Exclusive Featured SMEs

“ถักทอลมหายใจอีสานกว่า 700 ไร่” คุยกับ ‘จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม’ เปลี่ยนพื้นที่ให้ ‘วิถีอีสาน’ ตรึงใจทั่วโลก

บนพื้นที่กว่า 700 ไร่ คือที่ตั้งของ Jim Thomson Farm (จิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม) แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมพื้นถิ่นอีสานระดับโลก ที่เคยมีนักท่องเที่ยวมาเยือนเดือนละนับแสนคน

ฟาร์มแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งความภาคภูมิใจของลูกหลานชาวอีสานที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของรากเหง้าผ่านเกษตรกรรม ประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างร่วมสมัย พร้อมสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้ชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืน

ในคอนเทนต์ชุด “โอกาส” ธุรกิจเกษตร “Sentangsedtee – เส้นทางเศรษฐี X Technologychaoban – เทคโนโลยีชาวบ้าน” เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณต้อง บุตรศรีชา ผู้จัดการ จิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม ถึงจุดเริ่มต้น แนวคิดการพัฒนา และบทบาทของฟาร์มที่เติบโตเคียงข้างชาวอีสานตลอดหลายปีที่ผ่านมา

จากปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสู่จิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม 

คุณต้องเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเองว่า ก่อนมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมอีสาน จิมป์ ทอมสัน ส่งเสริมให้เกษตรกรในภาคอีสาน 18 จังหวัด ซึ่งมีสมาชิก 3,500 ครอบครัว ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานทอผ้า  

แต่ในหนึ่งปีจะมีช่วงลดการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จากการขาดแคลนน้ำ จึงปรับพื้นที่มาปลูกพืชชนิดอื่น โดยมีนักวิชาการเกษตรและพนักงานปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาช่วยกันทำ 

“สมัยก่อนเราปลูกฟักทอง 20-30 สายพันธุ์ ปลูกหลักๆ คือ บัตเตอร์นัท ส่วนพืชผักเกษตรอื่นๆ จะปลูกซูกินี และพืชที่สามารถเอามาแปรรูปได้” คุณต้องเล่าถึงช่วงปี 2542 ซึ่งเป็นปีแรกที่ฟาร์มเปิดให้เยี่ยมชม

โดยนำรายได้จากการขายผลผลิตมาเลี้ยงพนักงาน และจัดงานท่องเที่ยวช่วงวันเสาร์ถึงวันอาทิตย์ ประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม ซึ่งมีนักท่องเที่ยวมาเยือนวันละ 2-3 พันคน และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ประกอบกับช่วงปี 2547 เกิดสึนามิครั้งใหญ่ คนไม่ไปเที่ยวทะเล อำเภอวังน้ำเขียว เขาใหญ่ และจิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม จึงได้รับความนิยมมากในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะคนสนใจดูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดูการเกษตร ใน 365 วัน จึงมีคนมาดูงานเป็นร้อยคณะ ทำให้ต้องปรับรูปแบบมาจัดงานยาวเป็นเดือน 

โดยชูไฮไลต์การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น ฟักทองยักษ์ ทานตะวัน แปลงดอกคอสมอส ดาวกระจาย ต้นกระดาษ ปราสาทข้าว และสร้างหมู่บ้านอีสาน เช่น เรือนนางแป้ เรือนนางเอื้อย เรือนนางสาหร่าย เรือนนางอ้อยใจ เรือนนางแตงอ่อน ซึ่งตั้งตามชื่อเจ้าของบ้านที่ซื้อมา 

“เราต้องการให้เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต หมายความว่า เวลาจัดงานเราพยายามทำให้รู้ว่า คนอีสานสมัยนั้นอยู่ยังไง กินยังไง มีวิถีชีวิตยังไง” คุณต้องเล่าเสริม

ก่อนเล่าต่อว่า “ทำเรื่องอีสาน เพราะจิมป์ ทอมสัน หายใจเข้าออกเป็นอีสานอยู่แล้ว พื้นที่เราอยู่โคราชก็เป็นอีสาน เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็เป็นคนอีสาน เราสร้างตลาด สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้คนอีสานมาโดยตลอด ทั้งขายหน้าร้านเราเอง และส่งออก”

ความนิยมของจิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ คุณต้องเล่าว่า จากตอนแรกจัดฟาร์มทัวร์แค่ 20 วัน ต้องขยายไปถึงหนึ่งเดือน หรือหนึ่งเดือนครึ่งก็มี เป็นอีเวนต์ที่ยาวนาน เพราะคนมาเที่ยวเยอะ จากค่าผ่านประตูราคาถูก 

“นอกจากให้คนมาท่องเที่ยว ถ่ายรูปกับดอกไม้ มากินอาหารอีสานพื้นถิ่น ยังสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ เวลาเราผลิตผ้าไหม จะย้อมไหมเผื่อไว้ 3-5 เปอร์เซ็นต์ พอเหลือ เลยเอามาทอผ้าให้แตกต่างจากคอลเล็กชันที่ขายในรีเทล และมาทำเรื่องผ้าขาวม้า ผ้ามัดหมี่ ผ้าพันคอ รายได้หลักๆ ก็มาจากส่วนนี้ด้วย”

โดยจิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม เคยต้อนรับนักท่องเที่ยวมากที่สุดถึง 3 แสนคนต่อเดือน ในช่วงปี 2556-2558 จนพื้นที่รับไม่ไหว

และเริ่มซบเซาในช่วงก่อนโควิด ปี 2562-2563 มีนักท่องเที่ยวประมาณ 1.4-1.5 แสนคน ยิ่งในช่วงหลังโควิดปี 2564 การท่องเที่ยวและพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก จากนอนโรงแรมสู่กางเต็นท์ เที่ยวแบบครอบครัว และมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ทำให้ช่วงปี 2565-2566 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 6 หมื่นคน

ส่วนในปี 2568 จิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม หยุดพักการจัดงาน เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมภายในและปรับรูปแบบการจัดงานมาเป็นรูปแบบ ฟาร์ม เฟสติวัล ทุกๆ 2 ปี โดยจะกลับมาพบกันอีกครั้ง ในเดือนธันวาคม 2569 เช่นเดิม

อีสาน คือสังคมเกษตร

จากจิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม คุณต้องสะท้อนว่าอีสานคือสังคมเกษตร ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ อย่าง บุญข้าวจี่ บุญข้าวสาก ก็อยู่บนพื้นฐานของเกษตร คนอีสานโบราณจึงเติบโตมากับสังคมเกษตร 

“สมัยก่อนผมเป็นเด็ก เขาไม่เรียกปิดเทอม แต่เรียกปิดดำนา ปิดเกี่ยวข้าว เดือนพฤษภาคม ถ้าฝนยังไม่ตก ก็ยังปิดไม่ได้ พอฝนตก น้ำขังตามนา ผู้ใหญ่บ้านจะเดินไปหาครูใหญ่ บอกให้ปิดดำนาได้แล้ว ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน เพื่อให้ลูกหลานไปช่วยทำไร่ทำนา พอถึงฤดูเกี่ยวข้าว ก็ต้องปิดเกี่ยวข้าว สมัยก่อนเราทำนาไว้กิน กินเหลือแบ่งปัน ทำบุญ แล้วถึงจะเอาไปขาย”

คุณต้องแชร์ให้ฟังอีกว่า “คนโบราณพึ่งพาตัวเอง เวลามีอะไรจะไหว้เทวดา ภูตผี และบรรพชน เพื่อเป็นกำลังใจ ไม่ได้งมงาย อย่างทำบุญคูณลาน ปีไหนได้ข้าวเยอะก็นิมนต์พระไปสวด เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ขอให้ข้าวอุดมสมบูรณ์อย่างนี้ตลอดไป 

หลังจากนั้นพอได้ข้าวคูณลานเสร็จ เอาข้าวขึ้นยุ้ง ขึ้นเล้าเสร็จ ก็เอาข้าวไปให้ทาน เพราะสมัยก่อนคนไม่ค่อยมีเงิน มีแต่ของ ก็เอาข้าวไปบริจาคให้วัด วัดได้ข้าวเยอะก็ฉลอง เรียกว่าบุญกุ้มข้าวใหญ่ หลังจากนั้นเอาข้าวไปขาย แล้วเอาเงินมาบูรณะวัด อย่างนี้แหละ คือสังคมเกษตรกรรม หากินอยู่กับธรรมชาติ ฤดูกาล และท้องถิ่น”

จากสมัยก่อนสู่ปัจจุบัน คุณต้องบอกว่า บ้านเมืองเจริญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านวัตถุ หรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จากลำห้วยกลายเป็นคลอง ทุกคนต้องไปเจาะบาดาลมาทำนา แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ผิด ถ้าเปลี่ยนแปลงในด้านดี เรียกว่าการพัฒนา

การท่องเที่ยวก็เช่นกัน สมัยก่อนจัดการท่องเที่ยว เพื่อให้คนต่างวัฒนธรรมาดู เช่น คนกรุงเทพฯ และคนจากที่อื่น แต่ปรากฏว่าตอนนี้จัดเพื่อให้ลูกหลานคนอีสานหรือคนต่างวัฒนธรรมมาเที่ยวชม

“ไม่อยากให้เขาลืมรากเหง้าของบรรพชนเขาว่าเป็นยังไง เราต้องการอนุรักษ์ให้คนมาดู ว่าเราทำแบบนี้ คือความดั้งเดิมนะ เพราะอดีตมาสู่ปัจจุบัน ปัจจุบันไปสู่อนาคต” คุณต้องบอกอย่างนั้น

ลูกหลานผลัดถิ่น ทำงานไกลบ้าน

จากความเป็นสังคมเกษตร ทุกวันนี้ลูกหลานอีสานหลายคนผลัดถิ่นไกลบ้าน เดินทางไปหางาน หารายได้เลี้ยงตัวและครอบครัว คุณต้องเล่าว่า ปีแรกๆ ที่เขาเข้ากรุงเทพฯ ชุมชนของคนอีสานกับคนภาคเหนือเยอะที่สุดอยู่ที่สำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ เพราะแถวนั้นเป็นโรงงานอุตสาหกรรม 

“แถวพระประแดง สำโรงเหนือ แพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ ล้วนเป็นคนต่างถิ่น ก็อยากจะให้กลับมาดูสิ ผมยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง ซุบหน่อไม้ จริงๆ ถ้าคนอีสานกินซุบหน่อไม้ ต้องเอาหน่อไม้สดไปเผา แล้วทำเป็นเส้น เอาไปต้มใส่ใบย่านาง เผาหอม เผาพริกสด ตำ แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า ใส่งากับขิง นี่คืออาหารดั้งเดิมของคนอีสานสมัยก่อน

แต่พอไปอยู่กรุงเทพฯ ก็จะเป็นรถเข็นขายตามซอย ที่มีคนอีสานเยอะแยะ เลยไปขายซุบหน่อไม้ แต่หาหน่อไม้สดไม่ได้ เลยเอาหน่อไม้ปี๊บมาใช้ ซึ่งมันเปรี้ยว เครื่องปรุงเราจะไปหาที่ไหนล่ะ ใบย่านาง ใบขิง มันก็อยู่ข้างๆ เครื่องปรุงลาบ มีพริกป่น หอมแดง สะระแหน่ เอามาใส่ จริงๆ เขาเรียกว่าก้อยหน่อไม้

พอลูกหลานกลับจากกรุงเทพฯ มาทำให้ผมกิน ผมบอกว่าซุบหน่อไม้มันต้องทำอย่างนี้นะ เขาบอกว่าลุง บ้าเหรอ ซุบหน่อไม้เขาทำอย่างนี้ มันเป็นวัฒนธรรมของจริง แต่เวลาเราเอาไปต่างถิ่น เราก็ต้องปรับ ลูกหลานเราก็ไปจำมาทำให้เรากินที่อีสาน พอเราบอกว่าไม่ใช่ เด็กก็ด่าว่าเราไม่รู้เรื่อง ทั้งที่มันเป็นของอีสานดั้งเดิม” คุณต้องเล่าให้ฟัง

สร้างรายได้ให้ลูกหลานชาวอีสาน

อย่างที่คุณต้องบอกไว้ในตอนต้น จิมป์ ทอมสัน สร้างอาชีพและรายได้ให้คนอีสานมายาวนาน  ในส่วนของฟาร์มแห่งนี้ก็เช่นกัน 

“เราใช้นักเรียนมัธยมจากโรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม โรงเรียนปักธงชัยประชานิรมิตมาเป็นไกด์ทัวร์ สนุกสนานมาก เด็กจะแย่งกัน บางคนไม่เคยถือไมค์ก็จะมาพูด เด็กแถวนี้กึ่งลาวกึ่งโคราช พูดเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา คนกรุงเทพฯ ได้ยินมักจะบอกว่าพูดไม่ชัด แต่บางคนบอกว่านี่คือเสน่ห์ เราไม่ต้องการเอามัคคุเทศก์มืออาชีพมาพูด เราต้องการสร้างเด็ก บางคนทุกวันนี้ไปเป็นครู ไปเป็นพิธีกรงานศพก็มี

พวกตาๆ ยายๆ หนุ่มสาวแถวนี้ก็ได้ทำงาน คนที่เคยทำนา ทำอะไรเสร็จเรียบร้อย ก็จ้องจะมาทำงานกับจิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม เพราะมีอีเวนต์หนึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนครึ่ง ได้แสดงในสิ่งที่เป็นตัวตน 

ปีหนึ่งสมัยก่อนเรารับคน 300-400 คน ส่วนประเพณีวัฒนธรรมบางอย่าง ต้องไปเอาคนขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม มาแสดงที่นี่ เราไม่ต้องเขียนบทให้ เขาจะพูดตามวิถีชีวิตเอง นึ่งข้าวเหนียว ทำอ่อม ไม่ต้องสอนเลย

ชุมชนมโดยรอบก็ได้รับประโยชน์ ข้างนอกระหว่างทาง มีมะละกอ มีอะไรต่างๆ ก็มาวางขาย แล้วลูกหลานได้ทำงาน เป็นที่ฝึกงานอีกแห่งหนึ่ง” คุณต้องเล่าให้ฟังถึงการสร้างงานให้ลูกหลานชาวอีสานและชุมชนโดยรอบ

การวางธีมงานแบบจิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม

จิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม เปิดให้เยี่ยมชมปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งในแต่ละปีจะมีการวางรูปแบบงาน ด้วยธีมที่แตกต่างกัน เช่น สุดสะแนนแดนอีสาน มังมูนบุญข้าว หรือ อีสานเอิ้นหา โดยมีการแสดงศิลปะ Art on Farm เป็นไฮไลท์ทุกปี ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายของความเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมอีสาน

คุณต้อง เล่าถึงการจัดงานว่า แต่เดิมมีเพียงการปลูกพืช ปลูกดอกไม้ ให้คนมาถ่ายรูป มากินอาหารอีสานแบบมีความสุข แต่ช่วงหลังมีสื่อถามว่าธีมคืออะไร ไฮไลต์ของปีนี้คืออะไร ยอมรับว่าคิดไม่ออก เพราะปลูกฟักทองเหมือนเดิม มีผ้าขายเหมือนเดิม จึงต้องเริ่มคิดกันใหม่

“เราคุยกันกับทางประชาสัมพันธ์ Art on Farm สถาปนิก และผม สมัยก่อนเราทำอยู่ 3 อย่างสลับกัน หนึ่ง ทำเรื่องเกษตร เช่น มังมูนบุญข้าว, เต๋อเติน เวินวัง สอง ทำเรื่องผ้า เช่น วิ่งคักแท้แท้ แพรอีโป้ สาม ทำเรื่องวัฒนธรรม เช่น สุดสะแนนแดนอีสาน, ออนซอนหลาย ลายผ้าอีสาน

มาช่วงหลังเราก็เริ่มมีธีม มีไฮไลต์ ก็คิดกันนี่แหละ ปีนี้จะเทรนด์อะไร ถ้าพูดเรื่องเกษตร บางปีเราก็เอาหม่อนอีสาน เอาข้าวมาหลายสายพันธุ์ ถ้าเป็นเรื่องวัฒนธรรม ก็จะเอาการแสดงเข้ามา มีหมอลำ มีการประกวดแคน” คุณต้องแชร์ให้ฟัง

ปรับตัวตามการเปลี่นแปลง

สุดท้ายนี้ ถามถึงการปรับตัวของ จิมป์ ทอมสัน ฟาร์ม ท่ามกลางพฤติกรรมและเทรนด์การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป จนอาจจะไม่ได้เห็นจำนวนนักท่องเที่ยวหลักแสนคนได้แล้ว 

“เราพยายามดึงกลุ่มนักท่องเที่ยว Gen Z มา แต่ Baby boomer วัยเกษียณ ยังเข้ามาเยอะอยู่ เอาพื้นที่ตรงนี้พาครอบครัว สัตว์เลี้ยงมาจูงเล่น เราทิ้งคนพวกนี้ไม่ได้ พื้นที่ฟาร์มนี้เหมือนลูกสาวพาพ่อแม่มาเที่ยว”

คุณต้องบอกว่า ฟาร์มจะปรับตัวสู่การเป็นฟาร์มเฟสติวัลมากขึ้น รวมทั้งปรับระยะเวลาการจัดงานฟาร์มทัวร์ให้สั้นลง และเปิดให้คนเข้ามาจัดอีเวนต์ 

และหากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการอยากทำแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมอีสานแบบนี้บ้าง คุณต้องแนะว่า ต้องมีแปลงทดลองปลูก หากนำดอกไม้ต่างถิ่นมาปลูก ไม่ใช่แค่ทดลองดิน น้ำ แต่ทดลองอากาศด้วย และความจริงแล้ว ชาวบ้านก็ทำเยอะ บางคนตั้งร้านกาแฟ ปลูกดอกไม้ เรื่องเกษตรคนเหล่านี้มีพื้นฐานอยู่แล้ว จึงแนะนำให้ทดลองก่อน 

“สิ่งสำคัญอย่าทำใหญ่ไปหาเล็ก ให้ทำเล็กไปหาใหญ่ดีกว่า อันไหนดีให้ทำต่อ” คุณต้องฝากไว้

Related Posts

MK GROUP สยายปีกอาณาจักรสุกี้ครบทุกเซกเมนต์ ตั้งเป้าโต 12%
สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น
“โก๋แก่” แตกไลน์เปิดตัว “โก๋นมถั่ว” (Nut Milk Bar) พร้อมเมนูถั่วสุดฟิน ปักหมุดสาขาใหม่ “ซีคอนบางแค” 1 มิ.ย. นี้!