สุขภาพ
“ไข่” เป็นอาหารสากลของคนทุกชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา และเป็นที่รู้กันว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากอุดมไปด้วยคุณประโยชน์และมีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายอย่างครบถ้วน อ.นพ.กรภัทร มยุระสาคร หน่วยอณูเวชศาสตร์ สถานส่งเสริมการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ไข่ไก่ เป็นหนึ่งในอาหารสำหรับมวลมนุษยชาติ เป็นโปรตีนชั้นดีของเด็กที่วัยเจริญเติบโต ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในผู้ใหญ่ และอาจจะช่วยเรื่องความทรงจำในผู้สูงวัย ที่สำคัญมีงานวิจัยจำนวนมาก โดยเฉพาะการศึกษาเรื่องการบริโภคไข่ไก่ของ Frank B.Hu และคณะ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ที่ทำการเก็บข้อมูลในกลุ่มคนกว่า 110,000 คน เป็นเวลากว่า 14 ปี ที่ได้ผลสรุปว่า การรับประทานไข่ไก่วันละ 1 ฟอง ไม่ส่งผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือดหรือหลอดเลือดหัวใจในระยะยาว ยกเว้นในคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน และยังมีงานวิจัยอีก 5 ฉบับที่ช่วยยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าในผู้ที่มีร่างกายปกติ สามารถรับประทานไข่ไก่ได้สัปดาห์ละ 6 ฟอง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทั้งในด้านหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง แต่จะมีความเสี่ยงในผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจา
สำหรับผู้หญิงที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในทุกช่วงชีวิตแล้ว ยามอายุย่างเข้าเลข 4 ก็ยังคงต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน นอนไม่หลับหรือหลับยาก อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย และมักจะหลงๆ ลืมๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังล่วงเข้าสู่ ‘วัยทอง’ แล้ว สาเหตุหลักนั้น เกิดจากฮอร์โมนที่ไม่สมดุลเพราะรังไข่หยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง จนส่งผลถึงสุขภาพร่างกายภายนอก ซึ่งโดยปกติจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงวัย 40-45 ปีขึ้นไป ในที่นี้สิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมฮอร์โมนส่วนที่ขาดไปได้คือการเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ซึ่งสามารถหาได้ทั่วไป เช่น น้ำเต้าหู้ ที่อุดมไปด้วยเอสโตรเจน ทั้งยังมีโฟโตเอสโตรเจนที่อยู่ในรูปของเหลว ช่วยให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว น้ำมะพร้าว มีสรรพคุณช่วยขับพิษและของเสียออกจากร่างกาย อัดแน่นไปด้วยเอสโตรเจน รวมถึงสารจำพวกคอลลาเจนและอิลาสตินที่ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง แครอท ที่อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนช่วยต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังมีสารโฟโตเอสโตรเจน ที่มีสรรพคุณคล้ายคลึงกับเอสโตรเจนใน
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีการอบรม เรื่อง “Herb For Men’s Health : ดูแลสุขภาพพ่อเรือนด้วยสมุนไพร” โดย ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการ ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ธรรมชาติผู้ชายจะมีความร้อนในร่างกาย มีธาตุไฟมากกว่าผู้หญิง จึงมีความเครียดและก้าวร้าว ตามหลักการแพทย์แผนไทย ผู้ชายจึงต้องการความเย็นเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เกิดลมไหลลงล่างเพราะจะทำให้ไม่สบายและเกิดความผิดปกติในร่างกาย หรือที่หมอแผนไทยมีคำกล่าวว่า ผู้ชาย ปัสสาวะห้ามขัด อุจจาระต้องถ่าย และอสุจิต้องไหล ซึ่งสมุนไพรไทยหลายชนิดสามารถนำมาใช้ในการดูแลสุขภาพของผู้ชายได้ “น้ำมันรำข้าวก็เป็นอีกตัวที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ยิ่งในผู้ชายมีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้หากเลือดลมไม่ดีก็ย่อมส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศได้ หรือที่เรียกว่า นกเขาไม่ขัน แต่จริงๆ ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศมาจากหลายปัจจัย และเป็นเรื่ององค์รวมของร่างกาย หากร่างกายดีสุขภาพดี เลือดลมไหลเวียนดีก็จะช่วยได้ ซึ่งน้ำมันรำขาว มีงานวิจัยยืนยันมากมายว่า ช่วยลดไขมันเลือดได้ ทั้งโคเ
เพิ่งมีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติของ “อินทผลัม” สด ติดใจยิ่งนัก หวานกำลังดี กรอบกร๊วมละม้ายพุทรา หอมอ่อนๆ ที่สำคัญ มีสรรพคุณดีงามร้อยแปดจริงๆ ตั้งแต่ไม่มีคอเลสเตอรอล มีไขมันต่ำ อุดมไปด้วยวิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 16 วิตามินเค แคลเซียม เหล็ก ซัลเฟอร์ ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แมงกานีส ฯลฯ ยังพบสารอาหารจำพวกน้ำมันโวลาไทล์ ไฟเบอร์ และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย และช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ป้องกันการเกิดมะเร็งอีกด้วย ที่น่าสนใจคือ คือคุณสมบัติที่ช่วยฟื้นฟูระบบเมตาบอริซึมของร่างกาย และช่วยให้เซลล์ที่ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพสามารถฟื้นกลับมาทำงานได้ตามปกติ รวมทั้งในแง่ของการบำรุงตับอ่อนให้สามารถหลั่งอินซูลินได้ปกติ ซึ่งนี่คือ ประเด็นหลักที่นักวิจัยคาดหวังว่าในอนาคตอาจมีข้อยืนยันว่าอินทผาลัมสามารถดูแลผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ควบคุมน้ำตาลควรจะหันมากินอินทผลัมกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แค่สามารถ “กินได้” แต่อย่ามาก รอให้มีงานวิจัยออกมาคอนเฟิร์มเสียก่อน ขณะเดียวกัน ด้วยราคากิโลละ 600-800 บาท ก็น่าจะช่วยติงให้บริโภคแต่พองามเช่นกัน ที่มา : มติชนออ
วันที่ 12 สิงหาคม 2560 รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวถึงกรณีที่มีการแชร์รูปและวิดีโอผ่านโซเชียลมีเดียถึงแฟชั่นใหม่ในการเอาหลอดไฟแอลอีดี (LED) มาติดบริเวณใต้ดวงตาและบนเปลือกตาเพื่อความสวยงามว่า จากที่ดูในคลิปวิดีโอจะพบว่ามี 2 แบบ คือ แบบที่ติดใต้ตาและแบบที่ติดบนเปลือกตา ซึ่งตามปกติหลอดแอลอีดีจะไม่ทำให้เกิดความร้อนมาก แบบที่ติดใต้ตาล่างนั้นอาจจะทำให้แสงเข้าตาได้ ส่วนแบบที่ติดเปลือกตาบน แสงจะไม่เข้าตา แต่อยากเรียนว่าตามปกติแสงจากหลอดไฟหรือแสงจากสิ่งต่างๆ จะมีรังสีอัลตร้าไวโอเลต ซึ่งแม้ไม่เห็นแสงก็จะมีรังสีอัลตร้าไวโอเลตเป็นคลื่นความยาวอยู่ ซึ่งเป็นอันตราย หากมีการโดนในระยะยาวจะทำให้เกิดต้อเนื้อ ต้อลม ต้อกระจก จอตาเสื่อมได้ หากติดเมื่อเป็นวัยรุ่นยังไม่เห็นผลเสียตอนนี้ แต่พออายุมากขึ้นก็จะเห็นผลเสียได้ชัดเจน และความร้อนที่เกิดขึ้นจากหลอดไฟจะทำให้น้ำตาระเหย ตาแห้ง แสบ เคืองตาได้ น้ำหนักจากหลอดไฟเองอาจจะทำให้เมื่อยล้าดวงตา นอกจากนี้ รอบดวงตาเป็นบริเวณที่ผิวบอบบางที่สุด แม้กระทั่งการทาครีมต่างๆ ก็ควรเว้นรอบดวงตาไว้ ดังนั้น การโดนความร้อนมากๆ จะทำให้ผิวเ
บางคนอ่านหัวข้อแล้วคงงง หม่อนคืออะไร แล้วมาเกี่ยวอะไรกับความงาม หม่อน หรือ มัลเบอร์รี่ (Mulberry) ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Morus alba Linn. ถือเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณมากมายตั้งแต่ ต้น ใบ ผล ราก อย่างท่านใดที่ใช้สายตามาก เช่น เพ่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หรือขับรถในเวลากลางคืน ยอดอ่อนของต้นหม่อนช่วยได้ โดยนำส่วนยอดอ่อนของหม่อนมาต้มดื่ม และล้างตา ก็จะสามารถช่วยผ่อนคลายและช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี ส่วนผลหม่อนพอสุกจะให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว ถ้าผลออกม่วงคล้ำหน่อยจะมีรสหวาน รับประทานอร่อย แถมยังมีสรรพคุณใช้รักษาโรคไขข้อ บำรุงตับ ไต และหัวใจ แก้ธาตุไม่ปกติ เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้โรคท้องผูกได้ สำหรับใบนั้นมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกชนิด มีแคลเซียมสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญหลายชนิด หากนำมาต้มกับน้ำดื่มช่วยบรรเทาอาการไอ เจ็บคอ ได้ อีกส่วนที่สำคัญคือราก ใช้เป็นยาสมานแผลได้ดี ปัจจุบัน ได้มีการนำเอาสารสกัดจากใบหม่อนมาใช้ในตำรับเครื่องสำอาง โดยเฉพาะที่ทำให้หน้าขาว เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดแอลกอฮอล์จากใบ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเสื่อม
โรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นของประชากรไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของประเทศไทย โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในเพศชาย 3 อันดับแรก คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในเพศหญิง 3 อันดับแรก คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับและท่อน้ำดี นพ. ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ข้อมูลว่า มะเร็งเป็นกลุ่มของโรคที่เกิดจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโตแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ ทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง ในที่สุดจะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะเหล่านั้นผิดปกติ ปัจจัยเสี่ยง คือ 1. สิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรค รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด 2. พฤติกรรม เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา กินอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและไหม้เกรียม 3. พันธุกรรม
ระย่อม เป็นไม้พุ่มเตี้ยๆ ไม่สูงมาก ใบดกหนาทึบสีเขียวสด ลำต้นมักคดงอ รากขนาดใหญ่ ลึกลงไปในดิน ชอบขึ้นตามชายป่า เชิงเขาที่ดินร่วนปนทราย หรือเป็นหินปนกรวดลูกรัง ที่ค่อนข้างชุ่มชื้น พบกระจายพันธุ์มาตั้งแต่ศรีลังกา อินเดีย เนปาล จีน ภูฏาน ทิเบต พม่า ไทย ลาว กัมพูชา ฯลฯ ดอกเป็นช่อคล้ายดอกเข็มแดง สีขาวอมชมพูอ่อน มี 5 กลีบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เช่นกัน โคนก้านดอกเชื่อมติดกันเป็นช่อสีชมพู พอดอกโรยก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ออกดอกช่วงปลายฝนต้นหนาว ติดผลกลมๆ รีๆ สีเขียว เมื่อแก่จะกลายเป็นสีม่วงดำ คล้ายลูกต้นพลองหรือลูกมิกกี้เม้าส์ ชื่อสกุลของไม้ระย่อม ถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่ Dr. Leonhard Rauwolf นักพฤกษศาสตร์/นายแพทย์ชาวเยอรมัน แต่ชื่อทาง Botany ใช้ตัว V แทน W ส่วนนามสกุล serpentina หมายถึงลักษณะที่คดไปมาเหมือนงู ระย่อม อยู่ในวงศ์ APOCYNACEAE เป็นที่รู้กันว่าต้องมีน้ำยางสีขาว ชาวเอเชียเรานั้นรู้จักใช้รากระย่อมเป็นสมุนไพรมาแต่โบร่ำโบราณ แต่มิได้มีการบันทึกไว้ มาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2495 จึงได้มีการรายงานว่ามีการแยกสารอัลกาลอยด์ Reserpine จากรากระย่อมได้เป็นครั้งแรกโดย Muller และคณะ สา
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย กล่าวภายในเวทีการอบรมแนวคิด “มีสุขภาพดี…คุมได้ แก้ไขได้ทัน…สรรค์ความช่วยเหลือ” โดยเป็นการอบรมทีมแพทย์ บุคลากร ผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานเวชศาสตร์ฉุกเฉิน จากทั่วประเทศกว่า100คน ว่า สำหรับแนวคิดของโครงการนี้ จะประกอบด้วย4กรอบหลัก คือ1.การทำให้ มีสุขภาพดี 2.หากมีโรคประจำตัว หรือเจ็บป่วย ฉุกเฉินใด ผู้ป่วยหรือญาติสามารถดูแลและ ควบคุมโรคประจำตัว หรือการเจ็บป่วยฉุกเฉิน 3.หากมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินรุนแรง ผู้ป่วย หรือญาติ ควรทราบวิธี ช่องทางในการสอบถาม วิธีการแก้ไขเบื้องต้น หรือติดต่อขอรับบริการการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ได้อย่างถูกต้องและ เหมาะสม และ4.การเตรียมบุคลากรทางการแพทย์ ให้พร้อมช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีการเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้น เสียชีวิตได้อย่างเหมาะสมเมื่อพบผู้ประสบเหตุ ศ.นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวว่า จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ระบุว่าร้อยละ 70 ของประชากรโลกที่เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่ง
ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้รับหน้าที่ดูแลคอลัมน์พืชใกล้ตัว ก็ได้พยายามหาข้อมูลงานวิจัยสมุนไพรใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งก็อาจจะยังไม่ได้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมิได้นึกถึงสมุนไพรที่มีข้อมูลงานวิจัยมาก มีการใช้จริงและบรรจุอยู่ในบัญชียาในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ พญายอ หรือ สเลดพังพอนตัวเมีย คือ สมุนไพรชนิดเดียวกัน จากข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญา สามารถรักษาได้หลายอาการ เช่น ผิวหนัง ผื่น คัน ด้วยการใช้ใบสดตำผสมกับเหล้าใช้ทา ยาแก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดมาเคี้ยวเอาแต่น้ำแล้วคายกากออก ปัจจุบัน พญายอ ถูกบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ กลุ่มยาพัฒนาจากสมุนไพร เป็นยาสำหรับรักษากลุ่มอาการทางระบบผิวหนัง บรรเทาอาการของเริมและงูสวัด รักษาแผลในปาก บรรเทาอาการผด ผื่น คัน ลมพิษ บรรเทาอาการปวดบวมจากแมลงกัดต่อย โดยมีการพัฒนายาหลายรูปแบบ เช่น ครีม กลีเซอรีน โล่ชั่น ยาหม่อง งานวิจัยที่เปรียบเทียบครีมพญายอกับยาแผนปัจจุบัน ได้ถูกนำมาศึกษาในรูปแบบของ Systematic review และ meta-analysis เป็นการรวบรวมงานวิจัยทางคลินิก ทั้งหมด 4 การศึกษา เพื่อวิเคราะห์ผลด้านประสิทธิภาพในการรักษาโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์และโรคงูสวัด ด้วยก
