สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในแง่ผู้ทรงปรีชาสามารถ ทั้งด้านกฎหมาย การทูต การทหาร และงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะการทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและผู้ต้องขังหญิง ทรงมีบทบาททั้งในระดับประเทศและเวทีนานาชาติพร้อมกันได้อย่างโดดเด่น
พระอัจฉริยภาพของพระองค์
ด้านกฎหมาย
ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสองสาขา คือ ปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสอง และปริญญารัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และเคยทรงปฏิบัติหน้าที่ในสายงานอัยการจริง ตั้งแต่อัยการผู้ช่วย ไปจนถึงอัยการจังหวัด ได้รับขนานพระนามจากสื่อไทยและต่างประเทศในฐานะ “เจ้าหญิงนักกฎหมาย”

ด้านการต่างประเทศและสิทธิมนุษยชน
พระองค์เคยทรงเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำออสเตรีย และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา อีกทั้งทรงทำงานร่วมกับ UN ในประเด็นสิทธิสตรีและผู้ต้องขังหญิง จนเกิดแนวทางที่เรียกว่า “Bangkok Rules” ซึ่งเป็นข้อกำหนดสากลเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง

ด้านการทหาร
ทรงเข้ารับราชการฝ่ายทหารและได้รับพระราชทานพระยศ “พลเอกหญิงพิเศษ” รวมถึงเคยผ่านการฝึกกระโดดร่มแบบ Free Fall ของหน่วยรบพิเศษ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ใช้ความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจสูงมาก

ด้านกีฬา
ทรงมีความสามารถในการทรงม้าและทรงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนวงการกีฬาขี่ม้าของไทย โดยในอดีตทรงเคยฉลองพระองค์ทรงม้านำขบวนเปิดการแข่งขันขี่ม้าโปโลการกุศล และทรงสนับสนุนกิจกรรมกีฬาเยาวชนหลายโครงการ

ด้านงานสังคมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
พระองค์ทรงทำงานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เด็กและสตรีในเรือนจำ รวมถึงชุมชนห่างไกลอย่างต่อเนื่อง มีโครงการด้านการศึกษา อาชีพ และการฟื้นฟูผู้ต้องขังเพื่อกลับคืนสู่สังคม อาทิ ทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การบรรเทาทุกข์ การฟื้นฟูจิตใจ ไปจนถึงการส่งเสริมอาชีพเพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

