สุขภาพ
เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัวแล้ว และยิ่งอุณหภูมิอากาศที่ร้อนจัดนี้ หากจัดการความเครียดที่มีอยู่รอบตัวไม่ได้ ก็เป็นตัวกระตุ้นหรือเพิ่มความเครียดมากขึ้นได้ ห้างเซ็นทรัล จึงร่วมพูดคุยกับ พญ.สุนิดา โสภณนรินทร์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพญาไท 1 แนะนำคลายเครียดเพิ่มความสดชื่นรับหน้าร้อน ดังนี้ พญ.สุนิดา โสภณนรินทร์ 1.จัดการความคิด จริงๆ ความร้อนไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง แต่ความเครียดเกิดขึ้นเกิดจากความกังวล ความไม่สบายกายไม่สบายใจจากตัวเรามากกว่า เช่น อากาศร้อนทำให้กังวลว่าจะทำให้ผิวคล้ำ เหงื่อออกเยอะๆ จะมีกลิ่นตัวรึเปล่า เพราะฉะนั้น จึงต้องจัดการความคิดของเราให้ผ่อนคลายที่สุด ทำจิตใจให้สบาย อากาศร้อนแล้วจิตใจห้ามร้อนตาม 2.จัดการร่างกาย ต่อเนื่องจากข้อแรก คือดูว่า เรากังวลอะไร จะได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหานี้ เช่น กังวลว่าอากาศร้อนจะทำให้ผิวคล้ำขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือ จัดการร่างกายตัวเอง ดื่มน้ำมากๆ อาบน้ำชำระล้างคราบสกปรก หรือใช้ครีมกันแดด ก็จะช่วยให้เราคลายความกังวล และไม่เป็นสาเหตุของความเครียด 3.จัดการสิ่งแวดล้อม เลือกนำสิ่งแวดล้อมที่ดีเข้ามาใกล้ๆ เรา บ้านรก โต๊ะทำงานรก ก็ถือเป็นโอกาสจัดบ้าน
ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแดดแรง ตลอดจนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากอันตรายของรังสียูวี การถนอมบำรุงผิวอย่างเหมาะสมและป้องกันไม่ให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดมากเกินไปเป็นเรื่องที่จำเป็น วิธีดูแลเบื้องต้น ได้แก่ ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อรักษาความชุ่มชื้น การระบายความร้อนของผิวหนังจำเป็น หลีกเลี่ยงแดดจัดๆ ตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงสามโมงเย็น เพราะรังสียูวีจะมีมากที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ร่มหรืออุปกรณ์อื่นป้องกันแสงแดด นอกจากนี้การบำรุงผิวด้วยสารธรรมชาติ สามารถช่วยป้องกันและบรรเทาผลเสียจากรังสีอันตรายและมลภาวะอื่นๆ ซึ่งทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น ไม่เต่งตึง เกิดริ้วรอยขึ้น เหี่ยวย่นแก่ มีสมุนไพรหลายชนิดที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ คืนความชุ่มชื้นให้ผิว และสร้างคอลลาเจนทำให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ เช่น รางจืด ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ เป็นยาฤทธิ์เย็น แตงกวา คงความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง ลดการอักเสบ ลดการแพ้ ลดการเกิดฝ้ากระจุดด่างดำ มีฤทธิ์เย็น ส่วน ว่านหางจระเข้ เพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มการสร้างคอลลาเจน ลดการอักเสบ ลดฝ้ากระ จุดด่างดำ และ บัวบก เพิ่มความยืด
กระพ้อเงาะระงับกระจับบก กระทกรกกระลำพอสมอไข่ ผักหวานตาลดำลำใย มะเฟืองไฟไข่เน่าสะเดานา ( วรรณคดี: ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนลุแก่โทษ ) กะทกรก ชื่อวิทยาศาสตร์ Passiflora foetida L. เป็นไม้เถา เนื้ออ่อน มีมือเกาะ ใบป้อมเรียงสลับ แผ่นใบเว้าเป็น 3 หยัก มีขน ดอกเดี่ยวออกตามง่ามใบ กลีบดอกด้านนอกสีเขียวอ่อน ด้านใน สีขาว มีกะบังรอบเป็นเส้นฝอยสีขาว โคนสีม่วงเรียง กันเป็นรัศมี ผลค่อนข้างกลม มีใบประดับหุ้ม เมล็ดมีเนื้อหุ้มลักษณะคล้ายเมล็ดแมงลักแช่น้ำ รสหวานปะแล่มๆ ต้นสดมีสารพิษเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ต้มสุกแล้วใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้บวม ใบใช้ตำพอกแผลเพื่อ ฆ่าเชื้อ แก้โรคผิวหนัง คั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาเบื่อและขับพยาธิ ดอกใช้แก้ไอ ขับเสมหะ ผลดิบมีรสเบื่อ ผลสุกหวาน ใช้แก้ปวด บำรุงปอด รากใช้ต้มน้ำดื่มแก้เบาหวาน ที่มา : คอลัมน์ อาทิตย์ละต้น
เรื่องโดย : นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยในเมืองใหญ่ มีการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปจากคนสมัยก่อน พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ทำให้ลักษณะของความเจ็บป่วยของคนไทยเปลี่ยนตามไปด้วย โรคที่เปลี่ยนแปลงไปหลายโรคเป็นปัญหาเรื้อรังทางสุขภาพ เป็นภัยเงียบที่สามารถคร่าชีวิตของคนไทยจำนวนมาก เป็นโรคร้ายที่เพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากรไทยที่เพิ่มขึ้น และตามระยะเวลาที่ดำเนินไป ถึงแม้ว่าโรคเหล่านี้จะเป็นที่รู้จักดี หลายโรครักษาได้ แต่ก็ไม่ควรประมาท ปล่อยให้กลายเป็นปัญหาลุกลาม เพราะการป้องกันไม่ให้โรคเกิดขึ้น น่าจะดีกว่าการตามรักษาในภายหลัง เรียกได้ว่า “โรคเปลี่ยนแปลง จากคนเปลี่ยนไป ถ้าคนแก้ไข ก็ไม่เกิดโรค” แต่ก่อนที่จะแก้ไข เราต้องรู้ก่อนว่าโรคที่เปลี่ยนแปลงไปมีอะไรบ้าง โรคมะเร็ง จากสถิติจำนวนคนไทยที่เป็นโรคมะเร็ง เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 70,000 คน ต่อปี และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ โรคมะเร็งครองแชมป์เป็นโรคที่มีคนเป็นมากที่สุดอันดับ 1 ติดต่อกันมา 5 ปีแล้ว มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณปีละ 50,000 คน โดยอันดับ 1 คือ มะเร็งตับ รองลงมาคือ มะเร็งลำไส้ใ
เรื่องโดย : มติชนออนไลน์ เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แต่ช่วงกลางวันแสงแดดก็ยังแรง และจะแผดเผามิเสื่อมคลาย หากได้รับมากเกินไปเพียง 15 นาที รังสียูวีสามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รวมทั้งผิวหนัง นัยน์ตา และก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ ซึ่งประเทศไทยพบผู้ป่วยจำนวน 300-400 รายต่อปี ฉะนั้น มาปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดและใช้ให้ถูกวิธี นพ.วรพล สุขีวัฒนา จากดอกเตอร์โทนี่คลินิก เล่าว่า แสงอาทิตย์ประกอบด้วยรังสี 3 ประเภท คือ รังสีอินฟราเรดหรือความร้อน รังสีที่มองเห็นคือแสงสว่าง และรังสีที่มองไม่เห็นคือยูวี ซึ่งยังแยกเป็นยูวีเอ 1 (UVA1) ยูวีเอ 2 (UVA2) และยูวีบี (UVB) ทั้งนี้ สิ่งที่เราไม่รู้มาก่อนคือ ยูวีเอ 1 ที่มีในแสงแดดถึงร้อยละ 75 เป็นรังสีที่น่ากลัวที่สุด เพราะสามารถทำลายโครงสร้างดีเอ็นเอของผิวและทำร้ายผิวได้ลึกที่สุด สามารถทะลุกระจก ผนัง และเสื้อผ้าได้ นั่นหมายความว่า แม้เราจะใส่หมวก เสื้อแขนยาว หรืออยู่ในอาคาร ก็ไม่สามารถปกป้องรังสีนี้ได้ทั้งหมด ฉะนั้น การทาครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งสำคัญ “ให้เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป หรือมีค่า PA เพื่อป้องกันยูวีเอ หรือมีสาร Avobenzone และ Zince Oxide ควบค
ฤดูร้อนอย่างนี้ ร่างกายของคนเราอ่อนเพลีย และความร้อนแล้งของอากาศย่อมทำให้ธาตุไฟในร่างกายกำเริบ เป็นเหตุให้เกิดอาการร้อนใน ร่างกายเสียน้ำ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เกิดโรคภัยไข้เจ็บแทรกซ้อนได้ง่าย อีกทั้งในฤดูร้อนของกิน อาหารมักบูดเสีย ทำให้กระเพาะอาหาร ลำไส้แปรปรวน เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก หรือท้องเสีย ปวดท้อง โชคดีภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยมียาดีไว้สำหรับสร้างภูมิคุ้มกันโรค เป็นมหาพิกัดยาต้านโรคฤดูร้อน ชื่อว่า “ตรีผลา” คำว่า มหาพิกัดยาในที่นี้ หมายถึง พิกัดยาที่ใหญ่กว่าพิกัดธรรมดา เป็นการเอาตัวยาสมุนไพรมากกว่า 2 ตัวขึ้นไปมารวมกัน โดยน้ำหนักยาแต่ละตัวไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าต้องการเน้นหนักให้แก้กองฤดูอะไร แก้กองธาตุไหน หรือต้องการแก้โรคแทรกใด สำหรับตรีผลาที่เป็นมหาพิกัดยาต้านโรคฤดูร้อนนั้น ประกอบด้วยผลไม้ 3 ชนิด ได้แก่ ลูกสมอพิเภก ลูกสมอไทย และลูกมะขามป้อม ตามปกติ ยาตรีผลาที่ประกอบด้วยผลไม้ทั้ง 3 ชนิด อย่างละเท่าๆ กัน เมื่อปรุงเป็นยาก็สามารถแก้โรคได้ทุกกองธาตุ เพราะลูกมะขามป้อมใช้แก้ธาตุลม ไม่ให้เกิดอาการสวิงสวาย เป็นลมหน้ามืด และลูกสมอพิเภกใช้แก้ธาตุไฟป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้อนใน กำเดา เป็นแผล
ผู้เขียน : สรรหา มาเล่า (มติชนออนไลน์) ทํานองเดียวกับ “มาสาย ดีกว่าไม่มา” การลุกขึ้นมาออกกำลังกายแค่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เสาร์ อาทิตย์ ก็ยังดีกว่า ไม่ออกกำลังกายอะไรเลย ทั้งนี้ สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างรายงานผลการสำรวจศึกษาจัดทำในอังกฤษ จากการเก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างราว 64,000 คน ตีพิมพ์ในวารสารทางด้านการแพทย์จากสมาคมการแพทย์อเมริกัน ระบุว่า คนที่ออกกำลังกายช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ก็ได้รับประโยชน์ทางสุขภาพอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจ มากกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลย จากที่ผลการศึกษาที่ผ่านมา มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คนเราควรจะออกกำลังกายปานกลางประมาณสัปดาห์ละ 150 นาที หรือออกกำลังกายแบบ vigorous exercise หรือการออกกำลังกายที่ทำให้อัตราการเต้นหัวใจเร็วมาก อย่างเช่น การปั่นจักรยาน หรือการวิ่งเร็ว สัปดาห์ละ 75 นาที แต่ในผลสำรวจดังกล่าวไม่ได้มีการระบุว่า คนเราจำเป็นต้องออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน และควรออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน หรือแค่ 1 หรือ 2 วันก็ได้ แต่ในผลการศึกษานี้มีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่คนที่ลุกขึ้นมาออกกำลังกายเพียง 1 หรือ 2 ว
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี เปิดเผยว่า ฤดูร้อนปี 2560 กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน จะมีอากาศร้อนอบอ้าวและร้อนจัดในบางพื้นที่ โดยอุณหภูมิสูงสุดอาจจะสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส ซึ่งปกติร่างกายมนุษย์จะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส หากร่างกายเผชิญกับอุณหภูมิอากาศที่ร้อนกว่านี้ และไม่สามารถปรับลดอุณหภูมิได้ อาจเกิดโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการเจ็บป่วยรุนแรง เกิดจากการออกกำลังกายหรือทำงานในที่อากาศร้อนจัด เป็นเวลานาน ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ ทำให้การทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมทั้งระบบประสาททำงานผิดปกติ ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลวจนทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ที่เป็นลมแดด จะมีอาการ อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน ไม่มี เหงื่อออก รู้สึกกระหายน้ำมาก ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียล ปวดศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว เพ้อ ชัก มึนงง หน้ามืด หากไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีอาจทำให้หมดสติและเสียชีวิตได
ในอดีตคนจีนนิยมใช้ลูกเดือยผสมข้าวต้มรับประทานเพื่อบำรุงกำลัง หล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้บวมน้ำ ปวดข้อเรื้อรัง บำรุงม้ามและปอด แก้ท้องเสีย เหน็บชา ร้อนใน ทำให้ผิวสวย และยังช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งอีก เพราะมีวิตามินบี 1 สูง-มากกว่าข้าวกล้องด้วยซ้ำ ที่น่าสนใจ ลูกเดือยเป็นอาหารสมุนไพรที่ “เหมาะกับผู้หญิง” อย่างยิ่ง เมื่อก่อน “เชื่อว่า” กินลูกเดือยทำให้ผิวสวย ผมสวย บำรุงมดลูก ปรากฏว่าการศึกษาสมัยใหม่พบว่าสารสกัดด้วยน้ำหรือตัวทำละลายอินทรีย์จากรากหรือเมล็ดเดือยมีฤทธิ์ทำให้การหมุนเวียนของเลือดที่ผิวหนังดีขึ้น ทำให้เส้นผมเจริญดีขึ้น ทั้งพบว่าสารสกัดของลูกเดือยมีผลกระตุ้นการเจริญของ Ovarian follicle และกระตุ้นให้ไข่ตก สำหรับประเด็นยับยั้งการก่อสารมะเร็งนั้น จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าสาร Coixenolide ในเมล็ดเดือย มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญของเนื้องอก เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้น น้ำลูกเดือย หรือมีส่วนประกอบของลูกเดือยจึงเหมาะเป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง (อ้างอิง : “บันทึกของแผ่นดิน 1 : หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว” โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร)
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสำหรับคนไทยแล้ว ยาพาราเซตามอล หรือยาแก้ปวด ลดไข้ ดูจะเป็นยาที่คนไทยเลือกซื้อรับประทานมากที่สุด แถมยังซื้อกินอย่างพร่ำเพรื่อ ส่งผลไปสู่การทานยาเกินขนาด ดื้อยา และปัญหาสุขภาพถึงขั้นเสียชีวิตได้ สอดคล้องกับรายงานของกรมการแพทย์ ที่ระบุว่า ในปี 2553 คนไทยกินยาทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณประมาณ 47,000 ล้านเม็ดต่อปี หรือเฉลี่ย 128 ล้านเม็ดต่อวัน โดยซื้อทานเองร้อยละ 15 ของผู้ป่วยทั้งหมด ทั้งอาการปวดหัว ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามร่างกาย และยาพาราเซตามอลก็เป็นอันดับ 1 ที่คนเลือกรับประทาน เภสัชกร ณรงค์ศักดิ์ ใบเนียม เภสัชกรประจำร้านขายยาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ยาพาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวด และลดไข้ที่คนไทยนิยมใช้กันมากที่สุด บางคนกินแก้หวัด ป้องกันหวัด หรือแก้ปวดเมื่อย ข้อดีคือไม่ระคายเคืองกระเพาะ แต่แท้จริงแล้วมีผลข้างเคียงที่อันตรายที่สุดคือการเกิดพิษต่อตับ หากใช้เกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันนานเกินไป ถึงแม้ว่าจะเป็นยาที่มีความปลอดภัยในการใช้ก็ตาม จากการสำรวจวิจัยทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พบว่า มีการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดมากขึ้นทุกปี เช่นเดียวกับจำนวนของผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยา
