ข่าววันนี้

ช้างทองคำบุกกาแฟขี้ช้าง ตั้งเป้า 400 ล.

ช้างทองคำผู้ผลิตกาแฟขี้ช้างสบช่องหารายได้ช่วยเหลือศูนย์ช้างมหาสารคาม จับมือผลิตกาแฟขี้ช้าง เผยตลาดต้องการสูง ราคาพุ่ง 4 หมื่นบาท ต่อกิโลกรัม เจาะตลาดพรีเมี่ยม ไต้หวัน สิงคโปร์ ต้องการสูง เผยปี 2561 ตั้งเป้ารายได้ 400 ล้านบาท เตรียมแผนเพิ่มช้างเข้ามาอนุรักษ์ ดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวมหาสารคาม


นายธนบดี พรหมสุข
 ประธานกรรมการ บริษัท ช้างทองคำ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกาแฟจากขี้ช้าง จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปีที่ผ่านมาสามารถผลิตเมล็ดกาแฟได้ 4 ตัน แบ่งเป็นการจำหน่ายในประเทศ 2 ตัน และส่งออกไปต่างประเทศอีก 2 ตัน ได้แก่ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และฟินแลนด์ มียอดขายรวมประมาณ 50-60 ล้านบาท และในปีนี้มีเมล็ดกาแฟอยู่ในสต๊อกที่จะนำมาทำการผลิตรวม 12 ตัน ซึ่งคาดว่าในปี 2561

จะผลิตเป็นกาแฟขายได้มูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท โดยเตรียมส่งออกประมาณ 6 ตัน ส่งขายผ่านตัวแทนจำหน่าย 3 ตัน และรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมอีก 3 ตัน คิดเป็นสัดส่วนการขายภายในประเทศ 50% และการส่งออก 50%

ทั้งนี้ กาแฟช้างทองคำจากขี้ช้าง เป็นกาแฟอราบิก้าของสวนยาหลวง ที่สั่งซื้อมาจากจังหวัดน่าน อำเภอท่าวังผา เป็นเมล็ดพันธุ์กาแฟชั้นดีมีคุณภาพ เมื่อนำมาโปรเซสผ่านช้าง มีราคาตกอยู่ที่ 35,000-40,000 บาท/กิโลกรัม กล่องขนาด 100 กรัม ราคา 3,500 บาท และขนาด 50 กรัม หรือบรรจุ 5 ซอง ราคา 1,800 บาท มีตัวแทนจัดจำหน่ายผ่านร้านมิสเตอร์คอฟฟี่ ทุกสาขา ในภาคตะวันออก ส่วนภาคกลางจัดจำหน่ายที่ปางช้างเผือก ที่อำเภอดำเนินสะดวก โดยมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ กลิ่นหอม รสชาติไม่ขมบาดลิ้น ไม่มีรสฝาดหรือรสเปรี้ยว

นายธนบดี กล่าวอีกว่า สำหรับธุรกิจกาแฟขี้ช้างนั้นเริ่มต้นมีมาจากจังหวัดเชียงราย หลังจากเป็นข่าวโด่งดังจึงมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้เพื่อดูแลช้าง เมื่อจังหวัดมหาสารคามก็มีช้างอยู่แล้ว เป็นศูนย์ดูแลช้างที่สวนป่าพุทธสถานสุประดิษฐ์เมธี ดูแลโดยหลวงปู่ครูบาธรรมมุนี ทางบริษัทจึงเริ่มทำวิจัยโดยการลองผิดลองถูกในการทำกาแฟขี้ช้างอยู่ประมาณ 2 ปี หาหนทางเพื่อขจัดปัญหาเรื่องกลิ่น กระทั่งค้นพบสมุนไพร ที่ช้างสามารถกินได้ ดีต่อสุขภาพ แก้ปัญหาเรื่องท้องผูกท้องเสีย และทำให้ขี้่มีกลิ่น จากนั้นได้นำผลผลิตไปตรวจสอบทางเคมีในแล็บของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้รับรองมาตรฐาน จึงเริ่มทำการผลิตอย่างจริงจัง แต่ด้วยกรรมวิธีในการทำค่อนข้างยาก และผลผลิตค่อนข้างน้อย ซึ่งในประเทศไทยที่ทำกาแฟขี้ช้างมีอยู่เพียง 3 รายเท่านั้น ทำให้ราคาแพง แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะไต้หวัน และสิงคโปร์ ที่มีความต้องการ 30-40 ตัน ต่อปี

“เราเพิ่งเริ่มโปรโมตจริงจังในปีนี้ ปัจจุบันมีช้าง 9 เชือก ตั้งเป้าว่าจะนำช้างเข้ามาอนุรักษ์เพิ่มในปีหน้า เราเป็นนิติบุคคลที่เลี้ยงช้างเพื่อการอนุรักษ์ ไม่ใช่เลี้ยงเพื่อธุรกิจ ไม่มีการใช้งานช้างหรือการจัดแสดง ช้างจะกินเมล็ดกาแฟในช่วงฤดูกาล ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนมกราคม เท่านั้น และสามารถกินได้ไม่เกิน 5-10% ต่ออาหารหลัก 300-600 กิโลกรัมต่อตัว/วัน แล้วแต่ขนาดตัวและน้ำหนัก ปริมาณกาแฟจะกินได้ไม่เกินวันละ 50-60 กิโลกรัม/วัน ที่เหลือจะเป็นหญ้าเนเปียร์”

นายธนบดี กล่าวต่อว่า ตั้งใจอยากให้มหาสารคามเป็นจังหวัดในการเลี้ยงและดูแลช้างอย่างแท้จริง ซึ่งตอนนี้เรากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ในมหาสารคามแล้ว แต่ไม่ใช่ธุรกิจหรือสวนสัตว์และไม่ต้องไปแข่งกับใคร นักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนได้โดยไม่เสียค่าเข้าชม และรายได้จากการขายกาแฟจะส่งผลถึงช้างในความดูแลทุกตัว ซึ่งจะเป็นการผลักดันสินค้าไปสู่ตลาดพรีเมี่ยมและนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ขึ้นไป ควบคู่ไปกับการตั้งปณิธานเพื่อช่วยเหลือช้างได้ในส่วนหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีการทำธุรกิจกาแฟขี้ช้างอยู่ 3 ราย คือ กาแฟขี้ช้าง Black Ivory Coffee จังหวัดเชียงราย กาแฟขี้ช้างจากปางช้างแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และกาแฟช้างทองคำของ จังหวัดมหาสารคาม หนึ่งเดียวในภาคอีสาน

Related Posts

คุณวีระอนงค์ กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Ba
“อภัยภูเบศร” ชู 16 กลุ่มสมุนไพรเป็น “เกราะป้องกันสุขภาพ” ในภาวะฉุกเฉิน
LINE MAN เผยคนแห่ใช้ “ไทยช่วยไทย พลัส” สั่งดีลิเวอรีทะลุ 1.2 ล้านคน