งที่ผมมีอาจเป็นเพียงความเชื่อมั่นและความตั้งใจ พ่อแม่ของผมไม่ใช่คนที่มีการศึกษาสูงมากนัก แต่พวกเขาสนับสนุนการศึกษาของผมอย่างเต็มที่ที่สุด และมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ผมรับรู้ได้ว่าการเป็นอาสาสมัคร การได้ช่วยเหลือเด็กๆ เป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของพ่อแม่ผม เมื่อเราได้หยิบยื่นเจตนาที่ดีออกไป และเราได้เห็นผู้รับมีความสุข เราก็จะมีความสุขเช่นกัน” Mr.Saw Aung Htun เผยความรู้สึก

ก่อนขอเล่าตัวอย่างหนึ่งที่ค่ายอาสาสมัคร ว่า มีชายคนหนึ่งตาบอดและสูญเสียขาข้างซ้ายไป จึงเก็บตัวและปิดตัวเองเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาได้มอบหมายให้เป็นผู้ดูแลชายตาบอดคนดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้แจ้งกับเขาว่ามีปัญหาด้านการนอนหลับ
เขาจึงพยายามสังเกตและศึกษา กระทั่งทราบอาการนอนไม่หลับนั้น เกิดจากการที่ร่างกายขาดการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นปัญหาทั่วไปสำหรับผู้ที่ตาบอด จึงได้แนะนำให้กินเมลาโทนิน และเริ่มพูดคุยกันมากขึ้น เมื่อได้ทำความรู้จักกันจึงรู้ว่ามีความสามารถด้านการเล่นกีตาร์ จึงสนับสนุนให้เล่น และพวกเราก็มีประสบการณ์ที่ดีร่วมกัน
“ในฐานะอาสาสมัคร ผมจะต้องดูแลตัวเองอยู่ตลอดเวลาครับ ทั้งด้านกาย จิตใจ ความคิด หรืออะไรก็ตามที่อาจส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ผมมีความตั้งใจจริง ที่จะทำงานอาสาในทุกงาน อยากมีส่วนร่วมในการได้ช่วยเหลือผู้อื่น และในฐานะนักศึกษาวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ (นานาชาติ) ผมได้รับความเมตตาจากอาจารย์ รุ่นพี่ และพี่ๆ เจ้าหน้าที่ พวกเขาดูแลผมเป็นอย่างดี ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันเหมือนกับนักศึกษาไทย หรือแม้แต่เพื่อนคนไทยเอง พวกเราเข้ากันได้เป็นอย่างดี ทำให้ผมรู้สึกเหมือนที่นี่เป็นบ้าน มีความสุข อบอุ่นมาก” Mr.Saw Aung Htun กล่าวส่งท้าย
