“ทำเลใช่ ยอดขายพุ่ง! เปิดเคล็ดลับ “เลือกทำเลเปิดร้าน” ยังไง ให้ยอดขายปัง ลูกค้าเยอะ (อัปเดต 2025)
การเลือก “ทำเลร้านอาหาร” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่จะกำหนดความสำเร็จหรือล้มเหลวของธุรกิจให้ “ร้านขายดี” ทำเลดีลูกค้าเยอะ รายได้ก็ตามมา แต่หลายคนอาจสงสัยว่าควรพิจารณาอะไรบ้าง ลองมาดูปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลร้านอาหารกัน
1. วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน
ก่อนเลือกทำเล ต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าของเราเป็นใคร พฤติกรรมเป็นอย่างไร เนื่องจากว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมการใช้ชีวิต การบริโภคที่แตกต่างกัน เช่น 1. กลุ่มนักเรียน, นักศึกษา มักเน้นราคาสินค้าประหยัด การเลือกทำเลใกล้โรงเรียน และมหาวิทยาลัย สถาบันสอนพิเศษต่างๆ จึงถือว่าตอบโจทย์ลูกค้ากลุมนี้ 2. กลุ่มคนทำงาน ต้องการความสะดวกรวดเร็ว มีเวลาค่อนข้างน้อยการจ้บจ่ายค่อนข้างจำกัด ทำเลใกล้ออฟฟิศ 3. กลุ่มครอบครัว มักเลือกทำเลในชุมชนหรือห้างสรรพสินค้า 4. กลุ่มนักท่องเที่ยว ทำเลใกล้สถานที่ท่องเที่ยวหรือโรงแรม

2. สำรวจปริมาณผู้คนสัญจร (Traffic)
ทำเลที่มีคนเดินผ่านเยอะ มีโอกาสที่ลูกค้าเข้าร้านสูง สิ่งที่ควรสังเกตคือ ช่วงเวลาที่คนพลุกพล่าน คือช่วงเวลาไหนบ้าง เช่น ช่วงเช้า กลางวัน หรือช่วงเย็น ไปจนถึงค่ำ และปริมาณคนสัญจรวันธรรมดา vs วันหยุด เยอะน้อยและแตกต่างกันอย่างไร ส่วนสำคัญสุดท้ายคือ ‘ลักษณะของคนที่เดินผ่าน’ ตรงกับกลุ่มเป้าหมายกับสินค้าของเราหรือไม่
3. วิเคราะห์คู่แข่งในบริเวณใกล้เคียง
ตรวจสอบร้านอาหารที่มีอยู่แล้วในละแวกนั้นว่ามีร้านอาหารประเภทเดียวกันหรือไม่ และร้านเหล่านั้นทำธุรกิจดีมากน้อยแค่ไหน ร้านค้าเหล่านั้นมีจุดแข็งจุดอ่อนอะไรที่ร้านของเราสามารถทำต่างได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว ทำเลที่ดีไม่จำเป็นต้องไม่มีคู่แข่ง เลย บางครั้งการมีร้านอาหารหลายร้านรวมกันอาจสร้าง Food Destination ได้ แต่ ‘สิ่งสำคัญคือเราต้องมีจุดเด่นที่แตกต่าง’
4. พิจารณาค่าเช่าและสัญญาเช่า
หลายคนคิดเพียงแค่การมองหาแค่ทำเลดี แต่หลงลืมเรื่อง ต้นทุนค่าเช่า เหมาะสมกับยอดขายที่คาดการณ์หรือไม่ (ควรอยู่ที่ 5-10% ของรายได้) เรื่องสัดส่วนค่าเช่าต่อรายได้ที่ 5-10% นั้นเป็นหลักการที่มักถูกแนะนำในธุรกิจร้านอาหาร แต่ต้องเข้าใจว่า ‘ไม่ใช่กฎตายตัว’ เพราะสัดส่วน 5-10% เป็นเพียง “เกณฑ์แนะนำ” ที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมร้านอาหาร แต่อาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายอย่าง การแปรผันตามทำเล ก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน ร้านในทำเลพรีเมียม (เช่น ห้างหรูหรือย่านธุรกิจ) อาจมีสัดส่วนค่าเช่าสูงถึง 15-20% ของรายได้ ขณะที่พื้นที่ชานเมืองอาจต่ำกว่า 5% และ ขึ้นอยู่กับประเภทร้าน ว่าร้านอาหารที่มี Margin สูง (เช่น ร้านกาแฟ) อาจรับภาระค่าเช่าในสัดส่วนที่สูงกว่าร้านที่มี Margin ต่ำ (เช่น ร้านขายอาหารจานเดียวราคาประหยัด)
และนอกจาก ค่าเช่า แล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เกี่ยวกับทำเล เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าการตลาด ภาษีโรงเรือน ฯลฯ ที่ควรนำมาคิดรวมกัน

5. เช็กการเข้าถึงและพื้นที่จอดรถ
เพราะการเดินทางอย่างสะดวก เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการตัดสินใจของลูกค้า ระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงหรือไม่ มีที่จอดรถเพียงพอหรือไม่ ควรสังเกตการจราจรติดขัดในช่วงเวลาต่างๆ เพราะลูกค้าผู้ใช้บริการคงไม่อยากใช้บริการในร้านค้าที่อยู่ในโลเคชันการจราจรติดขัดอย่างแน่นอน เว้นเสียแต่บริเวณนั้น เป็นพื้นที่สัญจรด้วยเท้า และ มีคนเดินเยอะ
6. วิเคราะห์แนวโน้มการพัฒนาพื้นที่
ผู้ประกอบการร้านค้า ควรวิเคราะห์พื้นที่ที่กำลังพัฒนาอาจเป็นโอกาสดี เช่น ในพื้นที่นั้นๆ มีโอกาสที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ เกิดหรือไม่ หรือมีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่ และสามารถวิเคราะห์ได้ว่าละแวกนั้นกำลังเติบโตหรือซบเซา
สุดท้ายแล้ว ก่อนเซ็นสัญญาเช่าระยะยาว ลองหาวิธีทดสอบตลาด ต้องศึกษาข้อมูลร้านที่เคยเปิดในทำเลนั้นก่อนหน้า สำรวจ และฟังเสียงจากคนในพื้นที่ ร้านของเราอาจไม่จำเป็นต้องเลือกทำเลที่แพงที่สุด แต่ต้องเป็นทำเลที่เหมาะสมกับคอนเซ็ปต์ร้านและกลุ่มเป้าหมายของร้านค้าเรา
