“เนโกะเด้ง! เด้งๆ” วลีที่หลายคนน่าจะคุ้นหูเมื่อเลื่อนฟีด TikTok หรือ Instagram ช่วงนี้ คลิปพนักงานร้านซูชิออกมาเต้นพร้อมกับเมนู “เนโกะพุดดิ้ง” จนโซเชียลเอ็นดูน้องเนโกะที่เด้งในจานจนล้มคว่ำ และกลายเป็นไวรัล แม้แต่ชาวต่างชาติยังแห่มาคอมเม้น จนบางคลิปมียอดรับชมกว่า 10 ล้านวิว
ไม่เพียงแต่พนักงานที่ร่วมสร้างสีสัน แต่ลูกค้าหลายคนยังลุกขึ้นเต้นและถ่ายคลิปแชร์ต่อบนโซเชียล ทำให้เมนูของหวานจากร้าน Katsu Midori ถูกพูดถึงในวงกว้าง
รู้หรือไม่ว่า น้องเนโกะหน้าตาจิ้มลิ้มนี้ เบื้องหลังคือ Special Dish ที่แบรนด์ตั้งใจเอาไว้เรียกลูกค้าโดยเฉพาะ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปเจาะกลยุทธ์การตลาดที่ซ่อนอยู่ในไวรัลน้องเนโกะพุดดิ้ง
ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า Katsu Midori คือร้านซูชิสายพานพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยปลายปี 2024 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ล และในวันแรกที่เปิดสาขาคนก็จองคิวเต็มตั้งแต่ช่วงเที่ยง ลูกค้าบางส่วนต้องรอคิวนานถึง 4 ชั่วโมง
ทั้งนี้เมนู “เนโกะพุดดิ้ง” คือ ขนมพุดดิ้งนมสดสไตล์ญี่ปุ่นรูป น้องแมว ( เนโกะ แปลว่า แมวในภาษาญี่ปุ่น)และมีเนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม เป็นเมนูของหวานที่มักเสิร์ฟพร้อมซอสรสเปรี้ยวหวาน
เนโกะพุดดิ้งเริ่มเป็นกระแสบนโลกโซเชียลครั้งแรกในช่วงปี 2025 จากคลิปของผู้บริโภคที่หยิบน้องเนโกะ มาเขย่าจนตัวเด้งดุ๊กดิ๊ก หรือบางคนก็ทำการป้อนซอสเปรี้ยวหวานบริเวณปากของพุดดิ้ง จนดูราวกับว่าน้องเนโกะกำลังสำลักซอสของตัวเอง ความน่ารักและลูกเล่นของเมนูทำให้ชาวเน็ตแห่ทำคอนเทนต์ตามกันอย่างต่อเนื่อง จนตัวคลิปกวาดยอดกดหัวใจไปเกือบล้านครั้ง
กระทั่งในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2026 กระแส “เนโกะพุดดิ้ง” ก็กลับมาได้รับความนิยมบนโลกโซเชียลอีกครั้ง หลังลูกค้าค้นพบว่าเมื่อสั่งเมนูดังกล่าว สามารถขอให้พนักงานทำ “เนโกะเด้ง” ได้ โดยพนักงานจะถือ “น้องเนโกะ” ออกมาเต้นพร้อมร้องเพลง “เนโกะเด้ง เด้งๆๆๆ หนึ่งสองเด้ง เด้งๆๆๆ ลูกค้าขอเด้ง เด้งๆๆๆ ลูกค้าให้เด้ง เด้งๆๆๆ” สร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับลูกค้าภายในร้าน
ทำให้ลูกค้าหลายคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกคลิปและแชร์ลงบนโซเชียลมีเดีย จนเกิดเป็นกระแสไวรัลอีกระลอก เห็นได้จากคลิปใน Tiktok ที่ได้ยอดวิวไปกว่า 7.5 ล้านครั้งและยอดกดหัวใจไปกว่า 500,000 ดวง
การที่เอาเมนูจานนึงมาสร้างความไวรัลเรียกลูกค้า สิ่งนั้นเรียกว่า “กลยุทธ์ Signature Dish” ซึ่งเนโกะพุดดิ้ง ถือเป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของ Katsu Midori ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเมนูจดจำของร้าน โดยใช้รูปลักษณ์เป็นน้องแมวและลูกเล่นที่แตกต่างจากของหวานทั่วไป จนกลายเป็นชาเลนจ์ยอดฮิตบน TikTok และ Instagram ที่ใครไปกินซูชิที่ร้านก็ต้องขอสั่งพุดดิ้งมาทำคลิป
กลยุทธ์ดังกล่าวถูกต่อยอดผ่าน Experiental Marketing (การตลาดผ่านการสร้างประสบการณ์) โดยเมนู เนโกะพุดดิ้ง ไม่ได้เสิร์ฟแบบทั่วไป แต่เพิ่มกิจกรรมให้พนักงานออกมาเต้นและสร้างสีสันร่วมกับลูกค้า ทำให้สำหรับลูกค้ามื้ออาหารนั้นกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำและผูกพันธ์กับแบรนด์ได้มากกว่าการที่จะขายอาหารเพียงอย่างเดียว
เมื่อประสบการณ์ดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิด User-Generated Content (UGC) หรือคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอ รีวิว หรือโพสต์บนโซเชียลมีเดีย เมื่อผู้ร่วมกิจกรรมแชร์คอนเทนต์ผ่านช่องทางของตนเอง ก็ช่วยให้แบรนด์ได้รับการบอกต่อในวงกว้าง เสมือนมีผู้บริโภคช่วยประชาสัมพันธ์ร้านไปยังผู้ติดตามของตน โดยแบรนด์แทบไม่ต้องพึ่งพาการซื้อสื่อโฆษณาเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี เมื่อส่องรายได้ของ บริษัท เดอะฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิ์บริหารแบรนด์ katsu Midori ในประเทศไทย รายได้ในปี 2568 ของบริษัทอยู่ที่ 3,248 ล้านบาท ขณะที่กำไรอยู่ที่ 328 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 44.72% ทั้งนี้เป็นรายได้และกำไรที่รวมแบรนด์ภายใต้บริษัท 4 แบรนด์ ได้แก่ Shinkanzen Sushi, นักล่าหมูกระทะ, Nama Japanese & Seafood Buffet และ Katsu Midori ไว้ด้วยกัน
สำหรับผู้ประกอบการ กรณีของ Katsu Midori แสดงให้เห็นว่า หากสามารถสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์ พร้อมมอบประสบการณ์ที่แตกต่างและเปิดโอกาสให้ลูกค้าสร้างคอนเทนต์ได้เอง ก็มีโอกาสเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็นผู้ช่วยประชาสัมพันธ์แบรนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
อ้างอิงจาก : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ผู้เขียน : ธนดล มีชัยมาตร์
