สุขภาพ
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ปกติแล้วร่างกายของมนุษย์มีอุณหภูมิอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส หากร่างกายเผชิญกับอากาศที่ร้อนกว่านี้และไม่สามารถปรับลดอุณหภูมิได้ อาจเกิดโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ซึ่งมีอันตรายอย่างรุนแรง อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบสมอง หากได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีก็จะสามารถช่วยรักษาชีวิตได้และลดความพิการได้อย่างมาก “ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่าระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-17 เมษายน 2559 มีผู้เสียชีวิตจากโรคลมร้อน 21 คน เป็นชาย 20 คน หญิง 1 คน อายุระหว่าง 29-72 ปี ส่วนใหญ่เสียชีวิตในที่สาธารณะ 13 คน ในบ้าน 5 คนในรถ 2 คน ในวัด 1 คน เป็นผู้ประกอบอาชีพรับจ้าง เฉพาะระหว่างวันที่ 10-17 เมษายน มีผู้เสียชีวิต 8 คน เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงอากาศร้อน และในช่วงเวลาเดียวกันระหว่าง พ.ศ.2556-2559 มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 32 คน ผู้ป่วยโรคลมแดด เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส จะมีอาการเบื้องต้น ได้แก่ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล สับ
หน่อไม้อ่อนเป็นแหล่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติต้านมะเร็ง ตามการทบทวนใหม่ได้แนะนำให้ใช้หน่อไม้เป็น “อาหารเพื่อสุขภาพใหม่” ทั้งนี้ ในการตีพิมพ์ผลการทบทวนด้านอาหารวิทยาศาสตร์และความปลอดภัยด้านอาหาร ได้พิจารณาการใช้หน่อไม้เป็นอาหารสุขภาพ โดยเน้นประโยชน์ของหน่อไม้ที่มีผลต่อสุขภาพและศักยภาพในการนำมาใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปัญจาบในประเทศอินเดีย กล่าวว่า การที่จำนวนผู้บริโภคตระหนักถึงสุขภาพเพิ่มขึ้นได้กระตุ้นการเติบโต (ให้ความสำคัญ) กับส่วนผสมสำหรับอาหารที่มีสรรพคุณเป็นยา และกล่าวเสริมว่า หน่อไม้สามารถเป็นหนึ่งในส่วนผสมของอาหารเพื่อสุขภาพ “หน่อไม้อ่อนไม่เพียงแค่อร่อยเท่านั้น แต่อุดมไปด้วยส่วนประกอบของสารอาหาร มีโปรตีนเป็นส่วนใหญ่ คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ ใยอาหารมีน้ำตาลและไขมันต่ำ” นักวิจัยซึ่งนำโดย ศาสตราจารย์ไนร์มาลา ชงธรรม (Nirmala Chongtham) แผนกพฤกษศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปัญจาบเขียนไว้ นอกจากนี้ หน่อไม้อ่อนยังมีไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) ซึ่งลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในอาหารที่รับประทานเข้าไป จะช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลในร่า
ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า องค์การอนามัยโลก (ฮู) อยู่บนเส้นทางที่จะควบคุมและขจัดโรคแอฟริกันทริปาโนโซมิเอซิสหรือโรคเหงาหลับ โรคชากาส และอาการป่วยดึกดำบรรพ์อื่นๆ ให้หมดไปจากโลกภายในปี 2020 ในการประชุมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่ประชุมฮูรับทราบถึงเป้าหมายที่บรรลุผลแล้วของโร้ดแมปโรคเขตร้อนที่ถูกละเลยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีการรักษาผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ 1 พันล้านคนในปี 2015 ซึ่งส่งผลให้คนหลายร้อยล้านต้องตาบอด พิการ เสียโฉม หรืออ่อนแรง นอกจากนี้ยังมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าอีกเรื่องหนึ่งนั่นคือ ในปี 2016 มีผู้คนทั่วโลก 25 คนเท่านั้นที่ป่วยเป็นโรคพยาธิกีเนีย ซึ่งเป็นโรคเกิดจากปรสิตที่ติดเชื้อผ่านทางน้ำดื่มที่ปนเปื้อน และมีมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็น 114 ล้านคน ที่ได้รับการรักษาโรคพยาธิตาบอดซึ่งเป็นโรคเกิดจากปรสิตที่มีแมลงริ้นดำเป็นพาหะ ดร.เดิร์ก เองเกลส์ ผู้อำนวยการฝ่ายโรคเขตร้อนที่ถูกละเลยของฮูเปิดเผยว่า โดยทั่วไปแล้วมีพัฒนาการไปมากในเรื่องการขจัดโรคเขตร้อนที่ถูกละเลยให้หมดไป และเชื่อว่าก่อนหน้าปี 2030 โรคเหล่านี้จะกลายเป็นเพียงแค่ประวัติศาสตร์เท่านั้น ที
อาหารบางอย่างในธรรมชาติอุดมไปด้วยสารเคมีที่สามารถควบคุมนาฬิกาภายในร่างกายของคุณ โปรตีนและนม-เช่นถั่วและโยเกิร์ต มีทริปโตเฟน กรดอะมิโนที่จำเป็นที่ช่วยให้ร่างกายของคุณนอนหลับ และคาร์โบไฮเดรต – เช่นขนมปังและข้าว – ก็ยังสามารถช่วยให้คุณนอนหลับได้ด้วยเนื่องจากคาร์โบไฮเดรตจะช่วยเพิ่มความเร็วในการปล่อยสารเคมีในการกระตุ้นให้ร่างกายนอนหลับตามข้อมูลของมูลนิธินอนหลับแห่งชาติ เว็บไชต์Insider ได้รวบรวมอาหาร 12 ชนิด ที่คุณควรกิน…หากคุณเป็นคนประเภทนอนหลับยาก เริ่มต้นที่ รากคาวา (KAVA root) เป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติที่มีสารที่ช่วยกระตุ้นสมองและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ นำมารับประมานกับนมถั่วเหลืองอุ่นๆ หรือนมมะพร้าวก็จะช่วยให้นอนหลับ และลดความกังวลได้ เชอร์รี่ (Cherry) ในน้ำเชอร์รี่มีช่วยลดอาการเจ็ทแลคได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางตัวเสียอีก เจลลี่บีนส์ (Jelly beans) ลูกอมที่เด็กๆชอบกินนี่แหละ สามารถช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น เนื่องจากมีน้ำตาล ความหวานจะไปช่วยสั่งการสมองให้รู้สึกอยากนอนหลับ แต่ถ้าหากกินมากไปก็อาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง วอลนัท (Walnuts) เป็นแหล่งรวมกรดอมิโนทริปโตเฟนแสนอร่อย
สวัสดีคุณผู้อ่าน เฮลท์คิทเช่น ที่เก่าเวลาเดิมทุกคนค่ะ ก่อนที่เราจะลงมือทำอาหารกันวันนี้ เรามาทำความรู้จักและทำความเข้าใจกับ “Raw Food” กันก่อนดีกว่าค่ะ รอว์ฟู้ด (Raw Food) หรือ แนวทางการทานอาหารเน้นผักและผลไม้สด ที่ไม่ผ่านกรรมวิธีแปรรูป หรือปรุงสุกผ่านความร้อน คงความสดของผักและผลไม้ ให้ความสด และวิตามินแร่ธาตุในอาหารนี้เป็นพลังธรรมชาติบำบัด รวมถึงเอนไซม์และแบคทีเรียที่ดีไม่ถูกทำลายไปกับการปรุงอาหาร สามารถชำระล้างสารพิษในร่างกาย เพิ่มภูมิคุ้มกัน แถมยังดีต่อระบบขับถ่ายด้วยนะคะ วันนี้วินมีเมนูง่ายๆ โดยใช้ผักพื้นบ้านของเรา มาทำเป็น สลัดมะพร้าวกุ้งสด* ให้เพื่อนๆ ได้อินเทรนด์กับวิถีการทานอาหารแบบรอว์ฟู้ดตามสไตล์คนรักสุขภาพอย่างเราๆ กัน *วินนำอกไก่และกุ้งสดมาเป็นส่วนผสมเพิ่มเติม เพื่อให้การทานผักสด ทานได้ง่ายขึ้น หากคุณผู้อ่านไม่มีปัญหาในการทานผักล้วนๆ แล้วละก็ จะไม่ใส่อกไก่และกุ้งเลยก็ได้จ้า —- ส่วนผสม —- 1. อกไก่ฉีก 2. กุ้งลวก 3. หอมเจียว 4. มะพร้าวคั่ว 5. ใบโหระพา 6. ผักชี 7. ใบชะพลู 8. พริกแดง (หั่นเป็นเส้น) 9. เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 10. หอมแดง 11. ตะไคร้ (ซอยเป็นแว่นบางๆ) 12.
เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัวแล้ว และยิ่งอุณหภูมิอากาศที่ร้อนจัดนี้ หากจัดการความเครียดที่มีอยู่รอบตัวไม่ได้ ก็เป็นตัวกระตุ้นหรือเพิ่มความเครียดมากขึ้นได้ ห้างเซ็นทรัล จึงร่วมพูดคุยกับ พญ.สุนิดา โสภณนรินทร์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพญาไท 1 แนะนำคลายเครียดเพิ่มความสดชื่นรับหน้าร้อน ดังนี้ พญ.สุนิดา โสภณนรินทร์ 1.จัดการความคิด จริงๆ ความร้อนไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง แต่ความเครียดเกิดขึ้นเกิดจากความกังวล ความไม่สบายกายไม่สบายใจจากตัวเรามากกว่า เช่น อากาศร้อนทำให้กังวลว่าจะทำให้ผิวคล้ำ เหงื่อออกเยอะๆ จะมีกลิ่นตัวรึเปล่า เพราะฉะนั้น จึงต้องจัดการความคิดของเราให้ผ่อนคลายที่สุด ทำจิตใจให้สบาย อากาศร้อนแล้วจิตใจห้ามร้อนตาม 2.จัดการร่างกาย ต่อเนื่องจากข้อแรก คือดูว่า เรากังวลอะไร จะได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหานี้ เช่น กังวลว่าอากาศร้อนจะทำให้ผิวคล้ำขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือ จัดการร่างกายตัวเอง ดื่มน้ำมากๆ อาบน้ำชำระล้างคราบสกปรก หรือใช้ครีมกันแดด ก็จะช่วยให้เราคลายความกังวล และไม่เป็นสาเหตุของความเครียด 3.จัดการสิ่งแวดล้อม เลือกนำสิ่งแวดล้อมที่ดีเข้ามาใกล้ๆ เรา บ้านรก โต๊ะทำงานรก ก็ถือเป็นโอกาสจัดบ้าน
ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแดดแรง ตลอดจนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากอันตรายของรังสียูวี การถนอมบำรุงผิวอย่างเหมาะสมและป้องกันไม่ให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดมากเกินไปเป็นเรื่องที่จำเป็น วิธีดูแลเบื้องต้น ได้แก่ ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อรักษาความชุ่มชื้น การระบายความร้อนของผิวหนังจำเป็น หลีกเลี่ยงแดดจัดๆ ตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงสามโมงเย็น เพราะรังสียูวีจะมีมากที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ร่มหรืออุปกรณ์อื่นป้องกันแสงแดด นอกจากนี้การบำรุงผิวด้วยสารธรรมชาติ สามารถช่วยป้องกันและบรรเทาผลเสียจากรังสีอันตรายและมลภาวะอื่นๆ ซึ่งทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น ไม่เต่งตึง เกิดริ้วรอยขึ้น เหี่ยวย่นแก่ มีสมุนไพรหลายชนิดที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ คืนความชุ่มชื้นให้ผิว และสร้างคอลลาเจนทำให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ เช่น รางจืด ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ เป็นยาฤทธิ์เย็น แตงกวา คงความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง ลดการอักเสบ ลดการแพ้ ลดการเกิดฝ้ากระจุดด่างดำ มีฤทธิ์เย็น ส่วน ว่านหางจระเข้ เพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มการสร้างคอลลาเจน ลดการอักเสบ ลดฝ้ากระ จุดด่างดำ และ บัวบก เพิ่มความยืด
กระพ้อเงาะระงับกระจับบก กระทกรกกระลำพอสมอไข่ ผักหวานตาลดำลำใย มะเฟืองไฟไข่เน่าสะเดานา ( วรรณคดี: ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนลุแก่โทษ ) กะทกรก ชื่อวิทยาศาสตร์ Passiflora foetida L. เป็นไม้เถา เนื้ออ่อน มีมือเกาะ ใบป้อมเรียงสลับ แผ่นใบเว้าเป็น 3 หยัก มีขน ดอกเดี่ยวออกตามง่ามใบ กลีบดอกด้านนอกสีเขียวอ่อน ด้านใน สีขาว มีกะบังรอบเป็นเส้นฝอยสีขาว โคนสีม่วงเรียง กันเป็นรัศมี ผลค่อนข้างกลม มีใบประดับหุ้ม เมล็ดมีเนื้อหุ้มลักษณะคล้ายเมล็ดแมงลักแช่น้ำ รสหวานปะแล่มๆ ต้นสดมีสารพิษเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ต้มสุกแล้วใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้บวม ใบใช้ตำพอกแผลเพื่อ ฆ่าเชื้อ แก้โรคผิวหนัง คั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาเบื่อและขับพยาธิ ดอกใช้แก้ไอ ขับเสมหะ ผลดิบมีรสเบื่อ ผลสุกหวาน ใช้แก้ปวด บำรุงปอด รากใช้ต้มน้ำดื่มแก้เบาหวาน ที่มา : คอลัมน์ อาทิตย์ละต้น
เรื่องโดย : นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยในเมืองใหญ่ มีการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปจากคนสมัยก่อน พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ทำให้ลักษณะของความเจ็บป่วยของคนไทยเปลี่ยนตามไปด้วย โรคที่เปลี่ยนแปลงไปหลายโรคเป็นปัญหาเรื้อรังทางสุขภาพ เป็นภัยเงียบที่สามารถคร่าชีวิตของคนไทยจำนวนมาก เป็นโรคร้ายที่เพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากรไทยที่เพิ่มขึ้น และตามระยะเวลาที่ดำเนินไป ถึงแม้ว่าโรคเหล่านี้จะเป็นที่รู้จักดี หลายโรครักษาได้ แต่ก็ไม่ควรประมาท ปล่อยให้กลายเป็นปัญหาลุกลาม เพราะการป้องกันไม่ให้โรคเกิดขึ้น น่าจะดีกว่าการตามรักษาในภายหลัง เรียกได้ว่า “โรคเปลี่ยนแปลง จากคนเปลี่ยนไป ถ้าคนแก้ไข ก็ไม่เกิดโรค” แต่ก่อนที่จะแก้ไข เราต้องรู้ก่อนว่าโรคที่เปลี่ยนแปลงไปมีอะไรบ้าง โรคมะเร็ง จากสถิติจำนวนคนไทยที่เป็นโรคมะเร็ง เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 70,000 คน ต่อปี และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ โรคมะเร็งครองแชมป์เป็นโรคที่มีคนเป็นมากที่สุดอันดับ 1 ติดต่อกันมา 5 ปีแล้ว มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณปีละ 50,000 คน โดยอันดับ 1 คือ มะเร็งตับ รองลงมาคือ มะเร็งลำไส้ใ
เรื่องโดย : มติชนออนไลน์ เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แต่ช่วงกลางวันแสงแดดก็ยังแรง และจะแผดเผามิเสื่อมคลาย หากได้รับมากเกินไปเพียง 15 นาที รังสียูวีสามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รวมทั้งผิวหนัง นัยน์ตา และก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ ซึ่งประเทศไทยพบผู้ป่วยจำนวน 300-400 รายต่อปี ฉะนั้น มาปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดและใช้ให้ถูกวิธี นพ.วรพล สุขีวัฒนา จากดอกเตอร์โทนี่คลินิก เล่าว่า แสงอาทิตย์ประกอบด้วยรังสี 3 ประเภท คือ รังสีอินฟราเรดหรือความร้อน รังสีที่มองเห็นคือแสงสว่าง และรังสีที่มองไม่เห็นคือยูวี ซึ่งยังแยกเป็นยูวีเอ 1 (UVA1) ยูวีเอ 2 (UVA2) และยูวีบี (UVB) ทั้งนี้ สิ่งที่เราไม่รู้มาก่อนคือ ยูวีเอ 1 ที่มีในแสงแดดถึงร้อยละ 75 เป็นรังสีที่น่ากลัวที่สุด เพราะสามารถทำลายโครงสร้างดีเอ็นเอของผิวและทำร้ายผิวได้ลึกที่สุด สามารถทะลุกระจก ผนัง และเสื้อผ้าได้ นั่นหมายความว่า แม้เราจะใส่หมวก เสื้อแขนยาว หรืออยู่ในอาคาร ก็ไม่สามารถปกป้องรังสีนี้ได้ทั้งหมด ฉะนั้น การทาครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งสำคัญ “ให้เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป หรือมีค่า PA เพื่อป้องกันยูวีเอ หรือมีสาร Avobenzone และ Zince Oxide ควบค
