สุขภาพ
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และมีการพบว่าโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นกันมากขึ้น โดยปี พ.ศ. 2540 มีประมาณการว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักสูงถึง 131,200 ราย (มะเร็งลำไส้ใหญ่ 94,100 ราย มะเร็งทวารหนัก 37,100 ราย) และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 54,900 ราย (มะเร็งลำไส้ใหญ่ 46,600 ราย มะเร็งทวารหนัก 8,300 ราย) ในปี พ.ศ. 2545 อัตราการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงเป็นอันดับ 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมดในเพศชายและเพศหญิง ในประเทศไทย พบว่าการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น พบทั้งในเพศชายและเพศหญิง ตามการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ประชาชนมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ และพบว่ามีพฤติกรรมการบริโภคอาหารแบบประเทศตะวันตกมากขึ้น จากสถิติโรคมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542 และ พ.ศ. 2543 พบมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในเพศชายเป็นอันดับที่ 4 และ 3 ในเพศหญิง อันดับ 6 และ 3 ตามลำดับ และพบมากในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ยิ่งอายุมากขึ้นอุบัติการณ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Kalanchoe pinnata (Lam.) Pers., Bryophyllum pinnatum (Lam.) Oken ชื่อวงศ์ : CRASSULACEAE ชื่ออื่น : กระลำเพาะ ต้นตายใบเป็น นิรพัตร เบญจฉัตร กะเร ต้นตายปลายเป็น มะตบ ล็อบแล็บ ลุบลับ ลุมลัง ตาวาล ปะฉู่ชิคะ ค้ำ ปู่ย่า ปะเตียลเพลิง เพรอะแพระ ยาเท้า ส้มเช้า ลักษณะทั่วไป ไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง อวบน้ำ ใบเดี่ยวหรือใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 5 ใบ รูปขอบขนาน แกมรูปไข่ หรือรีกว้าง ขอบใบหยักโค้งมน ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ลักษณะเป็นทรงกระบอก ห้อยลง กลีบดอกด้านล่างสีเขียว ด้านบนสีแดง ผลออกเป็นพวง มีเมล็ดขนาดเล็ก จำนวนมาก การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ใช้ใบปักชำ คว่ำตายหงายเป็น ยาเย็นยามฉุกเฉิน คว่ำตายหงายเป็นสมุนไพรไม้มงคลของพ่อหมอแม่หมอเมืองเลย หน้าบ้านจะต้องมีปลูกไว้ทุกบ้าน แถวอำเภอภูหลวงเรียกต้นปู่ย่า แต่แถวอำเภอนาแห้วเรียกต้นค้ำ ดอกคว่ำตายหงายเป็นจะนำไปไว้ในยุ้งข้าว บูชารถ ขึ้นบ้านใหม่เพื่อสิริมงคล ปกปักรักษา ป้องกันอันตราย ไม่ให้มีอุบัติเหตุเภทภัย สมุนไพรใดๆ ก็ตามที่มีคติความเชื่อในการต้องปลูกไว้แบบนี้ เดาได้เลยว่าจะต้องมีสรรพคุณที่จำเป็นต้องใช้ในสภาวะฉุกเฉิน ซึ่งก็ไม่ผิดจ
ใครๆ มักเข้าใจว่าเครื่องดื่มโกโก้เย็นที่เราสั่งเป็นปกตินั้น สีที่เห็นเป็นสีน้ำตาลคือสีจากผงโกโก้ล้วนๆ แท้ที่จริง ไม่ใช่! เรื่องได้ยินมาจากหมอฟันเล่า (บ่น) ให้ฟัง ระหว่างการทำงานขูดหินปูนในปากของลูกค้าว่า เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ฟันมีสีไม่ขาวเพราะการเคลือบเกาะของสีผงโกโก้ โดยเฉพาะบริเวณซอกระหว่างฟัน ทำให้หมอก็ทำงานยากขึ้น ลูกค้าก็ต้องทนทรมานนานขึ้น ว่าแต่โกโก้ไม่ให้สีน้ำตาลโกโก้แล้วให้สีอะไร? ถ้าใครรู้จัก เค้ก “เรดเวลเวท” สีออกแดง นั่นล่ะคือสีที่แท้จริงของ Natural Cocao เล่ากันว่าเมื่อก่อนเมื่อครั้งที่วงการโกโก้ยังไม่มีผงโกโก้ชนิดที่เรียกว่า Dutch Process จะใช้ Natural Cocao ซึ่งเมื่อทำปฏิกิริยากับกรดจากบัตเตอร์มิลค์แล้ว จะให้สีน้ำตาลอมแดงคล้ายสีอิฐ และเป็นที่มาของสีของเค้กเรดเวลเวท ขณะที่ผงโกโก้แบบดัตช์โพรเซสนั้นผ่านกรรมวิธีต่างๆ เพื่อลดความเป็นกรดโดยธรรมชาติของโกโก้ลง ทำให้มีฤทธิ์เป็นกลาง ละลายน้ำได้ดีกว่า รสนุ่มนวลกว่า และสีก็ดีกว่า คือไม่ออกแดงเท่า แต่เมื่อดื่มบ่อยๆ สีเหล่านั้นก็เคลือบบนฟัน กลายเป็นงานหนักของหมอฟัน สำหรับคนที่รักการดื่มโกโก้เย็นเป็นชีวิตจิตใจ หมอฟันบอกว่า ทางที่ดีห
น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การนอนหลับที่เพียงพอช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นสภาพรู้สึกสดชื่นแจ่มใส เป็นผลดีต่ออารมณ์ความรู้สึกในวันถัดไป โดยทั่วไปคนเราใช้เวลานอนหลับ 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด คนส่วนใหญ่ต้องการนอนวันละ 8 ชั่วโมง บางคนอาจนอนมากน้อยแตกต่างกัน ในกลุ่มของผู้สูงอายุต้องการนอนวันละ 7-8 ชั่วโมงไม่แตกต่างจากคนทั่วไปเช่นกัน แต่ที่ผ่านมายังมีประชาชนบางส่วนเข้าใจว่าผู้สูงอายุต้องการนอนหลับน้อยกว่าคนวัยอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า ประชาชนทุกคนมีโอกาสเกิดปัญหานอนไม่หลับในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตได้ สถานการณ์ในประเทศไทยพบประชาชนไทยประสบปัญหานอนไม่หลับในช่วงกลางคืนหรือหลับไม่เพียงพอร้อยละ 30-40 และมีปัญหานอนไม่หลับเรื้อรังร้อยละ 10 ส่วนในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงเกิดปัญหานอนไม่หลับ เนื่องจากเซลล์ประสาทในสมองที่ควบคุมการนอนหลับเสื่อมสภาพและมีจำนวนลดลง กรมสุขภาพจิตได้ดำเนินการสำรวจขนาดปัญหาในระดับชาติครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2556 ผลพบว่าประสบปัญหาการนอนหลับในช่วงกลางคืนร้อยละ 22 หรือพบได้ 1 คน ในผู้สู
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artrocarpus altilis Common name : Bread fruit Family : MORACEAE สาเก ไม้วงศ์เดียวกับขนุนที่มีทรงพุ่มสง่างามร่มรื่น ใบใหญ่ ขอบใบเป็นจักสวยงาม เดิมมีถิ่นกำเนิดอยู่แถบโปลีนีเซียน ทะเลใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก เป็นไม้โตเร็ว ไม่เลือกดินปลูก สามารถเติบโตได้ง่ายทุกที่ สาเกมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน แต่แยกคนละดอก ผลสีเขียวทรงกลมรี ขนาดน้องๆ มะพร้าว ออกดอกออกผลโดยทั่วไปปีละ 2 ครั้ง ในบ้านเราปัจจุบันมีปลูกกันอยู่ สองสามชนิด ชนิดแรกคือ สาเกพันธุ์ข้าวเหนียว ผลจะใหญ่ เนื้อแน่น เวลาฝานเป็นชิ้นนำไปเชื่อมแล้วไม่ร่วนซุย แตกง่าย ไม่เหมือนสาเกอีกชนิดหนึ่งคือ สาเกพันธุ์ข้าวเจ้า ซึ่งผลขนาดเล็กกว่า เนื้อหยาบ ร่วนซุยกว่าชนิดแรกดังกล่าว ส่วนอีกชนิดที่หาดูยากคือ จำปาดะ มีแต่เม็ด เนื้อไม่ค่อยมี จะไม่พูดถึงในที่นี้แล้วกันนะครับ อนึ่ง สาเกนั้น เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมาเป็นที่ตื่นตาต้องใจแก่ชาวยุโรปมาก โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ ถือว่าเป็นไม้ผลพิเศษ ที่มีรสชาติสุดยอด ขนาดมีเรื่องเล่าว่า ผู้ที่ไปพบ และนำสาเกออกจากถิ่นเดิมไปปลูกยังต้องผจญภัยเอาชีวิตแทบไม่รอดมาแล้ว จนถึงกับมีการไปถ่ายทำเป็นภาพ
ดอกสะเลเต หรือ มหาหงส์ เป็นพืชลงหัวในตระกูลขิง ข่า เท่าที่พบในปัจจุบัน มี 2 สายพันธุ์ คือ ดอกขาวและดอกเหลือง ดอกสะเลเตจัดเป็นดอกไม้ที่มีรูปร่างสวยงาม ความหอมก็หอมมาก คนไทยใหญ่จะนำไปปักแจกันถวายพระ หรือนำมาร้อยมาลัยถวายพระ ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าว่า คนโบราณมักจะไม่ปลูกต้นสะเลเตไว้ใกล้ห้องลูกสาว หรือเด็กสาวที่ยังไม่แต่งงาน จะไม่นิยมนำดอกสะเลเตมาทัดหู เพราะดอกไม้นี้เป็นนัยที่บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่จะมีคู่ ผู้เฒ่าผู้แก่บางท่านบอกว่า ด้วยความหอมเย้ายวนของเจ้าดอกสะเลเต เวลานำมาทัดหูจึงคล้ายๆ กับเป็นฟีโรโมนธรรมชาติก็ว่าได้ ดอกสะเลเต สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งหัวที่มีความหอม นำมาตำกับน้ำพริกได้หรือรับประทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริก รับประทานเป็นยาได้ ช่วยบำรุง หรือจะนำมาทำลูกประคบก็ได้ สำหรับผู้ที่ไม่ชอบความเหลืองของลูกประคบที่ทำจากไพลหรือขมิ้น ลูกประคบจากเหง้าของสะเลเตเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้เสื้อผ้ามีสีเหลืองแล้ว เหง้าของสะเลเตยังมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบได้ดีอีกด้วย แต่สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการขุ
ลูกหว้า เป็นผลไม้ 1 ใน 8 อย่างที่ถูกบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก ว่าสามารถนำมาทำน้ำปานะ หรือน้ำอัฐบานให้พระภิกษุสงฆ์ฉันได้หลังยามวิกาล หากเรามาพิจารณาให้ดีๆ แล้วนั้น น้ำปานะดังกล่าว มิได้เป็นเพียงเครื่องประทังความหิวในยามวิกาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคุณประโยชน์ทางการรักษาโรคอีกด้วย หว้า มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Jambolan ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium cumini (L.) วงศ์ : Myrtaceae วงศ์เดียวกับชมพู่ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10-35 เมตร ผลสามารถนำมารับประทานได้ โดยผลสดมีลักษณะรูปรีแกมรูปไข่ ฉ่ำน้ำ มีสีม่วงดำ ผิวเรียบมัน รสชาติเปรี้ยวฝาดอมหวาน คนไทยสมัยก่อนมักจะปลูกไว้บริเวณตามคันนา เนื่องจากต้นหว้าเป็นต้นไม้ที่ชอบความชุ่มน้ำ และเป็นดัชนีชี้วัดปริมาณน้ำฝนที่ตก หากปีใดลูกหว้าดก ออกช่อสีม่วงตามท้องนา แสดงว่าปีนั้นน้ำฝนมาก นอกจากจะเป็นต้นไม้ที่ให้บอกความเป็นไปของสภาพอากาศแล้ว ผลของต้นหว้ายังเป็นผลไม้ชูกำลังให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี และเป็นยารักษาโรคได้ เนื่องจากผลหว้ามีลักษณะสีม่วงดำและประกอบไปด้วยสาร “แอนโธไซยานิน” ซึ่งสารนี้มักพบในพืชผัก ผลไม้ที่มีสีม่วงเข้มหรือสีแดง สารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยต้
ชมนาด ชื่อวิทยาศาสตร์ Vallaris globra Ktze ถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปทุกภาค เป็นไม้เถาหรือไม้รอเลื้อย สามารถเลื้อยทอดพาดพันสิ่งอื่นๆ เช่น รั้ว ซุ้ม และเจริญเติบโตเป็นไม้พุ่มเตี้ย สูง 0.5-1.0 เมตร โดยอาศัยการยึดเกี่ยวของกิ่งก้านด้วยกันเอง เนื้อไม้แข็ง แตกกิ่งก้านออกเป็นเถาเล็กๆ จำนวนมากในแต่ละต้น ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวคล้ายน้ำนม ต้นอ่อนหรือเถาอ่อน เปลือกสีเขียวหรือเทาอมเขียว ต้นแก่หรือต้นที่มีอายุมาก เปลือกสีเทาเข้ม ใบเดี่ยวออกเรียงตรงกันข้าม ปลายเป็นติ่งแหลม โคนสอบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบบาง ดอกเดี่ยวสีขาวหรือสีครีมอมเขียว มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ผลอ่อนรูปกรวยหรือดอกบัวตูม นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ สรรพคุณทางยา ยางใช้ใส่แผลสดสมานแผลและห้ามเลือด ดอกใช้อบแป้งร่ำ ทำเครื่องหอม ขยายพันธุ์โดยเมล็ดและการตอนกิ่ง ที่มา : คอลัมน์ อาทิตย์ละต้น/ข่าวสดออนไลน์
ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เขียนในคอลัมน์ เก็บป่ามาฝากเมือง ว่าในการออกพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมความรู้จากหมอยาพื้นบ้าน นอกจากความรู้เรื่องหยูกยาแล้ว ผลพลอยได้คือความเชื่อม ประเพณีวัฒนธรรมที่มีพืชพรรณนั้นๆ ไปเกี่ยวข้อง ซึ่งสะเลเต หรือมีชื่ออื่นๆ อาทิ ชายเหิน มหาหงส์ หางหงส์ (ภาคกลาง) ตาหาน ต๋าเหิน เหินแก้ว เหินคำ (แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น สะเลเต จัดเป็นสมุนไพรไม้ดอกหอมที่มีเรื่องราวที่มีสีสันมากที่สุด และเมตตามหานิยมแก่สถานที่ที่ปลูกและเป็นว่านมหาเสน่ห์ ที่ทำให้หนุ่มสาวหลงใหลซึ่งกันและกัน คนโบราอีสานมักจะห้ามปลูกดอกสะเลเตไว้บริเวณข้างห้องนอนลูกสาว หรือห้ามสาวรุ่นทัดดอกสะเลเต เพราะจะทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ด้วยเหตุนี้กระมัง สะเลเตจึงเป็นจำเลยของสามีภรรยาที่ถูกคู่ทิ้ง ดังคำผญา (คำอีสาน หมายถึง คำภาษิตปรัชญา) ที่ยายผาดพูดให้ฟังว่า “ฮ้าง ฮ้าง นี่ฮ้างดอกสะเลเต ผัวพาเพจึงได้เป็นแม่ฮ้าง” ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่นำมาทัดหูเขาจะไม่ว่ากัน เพราะถือว่าเลยวัยไปแล้ว นอกจากนี้ ดอกสะเลเตยังนิยมใช้ในการบูชาพระ รวมทั้งใช้ในการบูชาเทพในศาสนาฮินดู เพื่อขอพร
ในบรรดาพืชผักที่เป็นที่นิยมและรู้จักของคนไทย เชื่อแน่ว่าคงมีไม่กี่คนที่ไม่รู้จัก “ผักตำลึง” โดยเฉพาะชาวชนบททั่วทุกภาคของไทยเรา มีผักชนิดนี้ขึ้นประดับผืนไร่ สวนข้างรั้วหลังบ้าน หน้าบ้าน เป็นไม้เถาที่มากประโยชน์ ขึ้นง่ายกับที่ดินทุกชนิด โดยเฉพาะย่างเข้าหน้าฝน จะอวดยอดอวบอ้วนพร้อมมือจับที่ม้วนงอ แกว่งไหวกระดุกกระดิกคล้ายส่ายเสาะ หาที่เกาะปีนป่ายขึ้นอวดโฉมชูยอด จริงหรือที่มีคนเล่าว่า ถ้ากินผักตำลึงหน้าฝนจะเป็นไข้ ปวดท้อง คนเก่าแก่ในชนบทเล่าให้ฟังเหมือนกันว่า หน้าฝนยิ่งมีฝนตกหนักๆ ไปเก็บยอดตำลึงมาต้มแกงกินจะมีอาการไข้ไม่สบาย ปวดท้อง เห็นกันมาบ่อยๆ ก็เล่าต่อกันมา จริงเท็จอย่างไรมาช่วยกันไขปริศนานี้กันให้ที จากทฤษฎีร้อนเย็น ซึ่งเป็นความเชื่อมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแพร่หลายมาสู่พ่อค้าชาวอาหรับ ชาวสเปนและกลายเป็นความเชื่อขั้นพื้นฐานของการแพทย์แบบดั้งเดิม และในปัจจุบันทฤษฎีร้อนเย็นยังมีแพร่หลายอยู่ทั่วไป จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และแถบละตินอเมริกา ในทฤษฎีร้อนเย็นกล่าวถึงอาหารคือ อาหารร้อน จะมีฤทธิ์กระตุ้น เช่น อาหารรสเผ็ด รสหวาน อาหารทอด ส่วนอาหารเย็น จะมีฤทธิ์ยับยั้งทำให้ร่างกายรู้สึกเย็นจนกลาย
