หากย้อนกลับไปประมาณ 8 ปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่ “หมาล่า” ยังไม่ได้เป็นสิ่งที่คุ้นหูสำหรับคนไทย แต่มีร้านเล็กๆ ร้านหนึ่งที่ค่อยๆ เติบโตท่ามกลางความไม่เข้าใจนั้น จนปัจจุบันกลายเป็นร้านที่ลูกค้ายอมต่อคิวยาวแทบจะทุกสาขาที่ไปเปิด
วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณยุ้ย เจ้าของร้าน Hotpot Man ถึงเบื้องหลังการปั้นแบรนด์หมาล่าให้มียอดขายเติบโต 300%
แต่เดิม “คุณยุ้ย” เคยเป็นพนักงานประจำมาก่อน และแทบจะไม่มีประสบการณ์ด้านการทำอาหารมาก่อนเลย จนได้มาเจอกับ “คุณเจ” ที่เป็นชาวจีน และมีสูตรหมาล่าเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ จึงเกิดเป็น Hotpot Man (ฮอตพอต แมน) ร้านชาบูหมาล่าที่อยู่มานานกว่า 8 ปี
เธอเล่าว่า ช่วงแรกที่เปิดร้านใหม่ๆ คนไทยหลายคนแทบจะไม่รู้จักหมาล่าเลย บวกกับตอนนั้นในไทยมีเพียงร้านหมาล่าเสียบไม้ และมีร้านชาบูหมาล่าเพียงไม่กี่แห่ง ทำให้ช่วงนั้นเป็นความท้าทายในการทำธุรกิจอย่างมาก และลูกค้าคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายค่าน้ำซุป
“ในช่วงแรกลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย บวกกับการที่เราทำการตลาดไม่ค่อยเป็น ทำให้ร้านยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก”
หลังจากนั้นไม่นานแบรนด์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เนื่องจากการเข้ามาของแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง ‘Haidilao’ ร้านหมาล่าเจ้าดังที่เข้ามาเปิดสาขาแรกในไทย ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มรู้จักและเข้าใจหมาล่ามากขึ้น จนทำให้ลูกค้าเริ่มมองหาร้านอื่นๆ ในตลาด
ต่อมาเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญ โดยมาจากกลุ่มเฟซบุ๊ก ชื่อว่า “สมาคมหมาล่าแห่งประเทศไทย” ที่ช่วยสร้างกระแสรีวิว จนทำให้ ‘ฮอตพอต แมน’ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และในช่วงปี 2022-2023 ซึ่งเป็นช่วงหลังโควิด มีการเข้ามาของเทรนด์กระแสหมาล่า ที่มาแรงจนทำให้ช่วงนั้นมีร้านหมาล่าเปิดใหม่ทุกวัน
แม้ว่าปัจจุบันการแข่งขันในตลาดจะยังคงดุเดือด แต่คุณยุ้ยมองว่าร้านของเธอเป็นเพียงผู้เล่นรายเล็กที่ยังต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตอนนี้ต้องเผชิญอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งการเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่ รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน แต่ทางร้านก็ยังคงเลือกที่จะตรึงราคาไว้ เพื่อไม่ให้กระทบลูกค้า
“ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยนะ แต่เราก็ยังโชคดีที่ยังมีลูกค้าส่วนหนึ่งสนับสนุนเรา แต่คิดว่าปีนี้ต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะค่ะ” เธอกล่าว
กระแสตอบดี…ลูกค้าต่อคิวยาว
หนึ่งในกลยุทธ์ที่สร้างความต่างให้ฮอตพอต แมน คงหนีไม่พ้นการจัดโปรโมชัน “น้ำซุปฟรี 3 วันแรก” ในช่วงเปิดสาขาใหม่
“ย้อนกลับไปตอนเวลาเปิดสาขาใหม่จะมีโปรโมชันน้ำซุปฟรี 3 วันแรก เพราะเราอยากขอบคุณลูกค้าที่สนับสนุนเราทุกครั้งในการเปิดสาขาใหม่ แล้วช่วงนั้นลูกค้าจะเยอะมากๆ ทำให้เราเกรงใจที่ต้องมาต่อคิวรอที่สาขาใหม่ เราเลยจัดโปรฟรีน้ำซุปทุกสาขา เพื่อเป็นการกระจายลูกค้า ไม่ต้องมารอคิวเฉพาะสาขาใหม่”
ถ้าให้พูดถึงเรื่องการจัดโปรโมชัน คุณยุ้ยบอกว่า ฮอตพอต แมนเป็นร้านที่จัดโปรโมชันน้อยมากๆ เนื่องจากเป็นเจ้าเล็ก อาจจะไม่สามารถนำโปรโมชันมาสู้กับเจ้าใหญ่ๆ ได้ แต่ในความที่เป็นเจ้าของร้าน แค่เปิดร้านวันแรกแล้วมีคนมาต่อคิวก็รู้สึกดีใจมากๆ แล้ว
ก่อนจะเล่าต่อว่า “เรารู้สึกดวงดี ลูกค้ารักเรา เพราะยุ้ยคิดว่าทุกร้านก็ทำดีเหมือนกันหมด แต่ที่เราอยู่ได้อาจจะเพราะดวงดี ดวงแข็ง”
ต่อมาในเรื่องของการเลือกทำเลก็เป็นส่วนสำคัญ โดยจะต้องเลือกจากความเหมาะสม ขนาดพื้นที่ และที่สำคัญต้องดูเรื่องของฮวงจุ้ยด้วย
เธอเล่าว่า “ตอนที่เปิดช่วงแรกก็คิดว่าอยากจะขยายสาขา แต่ไม่คิดว่าเลยว่าทุกวันนี้ ทุกสาขาจะมีคนมารอคิว ซึ่งอันนี้เกินความคาดหมายของเราจริงๆ เราเลยอยากขอบคุณตัวเอง ขอบคุณลูกค้า และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากๆ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตทำให้ได้เปิดร้านอาหารที่พอขยายสาขาไปที่ไหน ก็มีลูกค้ามาต่อคิว ทำให้เจ้าของร้านก็ดีใจ”
ปัจจุบัน Hotpot Man มีทั้งหมด 11 สาขา และมีสาขาที่เป็นดีลิเวอรีอีก 3 แห่ง ได้แก่ ประเวศ ประชาชื่น โคราช และอนาคตมีแผนที่จะขยายเพิ่มอีก 2 สาขาในกรุงเทพฯ ได้แก่ รังสิตกับมีนบุรี
2026 ปีแห่งความท้าทาย
แม้ปีนี้จะเป็นปีที่สร้างความท้าทายให้กับผู้ประกอบการหลายคน แต่หากมองย้อนกลับไปถึงวันแรกจนปัจจุบัน ‘ฮอตพอต แมน’ ถือเป็นอีกหนึ่งร้านที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะธุรกิจมีการเติบโตต่อเนื่องประมาณ 200-300%
ถ้าถามถึงความยากในการทำธุรกิจตอนนี้ คุณยุ้ยมองว่า ตอนนี้มีคู่แข่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งบางร้านที่ไม่ได้ขายชาบูก็ยังมีหมาล่า ทำให้เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย รวมถึงในทุกๆ ธุรกิจ เป็นไปไม่ได้เลยว่าจะไม่มีคู่แข่ง
“ตอนนี้เข้าสู่ปีที่ 9 ก็รู้สึกว่าเป็นปีชง คู่แข่งเยอะไม่พอ มีสงครามเข้ามา Food Cost ก็สูง ทำให้รู้สึกว่าปีนี้เป็นปีชงของเรา แต่ก็ต้องสู้ต่อไปเพราะว่าลูกค้ารักเราเหมือนเดิม”
อนาคตกระแสหมาล่า
“เราไม่เคยมองว่าหมาล่าเป็นเทรนด์ เพราะเราเปิดมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว และไม่รู้ว่ามันจะหายไปเมื่อไหร่ บางคนอาจจะมองว่าร้านเราเป็นกระแส เพราะเพิ่งรู้จักเราตอนเป็นกระแส แต่ตอนที่ไม่มีกระแสเราก็อยู่ของเราแบบนี้แหละ จนช่วงนี้กระแสมันหายไปเราก็อยู่ของเราแบบนี้ ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย”
ก่อนจะทิ้งท้ายถึงน้ำซุปขายดี Top 3 ที่อยากให้ไปลอง ได้แก่ แจ่วฮ้อน, หมาล่าต้นตำรับ และน้ำดำ
