หากช่วงปี 2024–2025 คือเวลาที่ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยถูกคลื่นกระแสซัดเข้ามาพร้อมกันหลายระลอก ว่ากันว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่น้ำเริ่มลด และ “ภาพจริง” ของตลาดจะค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น
ใครว่ายน้ำเป็น จะยังยืนอยู่ ใครแค่ลอยตามกระแส จะเริ่มเห็นขอบสระ
ปีหน้า จึงไม่ใช่ช่วงเวลาของการเติบโตแบบหวือหวา แต่เป็นช่วงเวลาของการ “คัดกรอง” อย่างจริงจัง
…
อาจารย์อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแห่งวงการแฟรนไชส์ ฉายภาพทิศทางธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย ให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เป็นสื่อกลางถ่ายทอดในโอกาสนี้ ว่า ในปี 2026 แฟรนไชส์จากจีน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มราคาประหยัดอย่าง Mixue หรือแบรนด์ในแนวเดียวกัน จะยังไม่หายไปจากตลาดไทย แต่ภาพที่เห็นชัดขึ้น คือการ “หดตัวอย่างมีรูปแบบ”
กล่าวคือ สาขาที่อยู่ในทำเลเกรด C หรือทำเลที่พึ่งพาราคาเป็นหลัก จะเริ่มทยอยปิดตัวลง เพราะโมเดลลักษณะนี้ อยู่ได้จาก “ปริมาณและทราฟฟิก” มากกว่า “ความภักดีของลูกค้า”
เมื่อค่าเช่า ค่าแรง และการแข่งขันเพิ่มขึ้น สาขาที่ไม่มีทราฟฟิกจริงจะรับแรงกดดันไม่ไหว สุดท้ายจะเหลือเฉพาะสาขาที่อยู่ในทำเลเกรด A และ B ซึ่งมีทราฟฟิกสม่ำเสมอ และยังสามารถแบกรับต้นทุนได้
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่สัญญาณล้มเหลว แต่เป็นกระบวนการปกติของแฟรนไชส์ ที่ขยายเร็วเกินจังหวะตลาดความจริงจึงไม่ได้อยู่ที่ปลายสุดด้านใดด้านหนึ่ง หากแต่อยู่ตรงกลาง คือ ตลาดกำลังคัดกรอง
กูรูท่านเดิม กล่าวต่อ ถึงภาพรวมแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่มของไทยเอง ภาพในปี 2026 จะยังเป็นภาพของ “การเปิดและปิดสลับกันไป” แบรนด์ใหม่ยังเกิด แบรนด์เดิมบางส่วนจะหาย และบางแบรนด์จะค่อยๆ โตขึ้นอย่างเงียบๆ และสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือตลาดไม่ให้เวลาลองผิดลองถูกนานเหมือนเดิม
แบรนด์ที่เกิดใหม่ หากไม่มีระบบตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็น SOP, Supply Chain, Training หรือการควบคุมคุณภาพ จะถูกต้นทุนและการแข่งขันบีบอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่เข้าใจบทเรียนนี้ และลงทุนกับ “ระบบ” มากกว่าหน้าร้าน จะเริ่มยืนระยะได้ยาวขึ้น ปี 2026 จะไม่ใช่ปีของร้านที่หน้าตาดีอย่างเดียว แต่เป็นปีของร้านที่ “ทำซ้ำได้จริง” และ “ให้คนอื่นทำแทนได้โดยไม่พัง”
อาจารย์อมร กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ ที่เริ่มเห็นสัญญาณชัด คือ ธุรกิจการศึกษา แต่ไม่ใช่การศึกษาในระบบ และไม่ใช่ติวเตอร์สอบเข้าแบบเดิม การเติบโตจะมาในรูปของการศึกษาลักษณะ “สร้างทักษะเฉพาะทาง” กึ่งนอกระบบ เช่น ทักษะอาชีพ ทักษะดิจิทัล ทักษะการทำธุรกิจ และ Soft Skills ที่ระบบการศึกษาเดิมไม่สามารถตอบได้
ซึ่ง “โมเดล” เหล่านี้เหมาะกับแฟรนไชส์ เพราะสามารถออกแบบหลักสูตรให้เป็นระบบ วัดผลได้ และขยายได้โดยไม่ต้องพึ่งบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แม้จะไม่หวือหวา แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและมั่นคง
กูรูวงการแฟรนไชส์ไทย วิเคราะห์ต่อว่า ธุรกิจกลุ่ม Wellness ทั้งคลินิก ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และบริการสุขภาพเชิงป้องกัน จะยังเป็นกลุ่มที่เติบโตในระยะยาว แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากโครงสร้างประชากรและความตื่นตัวด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ปี 2026 จะไม่ใช่ปีของการขยายแบบรวดเร็ว เพราะหากต้องการทำให้ได้มาตรฐานจริง
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกลุ่มนี้ต้องใช้เงินลงทุนสูง บุคลากรเฉพาะทาง และอยู่ภายใต้ข้อกำกับจำนวนมาก ผลลัพธ์คือ เติบโตช้า เปิดไม่ถี่ แต่มีโอกาสยืนระยะยาวและสร้างความเชื่อมั่นสูง
และสำหรับ แฟรนไชส์ สาย Passive Income หรือ “เสือนอนกิน” อาจารย์อมร บอกว่า เป็นอีกหนึ่งกลุ่มใหญ่ที่ควรถูกพูดถึงในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็น ตู้ Vending Machine ร้านสะดวกซัก หรือ EV Charging Station
สิ่งที่เหมือนกันของธุรกิจเหล่านี้คือ การใช้เครื่องจักรแทนคน เปิดได้ตลอดเวลา และดูเหมือนไม่ต้องบริหารมาก แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ภาพจะชัดขึ้นว่า เครื่องจักรไม่เคยสร้างกำไรด้วยตัวเอง
“ตู้ Vending ที่ไปต่อได้ มักอยู่ในอาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงงาน คอนโด ที่มีผู้อยู่อาศัยจริง หรือสถานศึกษา และต้องมี Product Mix ที่ตอบ Pain Point ณ จุดนั้น ตู้ที่วางเพราะมีพื้นที่ว่าง หรือค่าเช่าถูก จะเริ่มเห็นยอดขายต่ำกว่าค่าเสื่อม กลายเป็นภาระมากกว่าสินทรัพย์ ในเชิงแฟรนไชส์ ตลาดจะเริ่มตั้งคำถามกับแบรนด์ที่ขายตู้ แต่ไม่ขายระบบ”
“ส่วน ร้านสะดวกซักยังไม่หายไป เพราะดีมานด์การซักผ้าไม่มีวันหมด แต่การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทำเลซ้อน และยอดต่อร้านลดลง ร้านที่อยู่รอดในปี 2026 จะไม่ใช่ร้านที่มีเครื่องมากที่สุด แต่เป็นร้านที่ใช้พื้นที่ได้คุ้ม เข้าใจพฤติกรรมลูกค้า และมีรายได้เสริมช่วยพยุง”
“ขณะที่ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า เป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานลงทุนสูง คืนทุนยาว และต้องพึ่งพาการใช้งานซ้ำจริง หากติดตั้งโดยไม่มี Ecosystem รองรับ จะกลายเป็นภาระต้นทุนระยะยาว มากกว่าสินทรัพย์สร้างรายได้ ปี 2026 จะเป็นปีที่ชัดขึ้นว่า EV Station ไม่ใช่แฟรนไชส์แบบค้าปลีก แต่เป็นบริการที่ต้องคิดเชิงระบบและระยะยาว” อาจารย์อมร วิเคราะห์อย่างนั้น
ก่อนส่งท้าย ถึง แฟรนไชส์กลุ่มบริการเฉพาะทาง ที่มีแนวโน้ม “โตเงียบ แต่กินยาว” คือ แฟรนไชส์บริการ เช่น บริการทำความสะอาด ล้างแอร์ กำจัดแมลง ดูแลบ้านและอาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่งทำเล ไม่แฟชั่น และมีรายได้แบบ Recurring หากระบบควบคุมคุณภาพแน่นพอ จะเป็นธุรกิจที่อยู่ได้นาน แม้ไม่หวือหวา
“ปี 2026 จะไม่ใช่ปีที่แฟรนไชส์ไทยพัง หรือพุ่งแรงพร้อมกันทั้งระบบ แต่จะเป็นปีที่ตลาดเริ่มพูดความจริงชัดขึ้น แฟรนไชส์ที่มีแต่เรื่องเล่า จะเหนื่อย แฟรนไชส์ที่มีระบบ จะยืนอยู่ และนักลงทุนที่แยกออกว่า กำลังลงทุนในแบรนด์ หรือ โครงสร้างธุรกิจ จะเป็นคนที่อยู่ในเกม ได้นานที่สุด” อาจารย์อมร สรุปอย่างนั้น
…
