สุขภาพ
ฤดูร้อนอย่างนี้ ร่างกายของคนเราอ่อนเพลีย และความร้อนแล้งของอากาศย่อมทำให้ธาตุไฟในร่างกายกำเริบ เป็นเหตุให้เกิดอาการร้อนใน ร่างกายเสียน้ำ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เกิดโรคภัยไข้เจ็บแทรกซ้อนได้ง่าย อีกทั้งในฤดูร้อนของกิน อาหารมักบูดเสีย ทำให้กระเพาะอาหาร ลำไส้แปรปรวน เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก หรือท้องเสีย ปวดท้อง โชคดีภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยมียาดีไว้สำหรับสร้างภูมิคุ้มกันโรค เป็นมหาพิกัดยาต้านโรคฤดูร้อน ชื่อว่า “ตรีผลา” คำว่า มหาพิกัดยาในที่นี้ หมายถึง พิกัดยาที่ใหญ่กว่าพิกัดธรรมดา เป็นการเอาตัวยาสมุนไพรมากกว่า 2 ตัวขึ้นไปมารวมกัน โดยน้ำหนักยาแต่ละตัวไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าต้องการเน้นหนักให้แก้กองฤดูอะไร แก้กองธาตุไหน หรือต้องการแก้โรคแทรกใด สำหรับตรีผลาที่เป็นมหาพิกัดยาต้านโรคฤดูร้อนนั้น ประกอบด้วยผลไม้ 3 ชนิด ได้แก่ ลูกสมอพิเภก ลูกสมอไทย และลูกมะขามป้อม ตามปกติ ยาตรีผลาที่ประกอบด้วยผลไม้ทั้ง 3 ชนิด อย่างละเท่าๆ กัน เมื่อปรุงเป็นยาก็สามารถแก้โรคได้ทุกกองธาตุ เพราะลูกมะขามป้อมใช้แก้ธาตุลม ไม่ให้เกิดอาการสวิงสวาย เป็นลมหน้ามืด และลูกสมอพิเภกใช้แก้ธาตุไฟป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้อนใน กำเดา เป็นแผล
ผู้เขียน : สรรหา มาเล่า (มติชนออนไลน์) ทํานองเดียวกับ “มาสาย ดีกว่าไม่มา” การลุกขึ้นมาออกกำลังกายแค่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เสาร์ อาทิตย์ ก็ยังดีกว่า ไม่ออกกำลังกายอะไรเลย ทั้งนี้ สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างรายงานผลการสำรวจศึกษาจัดทำในอังกฤษ จากการเก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างราว 64,000 คน ตีพิมพ์ในวารสารทางด้านการแพทย์จากสมาคมการแพทย์อเมริกัน ระบุว่า คนที่ออกกำลังกายช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ก็ได้รับประโยชน์ทางสุขภาพอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจ มากกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลย จากที่ผลการศึกษาที่ผ่านมา มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คนเราควรจะออกกำลังกายปานกลางประมาณสัปดาห์ละ 150 นาที หรือออกกำลังกายแบบ vigorous exercise หรือการออกกำลังกายที่ทำให้อัตราการเต้นหัวใจเร็วมาก อย่างเช่น การปั่นจักรยาน หรือการวิ่งเร็ว สัปดาห์ละ 75 นาที แต่ในผลสำรวจดังกล่าวไม่ได้มีการระบุว่า คนเราจำเป็นต้องออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน และควรออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน หรือแค่ 1 หรือ 2 วันก็ได้ แต่ในผลการศึกษานี้มีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่คนที่ลุกขึ้นมาออกกำลังกายเพียง 1 หรือ 2 ว
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี เปิดเผยว่า ฤดูร้อนปี 2560 กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน จะมีอากาศร้อนอบอ้าวและร้อนจัดในบางพื้นที่ โดยอุณหภูมิสูงสุดอาจจะสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส ซึ่งปกติร่างกายมนุษย์จะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส หากร่างกายเผชิญกับอุณหภูมิอากาศที่ร้อนกว่านี้ และไม่สามารถปรับลดอุณหภูมิได้ อาจเกิดโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการเจ็บป่วยรุนแรง เกิดจากการออกกำลังกายหรือทำงานในที่อากาศร้อนจัด เป็นเวลานาน ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ ทำให้การทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมทั้งระบบประสาททำงานผิดปกติ ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลวจนทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ที่เป็นลมแดด จะมีอาการ อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน ไม่มี เหงื่อออก รู้สึกกระหายน้ำมาก ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียล ปวดศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว เพ้อ ชัก มึนงง หน้ามืด หากไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีอาจทำให้หมดสติและเสียชีวิตได
ในอดีตคนจีนนิยมใช้ลูกเดือยผสมข้าวต้มรับประทานเพื่อบำรุงกำลัง หล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้บวมน้ำ ปวดข้อเรื้อรัง บำรุงม้ามและปอด แก้ท้องเสีย เหน็บชา ร้อนใน ทำให้ผิวสวย และยังช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งอีก เพราะมีวิตามินบี 1 สูง-มากกว่าข้าวกล้องด้วยซ้ำ ที่น่าสนใจ ลูกเดือยเป็นอาหารสมุนไพรที่ “เหมาะกับผู้หญิง” อย่างยิ่ง เมื่อก่อน “เชื่อว่า” กินลูกเดือยทำให้ผิวสวย ผมสวย บำรุงมดลูก ปรากฏว่าการศึกษาสมัยใหม่พบว่าสารสกัดด้วยน้ำหรือตัวทำละลายอินทรีย์จากรากหรือเมล็ดเดือยมีฤทธิ์ทำให้การหมุนเวียนของเลือดที่ผิวหนังดีขึ้น ทำให้เส้นผมเจริญดีขึ้น ทั้งพบว่าสารสกัดของลูกเดือยมีผลกระตุ้นการเจริญของ Ovarian follicle และกระตุ้นให้ไข่ตก สำหรับประเด็นยับยั้งการก่อสารมะเร็งนั้น จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าสาร Coixenolide ในเมล็ดเดือย มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญของเนื้องอก เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้น น้ำลูกเดือย หรือมีส่วนประกอบของลูกเดือยจึงเหมาะเป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง (อ้างอิง : “บันทึกของแผ่นดิน 1 : หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว” โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร)
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสำหรับคนไทยแล้ว ยาพาราเซตามอล หรือยาแก้ปวด ลดไข้ ดูจะเป็นยาที่คนไทยเลือกซื้อรับประทานมากที่สุด แถมยังซื้อกินอย่างพร่ำเพรื่อ ส่งผลไปสู่การทานยาเกินขนาด ดื้อยา และปัญหาสุขภาพถึงขั้นเสียชีวิตได้ สอดคล้องกับรายงานของกรมการแพทย์ ที่ระบุว่า ในปี 2553 คนไทยกินยาทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณประมาณ 47,000 ล้านเม็ดต่อปี หรือเฉลี่ย 128 ล้านเม็ดต่อวัน โดยซื้อทานเองร้อยละ 15 ของผู้ป่วยทั้งหมด ทั้งอาการปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามร่างกาย และยาพาราเซตามอลก็เป็นอันดับ 1 ที่คนเลือกรับประทาน เภสัชกร ณรงค์ศักดิ์ ใบเนียม เภสัชกรประจำร้านขายยาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ยาพาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวด และลดไข้ที่คนไทยนิยมใช้กันมากที่สุด บางคนกินแก้หวัด ป้องกันหวัด หรือแก้ปวดเมื่อย ข้อดีคือไม่ระคายเคืองกระเพาะ แต่แท้จริงแล้วมีผลข้างเคียงที่อันตรายที่สุดคือการเกิดพิษต่อตับ หากใช้เกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันนานเกินไป ถึงแม้ว่าจะเป็นยาที่มีความปลอดภัยในการใช้ก็ตาม จากการสำรวจวิจัยทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พบว่า มีการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดมากขึ้นทุกปี เช่นเดียวกับจำนวนของผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยา
ในอดีตคนจีนนิยมใช้ลูกเดือยผสมข้าวต้มรับประทานเพื่อบำรุงกำลัง หล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้บวมน้ำ ปวดข้อเรื้อรัง บำรุงม้ามและปอด แก้ท้องเสีย เหน็บชา ร้อนใน ทำให้ผิวสวย และยังช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งอีก เพราะมีวิตามินบี 1 สูง-มากกว่าข้าวกล้องด้วยซ้ำ ที่น่าสนใจ ลูกเดือยเป็นอาหารสมุนไพรที่ “เหมาะกับผู้หญิง” อย่างยิ่ง เมื่อก่อน “เชื่อว่า” กินลูกเดือยทำให้ผิวสวย ผมสวย บำรุงมดลูก ปรากฏว่าการศึกษาสมัยใหม่พบว่าสารสกัดด้วยน้ำหรือตัวทำละลายอินทรีย์จากรากหรือเมล็ดเดือยมีฤทธิ์ทำให้การหมุนเวียนของเลือดที่ผิวหนังดีขึ้น ทำให้เส้นผมเจริญดีขึ้น ทั้งพบว่าสารสกัดของลูกเดือยมีผลกระตุ้นการเจริญของ Ovarian follicle และกระตุ้นให้ไข่ตก สำหรับประเด็นยับยั้งการก่อสารมะเร็งนั้น จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าสาร Coixenolide ในเมล็ดเดือย มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญของเนื้องอก เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้น น้ำลูกเดือย หรือมีส่วนประกอบของลูกเดือยจึงเหมาะเป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง (อ้างอิง : “บันทึกของแผ่นดิน 1 : หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว” โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร)
ในยุคดิจิทัลที่มีความทันสมัยของเทคโนโลยี ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้น คนในยุคนี้จึงใช้เวลากับเทคโนโลยีในแต่ละวันนานหลายชั่วโมง พฤติกรรมก็จะนั่งอยู่ในท่าเดิมๆ ซ้ำๆ จึงส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายจนเกิดเป็นโรคต่างๆ ตามมา เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ให้ข้อมูลว่าระบบต่างๆ ในร่างกายมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องกัน โดยเฉพาะการก้มคอมากๆ ร่วมกับการจ้องมองจอสมาร์ทโฟน หรือจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันนานๆ ทำให้มีผลกระทบได้ทั่วทั้งร่างกาย ต่อไปนี้ 1.โรคเกี่ยวกับตา ตาแห้ง ตาพร่า ปวดตา ปวดกระบอกตา สายตาสั้น การจ้องหน้าจอนานๆ จะมีผลต่อสายตามาก ถ้ามีพฤติกรรรมนี้ตลอดเวลาจะส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อมเร็ว หากเลี่ยงจ้องจอนานไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ หรือหลับตาพักสัก 2-3 นาที เพื่อไม่ให้จอประสาทตาและกล้ามเนื้อตาล้าจนเกินไป 2.อาการปวดศีรษะ อาการปวดคอ-บ่า-ไหล่ การนั่งทำงานในท่าเดิมๆ ร่วมกับจ้องมองเทคโนโลยีต่างๆ เป็นเวลานานทำให้มีปวดศีรษะ ปวดคอ บ่า ไหล่ อีกทั้งความเครียดต่างๆ ก็ส่งผลให้เกิดอาการดังกล่าวได้ ที่สำคัญคือ โครงสร้างของกระด
อาการชาตามปลายมือปลายเท้า หลายคนอาจคิดว่าเกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวและสามารถหายไปเองได้ ทว่าอาจเป็นสัญญาณของโรคปลายประสาทอักเสบ นำไปสู่อัมพฤกษ์ อัมพาต นพ.สมชาย โตวณะบุตร แพทย์ทรงคุณวุฒิทางอายุรกรรม สาขาประสาทวิทยา สถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า โรคปลายประสาทอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป และคนกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน คนที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย คนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ คนที่รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ คนที่ร่างกายขาดวิตามินบางชนิด (วิตามิน บี 1, บี 6, บี 12) และคนที่รับประทานยาบางตัวที่มีผลข้างเคียงต่อเส้นประสาท “เส้นประสาทที่ออกจากไขสันหลังมีหลายสิบคู่ อาจเจอในเรื่องของเส้นประสาทถูกกดทับ หรืออักเสบได้จากการที่เราใช้อวัยวะ อาทิ คอ มือ เอว ในท่าทางที่ไม่ถูกต้องนานๆ โดยกลุ่มอาชีพที่ใช้มือเยอะๆ เช่น แม่บ้าน คนขี่มอเตอร์ไซค์ คนที่พิมพ์คอมพิวเตอร์นานๆ รวมไปถึงคนที่มีหมอนรองกระดูกเสื่อม อาจจะพบเส้นประสาทถูกกดทับได้มากกว่าคนทั่วไป ขณะที่อาการที่พบคือ ชา ปวดแปล๊บๆ ปวดร้อนๆ ซ่าๆ ตามบริเวณที่ถูกกดทับ หากได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ก็จะมีโอกาสทุเลาลง หรือ
สิว เป็นโรคผิวหนังที่มักเกิดขึ้นมากในบริเวณผิวที่มีจำนวนต่อมน้ำมันมาก อย่าง ใบหน้า ส่วนบนของหน้าอก และหลัง ปัญหาการเกิดสิวสามารถพบได้บ่อยทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่มักเกิดสิวที่มีสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของแอนโดรเจน เช่น ฮอร์โมนเพศชาย สิว เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวหลักๆ แบ่งได้ 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายใน คือ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ฮอร์โมน, กรรมพันธุ์, โรคเรื้อรัง และผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเราตั้งแต่กำเนิด และปัจจัยภายนอก คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากภายนอกร่างกาย เช่น ยา, เครื่องสำอาง, สภาพแวดล้อม, สังคม, แสงแดดและอุณหภูมิ ความสะอาด และอาหาร ซึ่งเราสามารถป้องกันได้ ส่วนตำแหน่งในการเกิดสิวก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เพราะนั่นอาจหมายถึงความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรานั่นเอง โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงได้ให้คำแนะนำในการใช้สมุนไพรทางเลือก เพื่อใช้ในการดูแล รักษา และป้องกันสิวที่เกิดขึ้นในตำแหน่งต่างๆ ของใบหน้า ดังนี้ สิวบริเวณหน้าผากส่วนบนตรงกลาง เกิดจากระบบย่อยอาหาร หรือกระเพาะปัสสาวะมีปัญหา อาหารที่แนะนำ คือ อาหารที่มีสารต้าน
การออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เป็นการออกกำลังกายที่นิยมมากในปัจจุบัน มีผู้คนไปออกกำลังกายด้วยการวิ่งตามสวนสาธารณะหรือตามสถานที่ออกกำลังกายจำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองที่มีสวนสาธารณะหรือสถานที่ที่เหมาะสม เช่น กรุงวอชิงตัน ดีซี ในสหรัฐอเมริกา การวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากจะได้ความแข็งแรงของระบบหัวใจ หลอดเลือด และปอดแล้ว ยังช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ลดความดันโลหิต รักษาระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ดี ควบคุมกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น ข้อต่อต่างๆ มีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น ไม่อ่อนล้าง่าย อย่างไรก็ดี การออกกำลังกายด้วยการวิ่งต้องทำอย่างถูกวิธี การออกกำลังกายที่ผิดวิธี อาจส่งผลเสียต่อส่วนต่างๆ ของร่างกายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้โดยไม่รู้ตัว การทำความเข้าใจถึงประโยชน์และโทษของการวิ่งออกกำลังกายว่าจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิ่งอย่างไรไม่ข้อเสื่อม การวิ่งเพื่อออกกำลังกายต้องใช้อวัยวะและระบบต่างๆ ของร่างกายหลายระบบทำงานประสานกัน เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวและรองรับน้ำหนักตัว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อและข้อ
