นายกสมาคมการตลาดฯ เปิดภาพรวมเศรษฐกิจปี 67 ก่อนเข้าสู่ยุคสงครามการค้าปี 68
นายบุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวถึงภาพรวมปี 2567 ว่า หากถามผู้ประกอบการเรียกว่าเป็นปีที่ยากลำบาก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจโลก หรืองบประมาณที่ล่าช้า ขณะเดียวกัน ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ ก็เห็นได้ชัดเจนระหว่างอเมริกากับจีน รวมถึงหลายๆ ประเทศมีการเลือกตั้ง ช่วงครึ่งปีแรกจึงเหนื่อย
แต่ครึ่งปีหลังเริ่มดีขึ้น จากนักท่องเที่ยวที่กลับมา 30 กว่าล้านคน ประกอบกับรัฐบาลเริ่มอัดฉีดงบเข้ามาในระบบ ดอกเบี้ยเริ่มลดลง ปลายปีจึงดีกว่าต้นปี
อีกสิ่งที่เห็นชัดคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนซื้อสินค้าจำนวนมาก ปัจจุบันซื้อเท่าที่จำเป็น ทยอยซื้อ และมีโอกาสใช้ถึงซื้อ ที่สำคัญ ความเป็น Brand Loyalty ลดลง เพราะดูเรื่องคุณภาพตรงความต้องการ และราคาที่สามารถจ่ายได้
อีกทั้ง ไม่ได้ซื้อสินค้าเพื่อเป็นเจ้าของสินทรัพย์ แต่ซื้อตามที่อยากใช้ และซื้อสินค้าที่ใช้แล้วเกิดความสบายใจ เช่น สายมู บัตรคอนเสิร์ต สุขภาพ และเสริมความงาม
ส่วนผู้ประกอบการหรือเจ้าของแบรนด์ก็เริ่มเปลี่ยน จากเดิมผลิตเองทั้งหมด เปลี่ยนมาเป็นให้คนอื่นผลิตและทำการตลาด หรือจากผลิตสินค้าหลากหลายตัว ก็ปรับลดตามความเหมาะสม และไม่แน่ว่าในอนาคตราคาสินค้าอาจจะถูกลง ทุกคนจึงมีเท่าที่จำเป็น รวมถึงการปรับตัวด้านสื่อ ใช้ Micro Influencer แทนการใช้เซเลบหรือดาราดัง เพราะอาจจะรู้จริงและมีราคาถูกกว่า

ยุคสงครามการค้า ปี 2568
นายกสมาคมการตลาดฯ กล่าวต่อ ในปี 68 จะเริ่มเห็นอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกลดลง และผลการเลือกตั้งที่ชัดเจน เริ่มมีการแบ่งกลุ่มเศรษฐกิจ และตามมาด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า หรือมาตรการเรื่องกำแพงภาษี ซึ่งหลายคนตั้งตารอ หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมพิธีสาบานตนวันที่ 20 ม.ค. นี้
ส่วนสงครามน่าจะเป็นสงครามทางการค้ามากกว่าสงครามจริง ขณะเดียวกัน ความท้าทายที่สุดคือ ‘สภาพคล่องทางการเงิน’ สังเกตได้จากรัฐบาลออกมาตรการแก้หนี้ช่วงปลายปี หรือจะทำอย่างไรให้แบงก์ปล่อยสินเชื่อ
ส่วนการตลาดปีหน้า Niche Market ยังจำเป็น ภาคธุรกิจเริ่มปรับตัว ทำการตลาดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น มีสินค้าเท่าที่จำเป็นและเป็นสินค้าตัวพระเอก เน้นสภาพคล่อง Cash Flow มากกว่าการขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดด คิดว่าทุกบริษัท ทุกแบรนด์น่าจะคล้ายกัน
“ปี 2568 น่าจะเน้นปรับปรุงประสิทธิภาพ Organic Growth มากกว่า Inorganic Growth เห็นจากการที่แบรนด์ต่าง Collab หรือควบรวมกิจการกันมากขึ้น เพื่อทำให้ฐานใหญ่ขึ้น การเงินแข็งแรงขึ้น บทบาทในวันข้างหน้า แบรนด์เล็กกับแบรนด์ใหญ่อาจจะรวมกันได้ หรือแบรนด์เล็กกับแบรนด์เล็กก็รวมกันได้”
บางอุตสาหกรรมอาจจะเหนื่อยหน่อย เช่น อสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ เพราะใช้เงินลงทุนสูง และกำลังซื้อสูง แต่อุตสาหกรรมที่มีความจำเป็น ได้แก่ สุขภาพ ความงาม ไลฟ์สไตล์ หรือ Retail
ส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อก่อนขับเคลื่อนด้วยชนชั้นกลาง แต่ปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยชนชั้นบน และชนชั้นล่าง ซึ่งส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
ด้านการค้าขายอาจจะต้องกลับมาค้าขายกันเองใน ‘อาเซียน’ มากขึ้น หรือมองตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อ เช่น อินเดีย หรือตะวันออกกลาง
นายกสมาคมการตลาดฯ ย้ำว่า “เราเก่งในตลาดที่เล็ก ดีกว่าเป็นกลางๆ ในตลาดใหญ่ ปี 2568 ถ้า SMEs หาสินค้าตัวเองได้ แล้วมีความสดใหม่ ก็ยังเป็นสิ่งที่มีโอกาส เอาไอเดียมาเชื่อมต่อกับผู้บริโภค จับประเด็นที่นอกเหนือจากสินค้าและบริการ เช่น ประเด็นทางสังคม ประเด็นสิ่งแวดล้อม และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เชื่อว่าจะทำให้เกิดการปรับตัว
ตามด้วย การปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจตัวเอง เหมือนต้นไม้ต้องตัดแต่งให้แตกใหม่ ปรับตัว พักฟื้น หาจุดที่ฟื้นฟูและเติบโตขึ้นมาใหม่ และผู้บริโภคต้องการแบรนด์ที่สบายใจ ถ้าหาเจอ แบรนด์เล็กก็ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำได้”

อย่างไรก็ตาม เตรียมพบกับสุดยอดฟอรั่มการตลาดแห่งปี ‘Thailand Marketing Day 2025’ The Next Marketing Battle จัดทัพฝ่าสมรภูมิการตลาดยุคใหม่ ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของผู้นำระดับประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จะมาเผยกลยุทธ์การรับมือทุกความท้าทายในปี 2025 ที่เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผัน นักการตลาดจึงต้องเตรียมพร้อมในทุกสนาม ในวันพุธที่ 8 มกราคม 2025 เวลา 09.00-17.15 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์
