ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน หรือ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) ประจำปี 2568 ที่จัดทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group
นายยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจว่า ผู้บริโภคไทยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความมั่นใจต่อเศรษฐกิจกับการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และเริ่มเห็นว่าหลายคนหันมาใช้เงินกับเรื่องพัฒนาตัวเองและดูแลสุขภาพมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนอยากใช้ชีวิตให้มีความสุขในวันนี้ พร้อมเตรียมตัวสำหรับวันข้างหน้าไปด้วย
นายจอห์น วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ บีซีจี ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเริ่มกังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคก็ยังสามารถปรับตัวได้ โดยเลือกใช้จ่ายให้เหมาะกับสถานการณ์ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตต่อไป พร้อมกับสร้างความท้าทายใหม่ที่ทั้งผู้บริโภคและภาครัฐต้องร่วมกันรับมือ
คนไทยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและคุณภาพชีวิตมากขึ้น
นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายประจำวัน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 44 มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนใส่ใจเรื่องสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างยืนยาวมากขึ้น
โดยกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกษียณหลังอายุ 60 ปี ทั้งนี้ จำนวนเงินออมที่ต้องการเพื่อการเกษียณอย่างมั่นคงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป มีเป้าหมายเฉลี่ยที่ 3.9 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ตั้งเป้าเฉลี่ยไว้ที่ 10.5 ล้านบาท
ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย แนะนำให้วางแผนการเงินอย่างเป็นระบบเพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพหลังเกษียณ ทั้งการจัดงบประมาณด้านสุขภาพเชิงป้องกัน การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และการทำประกันเพื่อคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
โซเชียลมีเดียหนุนการมีส่วนร่วมมากกว่าสร้างยอดขายทันที
ผลสำรวจจาก ACSS 2568 ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 45 ซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แต่ร้อยละ 47 ใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อนานขึ้น หลายคนเข้าร่วมไลฟ์สตรีมเพื่อความบันเทิง เปรียบเทียบสินค้า และชะลอการตัดสินใจซื้อ แม้จะทำให้การสร้างยอดขายทันทีลดลง แต่กลับช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการจดจำแบรนด์มากขึ้น
ความมั่นใจทางการเงินเติบโตควบคู่กับพฤติกรรมการออมที่เปลี่ยนแปลงไป
ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทยร้อยละ 87 มีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตนเอง และกว่า 7 ใน 10 (ร้อยละ 74) มีการออมเงินมากกว่าร้อยละ 10 ของรายได้ โดยในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 88 ซึ่งข้อมูลจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สะท้อนถึงแนวโน้มนี้เช่นกัน โดยพบว่ายอดเงินฝากของลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเติบโตขึ้นร้อยละ 21 ขณะที่ลูกค้ากลุ่ม Gen Z มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเติบโตของจำนวนบัญชีเงินฝากในกลุ่มลูกค้ายูโอบี ด้วยการเปิดบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 48 สะท้อนความสนใจในการออมเงินของกลุ่มคนรุ่นใหม่
อย่างไรก็ตาม วินัยในการออมยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยร้อยละ 85 ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน ขณะที่ร้อยละ 76 ของ Gen Y และร้อยละ 82 ของ Gen Z ระบุว่า ความกดดันจากสังคมและเพื่อนเป็นอุปสรรคต่อการออมอย่างต่อเนื่อง
อ่านรายงานฉบับเต็มของผลการศึกษาความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาเซียน ปี 2568 ของยูโอบี ได้ที่
https://www.uobgroup.com/asean-insights/articles/acss-2025-thailand.page
