สุขภาพ
เพื่อให้เข้าใจวัยรุ่นทำไมถึงมีพฤติกรรมเสี่ยง ตั้งแต่ติดเหล้า เมายา สูบบุหรี่ ตลอดจนคดีอาชญากรรมจากวัยรุ่นต่างๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างถูกวิธี แผนงานภาคีวิชาการสารเสพติด (ภวส.) จึงร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเปิดผลสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนทั้งในและนอกสถานศึกษา ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ งานวิจัยระบุถึงการดื่มสุราเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่สุด รองลงมาคือสูบบุหรี่ การพนัน ติดเกม นอกจากนี้ยังชี้ถึงเด็กผู้หญิงที่ช่วงหลังมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป หันมาดื่มสุรามากขึ้น สูบบุหรี่มากขึ้น สวนทางกับเด็กผู้ชายที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ลดลง และได้สำรวจเยาวชนนอกระบบการศึกษา พบสาเหตุที่ทำให้ต้องออกเรียนกลางคันมากที่สุดคือติดเพื่อนติดแฟน รองลงมาคือขาดความอบอุ่นจากครอบครัว มีปัญหาการเงิน เรียนรู้ช้ากว่าคนอื่น และมีพฤติกรรมเสี่ยงเป็นเหตุให้ถูกขับออกจากโรงเรียน ผศ.สุชาดา ภัยหลีกลี้ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า งานศึกษาระบุว่ากลุ่มเด็กผู้หญิงมีพฤติกรรม ทั้งพฤติกรรมการดื่มหนัก ดื่มบ่อย ดื่มจนเมาเยอะขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนหญิงสาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ โดยเพจโรงพยาบาลส่งเสริมตำบลดงมูลเหล็ก เพชรบูรณ์ ซึ่งระบุว่า มีเจ้าหน้าทีี่เภสัชกรรม เสียชีวิตจากการกินยาลดน้ำหนักที่ได้มีการเพิกถอนทะเบียนไปแล้วในประเทศไทย เนื่องจากพบว่าเป็นยาอันตราย แต่ยังพบว่ามีการลักลอบขายและปลอมทะเบียนอยู่ โดยระบุว่า “ขออนุญาตแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์นะคะ… มี case เสียชีวิตจากผลิตภัณ์เสริมอาหารที่ใช้ลดความอ้วน ชื่อ Mang Luk เกิดขึ้นกับน้องจพ.เภสัชฯ รพ.แห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น …เริ่มต้นจากน้องมีอาการชัก น้ำลายฟูมปาก เป็นลม หมดสติ คลำชีพจรไม่เจอ หมอ พยาบาล จนท. ช่วยกัน CPR ร่วม 2 ชั่วโมงสุดท้ายยื้อไว้ไม่ได้ เบื้องต้นแพทย์วินิจฉัย MI , sudden cardiac arrest โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หลังจากสืบสาวราวเรืองและเชื่อมโยงข้อมูลแล้ว พบว่าสาเหตุเกิดจากยาลดนน.ยี่ห้อแมงลัก ซึ่งผสม sibutramine ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ “แมงลัก” เป็นอาหารเสริมผสมยาอันตรายที่เพิกถอนไปแล้วในไทย กำลังระบาดหนักในกลุ่มผู้บริโภคที่หวังลดน้ำหนักซึ่งพบว่าผู้ที่ขายส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สสจ.ขอนแก่นได้ดำเนินคดีตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ไปแล้ว ซึ่งเป็นเจ้าหน้า
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แนะนำประชาชนบริโภค ‘ข้าวกล้อง’ ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวง รัชกาลที่ 9 ชี้ เส้นใยมาก มีวิตามินต้านอนุมูลอิสระ กินทุกมื้อสุขภาพดี ป้องกันเหน็บชา ปากนกกระจอก เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด มะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน นพ. วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า สบส. ได้เร่งเผยแพร่ความรู้ในการบริโภคข้าวเพื่อสุขภาพที่ดี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญต่อประโยชน์ของข้าวกล้องและเสวยข้าวกล้องทุกวัน ดั่งกระแสพระราชดำรัสเมื่อ พ.ศ. 2541 ว่า “ข้าวกล้องนี่ เรากินทุกวัน เพราะว่ามีประโยชน์ ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวนี้ เอาของดีออกไปหมด และข้าวกล้องนี่ดี คนบอกว่ากินข้าวกล้องแล้วเป็นคนจน เรานี่เป็นคนจน” สบส. จึงได้อัญเชิญและน้อมนำกระแสพระราชดำรัสมาเป็นแนวทางปลูกฝังพฤติกรรมคนไทยหันมาบริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์และมีอยู่แล้วในประเทศ เพื่อเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท นพ. วิศิษฎ์ กล่าวว่า ข้าวกล้องผ่านกระบวนการขัดสีเพียงครั้งเดียว ทำให้ยังมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวที่อุดมไปด้วยวิตามิน
ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ หัวหน้าศูนย์เลเซอร์สายตา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า โรคกระจกตาโก่งเกิดจากเส้นใยคอลลาเจนในกระจกตาอ่อนแอ ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด คาดว่ามีความสัมพันธ์กับโรคภูมิแพ้ เพราะมีการขยี้ดวงตาอย่างแรงโดยใช้ข้อนิ้ว ซึ่งก็สันนิษฐานว่าการกด ขยี้ดวงตาอย่างแรงนั้นเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เส้นใยคอลลาเจนอ่อนแอลง จนทำให้ความดันในลูกตาซึ่งเป็นความดันปกตินั้นสามารถดันกระจกตาให้โก่งขึ้นในลักษณะบิด เบี้ยว เกิดการหักเหของแสงมากเกินไป กระทบกับการมองเห็นทั้งสายตาสั้น สายตาเอียง หากไม่ได้รับการรักษาจะทำให้กระจกตาแตกทำให้น้ำในลูกตาซึมเข้าไป ทำให้เกิดเป็นฝ้าขาว ขุ่น อักเสบบวม เป็นแผลเป็น อาจจะทำให้กระจกตาพิการ มีปัญหาเรื่องการมองเห็น รศ.พญ.งามจิตต์ กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1. อายุ 10-20 ปี กลุ่มนี้โรคมักมีอาการรุนแรง 2. อายุ 20-30 ปี โรคจะนิ่งๆ ไม่เป็นมาก และ 3 กลุ่มที่ไม่แสดงอาการ รู้ตัวเมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องตรวจวัดทางจักษุแพทย์ สำหรับการรักษา มีอยู่ 5 วิธี คือ 1. การสวมแว่นสายตา 2.คอนแทคเลนส์ 3.การฉายแสงอัลตร้าไวโอเลตเอ (Crosslinking) ผสมกับ
ปกติแล้วนักเรียนแพทย์จะถูกสอนว่า การประเมินสภาพผู้ป่วยควรทำไปตามลำดับขั้นตอนที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน โดยเริ่มต้นจากการซักประวัติผู้ป่วย การตรวจร่างกาย ทำการทดสอบต่างๆ และวิเคราะห์ผลตรวจ แพทย์ต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสียก่อน แล้วจึงจะสามารถตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับความผิดปกติของผู้ป่วย จากนั้นค่อยตัดสมมุติฐานแต่ละข้อทิ้งไปจนเหลือแต่ข้อที่เป็นไปได้มากที่สุด โดยการคำนวณหาค่าความน่าจะเป็นของความผิดปกติ และผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ จากฐานข้อมูลที่มีอยู่ วิธีดังกล่าวมีชื่อว่าหลักการวิเคราะห์แบบเบย์ (Bayesian analysis) ซึ่งเป็นหลักในการตัดสินใจที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่หมอที่ยึดถือข้อมูลสถิติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แทบไม่มีหมอคนไหนเลยที่ทำงานตามกรอบความคิดดังกล่าว หมอส่วนใหญ่เริ่มพิจารณาคนไข้ด้วยสายตา ขณะที่คนไข้ก้าวเท้าเข้ามาในห้องตรวจ สมมุติฐานจะผุดขึ้นมาในหัวของหมอก่อนที่เขาจะเอ่ยปากซักประวัติด้วยซ้ำ วิธีที่เราจะสามารถรู้ได้ว่าหมอคิดอะไรก็โดยการสังเกตจากวิธีที่เขาพูดและฟัง นอกเหนือไปจากคำถาม คำตอบ คำพูดคำจาที่สื่อสารกันระหว่างหมอกับคนไข้แล้ว ยังรู้ได้จากภาษากายของทั้งคนไข้และตัวหมอเอง ไม่ว
จะนั่งรถ เดินออกกำลังกาย หรือทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หลายคนติดที่จะเสียบหูฟังเปิดเพลงดังๆ และสนุกอยู่กับดนตรี โดยไม่รู้ว่ากำลังเสี่ยงกับโรคร้ายไร้การรักษา ดร.ชาวา มัชนิก ผู้เชี่ยวชาญจากแผนกความบกพร่องในการสื่อสาร มหาวิทยาลัย เทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล วิจัยเด็กนักเรียนในวัย 13-17 ปี จำนวน 289 คน ผ่านข้อมูลการฟังเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ตั้งแต่ระยะเวลา ความดัง และสถานที่ที่มักจะเปิดฟัง ก่อนสรุปได้ว่า เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับหูฟัง และเสียงเพลงที่เปิดดังถึง 129 เดซิเบล ดังกว่าระดับเสียงปลอดภัยที่ 85 เดซิเบล อยู่นานกว่า 2-4 ชั่วโมงต่อวัน กลายเป็นภัยไม่เงียบที่มีอันตรายร้ายแรงต่อประสาทหู เมื่อเซลล์รับคลื่นเสียงค่อยๆ ถูกทำลาย จนต้องสูญเสียการได้ยินในที่สุด ซ้ำร้ายอาการหูหนวกถาวรในเด็กไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่มา ข่าวสด
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ (พท.ป.) จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพตามวิถีภูมิปัญญาไทย เรื่องธาตุเจ้าเรือนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้สมดุลไม่มีอาการเจ็บป่วย โดย พท.ป.พัชญา ขำสะอาด กล่าวถึงลักษณะของธาตุต่างๆ ว่า ลักษณะธาตุประเภท วาตะ หรือธาตุลม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของอากาศและลม จะมีลักษณะรูปร่างผอมบาง โปร่ง ผิวคล้ำ ผิวหนังเย็น หยาบ แห้ง ร่างกายสูงมากหรือเตี้ยมาก โครงร่างเบาบาง ปลายกระดูกนูนชัด กล้ามเนื้อเจริญไม่ดี ผมหยิกบาง มักมีความเครียดง่าย อารมณ์ไม่คงที่ มักกินอาหารเพื่อคลายเครียด ลักษณะธาตุประเภท ปิตตะ หรือธาตุไฟ เกิดจากการรวมกันของธาตุไฟกับธาตุน้ำ จะมีลักษณะรูปร่างสูงปานกลาง กล้ามเนื้อเจริญปานกลาง ผิวนุ่ม อุ่น ผมละเอียดบาง ผมหงอกล้านก่อนวัย ลักษณะธาตุเจ้าเรือน ประเภท เสมหะ หรือธาตุน้ำและดิน เกิดจากการรวมกันของธาตุน้ำและดิน โดยผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือน ประเภทนี้ มักมีลักษณะใบหน้าอวบอิ่ม ค่อนข้างกลมแป้นรับกับดวงตาที่กลมโตเป็นประกาย จมูกกลมสวยได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่ม รูปร่างหนา บึกบึน เจ้าเนื้อ แต่มักมีระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกายไม่ดีเท่าไรนัก
นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคไอกรนเป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและพบมากในเด็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะพบผู้ป่วยมากขึ้น สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถติดต่อกันได้ง่ายจากการไอ จาม และสัมผัสเชื้อโดยตรงจากผู้ที่ป่วย สำหรับผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหากได้รับเชื้อมีโอกาสเกิดโรคสูงถึงร้อยละ 90 ซึ่งจากการศึกษาของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พบว่า ในผู้ป่วยเด็กที่มีอาการไอติดต่อกันอย่างน้อย 7 วันแต่ ไม่ได้เป็นวัณโรคและโรคหืด ตรวจพบเชื้อไอกรนถึงร้อยละ 19 ซึ่งระยะฟักตัวของโรคไอกรนจะใช้เวลาประมาณ 6 – 20 วัน หากสัมผัสเชื้อเกิน 3 สัปดาห์แล้วไม่มีอาการก็แสดงว่าไม่ติดโรค โดยอาการของโรคไอกรนมี 3 ระยะ คือ ระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย ลักษณะอาการคล้ายกับเป็นหวัดธรรมดา อาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย และเป็นอยู่ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ระยะที่สองจะเริ่มมีอาการไอถี่ๆ รุนแรงติดต่อกันตั้งแต่ 5 ครั้งขึ้นไป หลังจากนั้นผู้ป่วยจะหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียงวู๊ป ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า โรคไอกรน หากเกิดกับเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน อาจทำให้มีอาการหยุดหายใจ หน้าเขียว และอาเจียนร่วมด้วย ระยะน
ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) แถลงข่าวเรื่อง “เตือนภัยยาที่มีพิษต่อตับ” ว่า ภาวะตับอักเสบ เป็นภัยสุขภาพที่หลายครมองข้าม ซึ่งมีทั้งชนิดเรื้อรัง และชนิดเฉียบพลัน โดยสาเหตุเกิดจากยาหลายชนิด โดยเฉพาะคีโตโคนาโซล ยาฆ่าเชื้อรา ชนิดรับประทาน และพาราเซตามอล ซึ่งพาราฯ เป็นยาลดไข้ที่ดีที่สุดที่มีการใช้ในปัจจุบัน แต่ที่ต้องเตือนเพราะหากรับประทานไม่ถูกวิธี เกินขนาดเป็นเวลานานจะเกิดพิษต่อตับๆ ล่าสุดมีรายงานว่าเกิดปัญหาในเด็กมากขึ้น ทั้งเจตนาฆ่าตัวตายและอุบัติเหตุกินเกินขนาด กว่า 1 พันคนต่อปี อายุน้อยสุด 1 ขวบ เพราะพ่อแม่ ให้ยาลดไข้พาราฯ เกินขนาด ส่วนหนึ่งมาตากฉชากยาไม่ชัดเจน ทำให้ไม่ทราบว่าปริมาณที่รับมากเกินไป ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา( อย.) แจ้งว่าจะมีการทบทวนตั้งแต่ 2557 แต่ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ส่วนยาคีโตโคนาโซนล่าสุดบริษัทผู้ผลิตได้ทำเรื่องขอยกเลิกยาในหลายประเทศ และอยู่ระหว่างการเรียกคืนเนื่องจากมีพิษต่อตับมากเช่นกัน แต่ในส่วนของประเทศไทยยังมีการใช้อยู่ถึง 89 ทะเบียนยา รศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ คณะแพทยศาสตร์ ม
แทบจะไม่มีใครเลยในชีวิตที่ไม่เคยมีอาการปวดข้อ ไม่ว่าจะปวดข้อจากการทำงาน การเล่นกีฬา การเป็นโรคข้ออักเสบชนิดต่างๆ เช่น โรคเกาต์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคแพ้ภูมิตนเอง หรือปวดข้อจากการเป็น ส.ว. (ผู้สูงวัย) แล้วมีภาวะข้อเสื่อม หรือกระดูกสันหลังเสื่อม จากการสำรวจในสหรัฐอเมริกา พบความชุกของอาการปวดข้ออยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ของประชากร อาการปวดข้อเป็นอาการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ประกอบกิจวัตรประจำวันได้ไม่เต็มที่ ทำงานได้ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง อาการปวดข้อ อาจเป็นเพียงอาการที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดข้อเล็กๆ น้อยๆ จากการทำงาน หรือการที่ข้ออยู่ในลักษณะท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน หรืออาจเป็นอาการนำของโรคที่มีความรุนแรง หรือเรื้อรัง เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ไปจนกระทั่งเป็นอาการนำของโรคที่มีอาการของอวัยวะหลายระบบ เช่น โรคเอสแอลอี เป็นต้น ดังนั้น อาการปวดข้อจึงเป็นอาการที่สำคัญที่เราควรให้ความสนใจ มีอาการปวดข้อที่ไม่ได้เกิดจากในข้อ แต่ทำให้เกิดการปวดที่ข้อ ได้แก่ อาการปวดข้อที่เกิดจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียงของข้อ เช่น อาการจากเส้
