ถนนพระราม 2 ที่รายล้อมไปด้วยบ้านเรือนและฝุ่นควันจากการเดินทาง ใครจะไปคิดว่าจะมีร้านฟาร์มคาเฟ่กึ่งสวนสไตล์อังกฤษและนอร์ดิกซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในซอยย่านบางขุนเทียน ที่ซึ่งเมื่อเปิดประตูเข้ามา ภาพของเมืองใหญ่จะถูกลบเลือนไปแทนที่ด้วยความร่มรื่นของแมกไม้และผีเสื้อที่ตอมดอกไม้เต็มสวน
พื้นที่นี้เกิดจาก คุณยุ้ย-อภิรดี นกสุวรรณ และ คุณแหม่ม-พัฐพศิญา ทิพย์สุมณฑา รุ่นพี่รุ่นน้องจากคณะพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตร ลาดกระบัง เจ้าของฟาร์มคาเฟ่ทำสวนกับมาดาม ที่ทั้งคู่เริ่มทำจากจุดเล็กๆ นั่นคือการปลูกในบ้าน จนขยายมาเป็นคาเฟ่ที่สามารถสร้างรายได้มากกว่า 1 ทาง

Chapter 1 : เมล็ดพันธุ์แรก
เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 เป็นช่วงที่ทุกคนต้องอยู่บ้าน เช่นเดียวกับคุณยุ้ย เมื่อเธอต้องทำงานที่บ้าน จึงเริ่มหากิจกรรมเล็กๆ ทำ โดยเริ่มจากการปลูกผักในโรงรถ จนเธออยากจะมีที่ในการปลูกเพิ่มมากขึ้น
ด้าน คุณแหม่ม พาร์ตเนอร์ที่ทำธุรกิจร่วมกันจึงเริ่มเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นให้เส้นทางเศรษฐีฟังว่า
“ยุ้ยเขาเป็นชอบปลูกต้นไม้มาก เริ่มต้นปลูกมาทุกอย่าง ตั้งแต่กระแสแค็กตัสฟีเวอร์ ยุ้ยก็เป็นแกนนำ ปลูกทุกสปีชีส์ ทุกซีรีส์ เขาจะมีหมด พอมาเป็นผัก ยุ้ยก็เป็นคนเอาผักที่เราไม่รู้จักมาปลูก ยกตัวอย่างเช่นผักเคล มันดังมากในต่างประเทศ แล้วเป็นผักที่มีประโยชน์มาก ยุ้ยเขาก็ลองปลูกที่บ้าน แล้ววันหนึ่งเขาก็บอกว่าที่บ้านพื้นที่มันไม่พอแล้ว”
เมื่อพื้นที่รอบบ้านเริ่มคับแคบ จึงทำให้คุณยุ้ยต้องหาพื้นที่เพื่อขยายแปลงผักนี้ จนได้มาเจอกับ ‘สวนป่ากระถินรกร้าง’ ซึ่งเป็นที่ดินเดิมของคุณอาที่อยู่ในเส้นถนนพระราม 2
แต่เมื่อคุณแหม่มมาเห็นก็พูดว่า “ที่นี่มันคือพระราม 2 อะยุ้ย แล้วดินมันจะใช้ได้หรอ” เหตุผลที่ถามเช่นนั้น นั่นก็เพราะดินที่นี่จะเป็นดินเค็ม น้ำเค็ม เมื่อขุดบ่อหวังจะนำน้ำมาใช้แต่กลับใช้ไม่ได้ ซึ่งช่วงแรกเธอนำไปรดน้ำผักสลัด ทำให้สลัดมีรสเค็มไปเลย
ทั้งคู่จึงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ โดยสั่งดินมาจากอยุธยาและราชบุรี นำขี้วัว ขี้ไก่ แกลบเก่ามาหมักเอง ผสมเอง เพื่อให้ได้ดินได้ปุ๋ยที่ดี จนทำให้พืชผักและดอกไม้ที่นี่เป็นออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์

Chapter 2 : รสชาติของความสุข
สำหรับคุณยุ้ยนั้น หัวใจของการทำฟาร์มไม่ได้อยู่ปริมาณผลผลิต แต่อยู่ในช่วงเวลาที่เธอนั้นได้เห็นเมล็ดพันธุ์เติบโต
“จากผักที่เราปลูก เริ่มตั้งแต่เพาะเมล็ด พอกินจากสิ่งที่ปลูกเองแล้วความอร่อยมันจะเพิ่มขึ้นไปอีกร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ทำให้เราก็อยากแบ่งปันให้เพื่อน ให้คนรู้จักได้กิน แล้วมั่นใจแน่นอนว่าปลอดภัย”
คุณยุ้ยเล่าว่า ส่วนใหญ่เราทุกคนอยากจะกินผักเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แต่ทุกวันนี้พอได้ไปดูจริงๆ บางครั้งสารเคมีตกค้างเยอะมาก แทนที่จะกินผักให้แข็งแรง กลับกลายเป็นว่าเรากินสารเคมีเข้าไปแทน
เมื่อผักโตจนเริ่มกินไม่ทัน ทั้งคู่จึงแพ็กใส่ถุง และนำไปแจกจ่ายให้เพื่อนร่วมงานที่ออฟฟิศ จนทุกคนต้องตกตะลึงว่าอันนี้คือผักอะไร ทำไมกินแล้วอร่อยมาก
ด้านคุณแหม่มเล่าต่อว่า
“เราก็คือปลูกแล้วก็กินเอง แล้วก็คิดว่ามีประโยชน์ อย่างเคลเนี่ยมันมีประโยชน์มากเลยนะ ถ้าได้กิน มันคือควีนออฟกรีน เป็นราชินีของผักใบเขียว ประโยคนี้มันดูยิ่งใหญ่ เราฟังแล้วอิน เลยคิดว่าถ้ามันขนาดนี้แล้ว เราต้องสื่อสารออกไปให้คนได้รู้นะว่ามันมีประโยชน์ มันช่วยอะไรคนได้บ้าง จึงกลายเป็นคอนเซ็ปต์ของเราที่รู้สึกว่าอยากจะแบ่งปัน”

Chapter 3 : จัดสรรพื้นที่ 1 ไร่
ด้วยข้อจำกัดที่ทั้งคู่ยังทำงานประจำกันอยู่ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ ทำให้มีเวลาเข้ามาดูแลสวนเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ ทำให้การบริหารพื้นที่ 1 ไร่ จึงต้องใช้การวางระบบเข้ามาช่วย ซึ่งที่นี่จะมีการวางสปริงเกลอร์ทั้งสวน เพื่อที่จะให้เปิดน้ำตอนไหนก็ได้ บวกกับแปลงผัก จะเป็นการปลูกบนโต๊ะ เพื่อที่จะจัดการง่าย ไม่ต้องขุดแปลงทุกครั้งที่เก็บผลผลิต
“เราปลูกผัก เขาต้องการแดดเต็มวัน ฉะนั้นเราจะวางแปลงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว เราเลยต้องตั้งขวาง เพราะตะวันขึ้นตะวันออกแล้วข้ามมาตะวันตก”
ในการจัดวางของแต่ละโซนถูกคิดมาอย่างดีแล้ว อย่างโรงหมักปุ๋ยและเล้าเป็ดเล้าไก่จะถูกนำไปวางไว้ด้านหลัง เพื่อควบคุมเรื่องกลิ่น ถัดมาเป็นโซนเลม่อนที่ปลูกแล้วนำมาใช้ในคาเฟ่ด้วยเช่นกัน ถัดมาด้านหน้าคาเฟ่จะเป็นแปลงสวนดอกไม้กินได้ที่มีหลากหลายชนิด และโซนผักในโรงเรือนจะเป็นพื้นที่ของผักเคล
นอกจากนี้ ยังมีการนำผลผลิตต่างๆ ไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ต่อยอดเป็นเมนูซิกเนเจอร์อย่าง ‘เคลปั่นเลม่อนน้ำผึ้งโซดา’ หรือจะเป็นขนมเค้กโฮมเมดฝีมือน้องสาว ขนมไทยสูตรคุณย่าคุณยาย เป็นต้น

Chapter 4 : พื้นที่เยียวยาใจ
“ทุกอย่างเราตั้งใจ เข้ามาก็ลึกไกล เข้ามาแล้วไม่อยากให้ทุกคนผิดหวัง”
คาเฟ่ทำสวนกับมาดามแห่งนี้ได้กลายเป็นจุดดึงดูดของผู้คนหลากหลายวัย ทั้งเหล่าวัยรุ่น Gen Z Gen Y ที่ชอบถ่ายรูปเช็กอิน ไปจนถึงครอบครัว ที่พวกเขายอมเดินทางมาไกลเพื่อมาเจอกับความอบอุ่นของสวนแห่งนี้
เมื่อถามถึงคำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะทำสวนแบบนี้บ้าง ทั้งคู่ประสานเสียงพร้อมกันทันทีว่า “ทำตอนนี้เลย!” เพราะหากรอจนถึงวัยเกษียณ ร่างกายอาจจะไม่พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ บางครั้งอายุมากแล้วก็ต้องมีเรื่องของอาการปวดตามตัวจนไม่มีแรงจะขุดดิน แต่ถ้าตอนนี้อายุเยอะแต่อยากจะทำ ก็ควรทำเท่าที่ตัวเองไว้ เท่าที่มีความสุข อย่าสร้างความเครียดให้กับตัวเอง
“หลายคนถามว่าถ้าเราทั้งคู่เกษียณแล้วจะมาอยู่ที่นี่เลยไหม คือเราไม่จำเป็นต้องรอเกษียณค่ะ เรามาที่นี่ทุกเสาร์-อาทิตย์ มาเจอลูกค้า มาแชร์เรื่องราวกัน เพราะที่นี่มันคืออาณาจักรที่ไม่ได้เพียงแค่สร้างรายได้ แต่มันคือพื้นที่ชาร์จพลังของเรา”
สำหรับใครที่สนใจอยากไปเยี่ยมเยียน สถานที่ : ซอยอนามัยงามเจริญ 33 แยก 1 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม. 10150 หรือติดตามที่เฟซบุ๊ก : ทำสวนกับมาดาม Tumsuankabmadams


