สุขภาพ
ปัจจุบันมากกว่า 1 ใน 10 ของผู้คนทั่วโลกเป็นโรคอ้วน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมาจนเป็นผลให้ในแต่ละปีมีผู้คนเสียชีวิตหลายล้านคน จากรายงานการวิจัยล่าสุดที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ New England Journal of Medicine และถูกนำเสนอในที่ประชุมในกรุงสตอกโฮล์มถึงการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคอ้วนในระยะเวลา 35 ปี ใน 195 ประเทศทั่วโลก พบว่าจำนวนผู้ที่เป็นโรคอ้วนมีเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าใน 73 ประเทศ นับตั้งแต่เริ่มทำการวิจัยในปีพ.ศ.2523 ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมากจนถึงขั้นที่ว่ากลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในปีพ.ศ.2558 (ค.ศ.2015) พบว่าประชากรเด็ก และผู้ใหญ่ทั่วโลกเป็นโรคอ้วน 107.7 ล้านคน และ 603.7 ล้านคนตามลำดับ ถึงแม้อัตราการเป็นโรคอ้วนในเด็กจะต่ำกว่าผู้ใหญ่ แต่ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในระหว่างที่ได้ทำการวิจัยมาตลอด 35 ปี รายงานยังระบุอีกว่าในปีพ.ศ.2558 มีผู้เสียชีวิตถึง 4 ล้านคน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ที่มีมากเกิน 24.5 ซึ่งผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายเกิน 30 ก็จะถือว่าเป็นโรคอ้วน ซึ่งการเสียชีวิตเหล่านั้น มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ไม
เคยรู้สึกไหมเวลาทำงานหนักๆ รู้สึกเครียด ร่างกายจะมีอาการ ‘มึนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ หิวของหวาน อยากของเค็ม’ ซึ่งถ้ามีก็แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เลย เพราะว่านี่ไม่ใช่แค่การเหนื่อยล้าจากการทำงานธรรมดา แต่เป็นกลุ่มอาการที่บ่งบอกว่า คุณหักโหมเกินไปจนร่างกายเริ่มเครียดแล้ว ยิ่งมีความเครียดมากเท่าไหร่ โอกาสที่โรคร้ายจะรุมเร้าก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น นพ.ธรณัส กระต่ายทอง อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ และเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน กล่าวว่า ความเครียดไม่เพียงทำให้สูญเสียพลังงาน แต่ยังนำมาซึ่งโรคร้าย เช่น โรคหัวใจ โรคความดัน โรคกระเพาะอาหาร และไมเกรน ซึ่งตามหลักวิชาการแล้ว ความเครียดเป็นปฏิกิริยาของสมองที่แต่ละคนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่เหมือนกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ แต่ละคนทนความเครียดได้ไม่เท่ากัน ดังนั้นร่างกายก็จะแสดงอาการออกมาแตกต่างกันไป โดยมากมักจะปวดหัวหรือปวดท้อง อายุรแพทย์ฯ กล่าวอีกว่า ส่วนอันตรายก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความเครียด ว่ามากน้อยแค่ไหน และความอดทนของแต่ละบุคคล ซึ่งปกติแล้วในออฟฟิศทั่วไปมักจะมีคนที่เครียดจนเป็นโรค ประมาณร้อยละ 20 ขณะที่ร้อยละ 60-70 ของพนักงานออฟ
จะให้อายุยืนต้อง “กินผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง” ท่องกันมา ฟังกันมาจนเบื่อหู แต่ตัวเลขของคนไทยที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) ยังคงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตของ “คนเมือง” ประการหนึ่ง ที่นั่งติดที่ กิน-ดื่มเป็นอาจิน แต่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แล้วยังเลือกอาหารแบบตามใจปาก เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารรสจัด ประเภทเผ็ดมันเค็มหวาน ภาวะทุพโภชนาการเช่นนี้เกิดขึ้นกับทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลกมีรายงานว่า ทุกปีทั่วโลกจะพบการเสียชีวิตของผู้ที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน หลอดเลือดสมองและหัวใจ มะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน เป็นต้น ประมาณ 36 ล้านคน สำหรับประเทศไทย พบว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึงร้อยละ 73 ของประชากรทั้งหมด โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจ พบว่าอัตราตายเท่ากับ 28.92 ต่อประชากรแสนคน หรือ เท่ากับ 18,922 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน ส่วนหลอดเลือดสมองมีอัตราตายสูงสุด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2557 มีจำนวนตาย 25,114 คน หรือเฉลี่ยทุกๆ 1 ชั่วโมง จะมีคนตายด้วยโรคหลอดเลือดสมองประมาณ 3 คน นอกจากนั้นยังพบว
นพ.ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็ก หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ จะเจ็บป่วยได้ง่าย หากต้องเผชิญกับอากาศร้อนนานๆ โรคที่ผู้สูงอายุต้องระวังและพบบ่อยในช่วงอากาศร้อน คือ 1.โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) เกิดจากการที่ผู้สูงอายุอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงและได้รับความร้อนมากเกินไป ส่งผลให้การทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมองผิดปกติ อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น และถึงแก่ชีวิตได้ การป้องกันผู้สูงอายุไม่ควรตากแดดในช่วงเที่ยงวัน หรือเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงบ่ายโมงไปถึง 4 โมงเย็น แต่หากมีความจำเป็นต้องสัมผัสแดดควรใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อลดความร้อนในร่างกาย และควรจิบน้ำเปล่าให้บ่อยที่สุดในวันที่มีอากาศร้อนจัด 2. โรคท้องเสีย วิธีป้องกัน คือ ควรยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เพื่อลดการติดเชื้อ และไม่กินอาหารที่ตั้งทิ้งไว้นานๆ 3.โรคผิวหนังแสบ แดง เป็นผื่น ที่เกิดจากการสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานานๆ โดยปราศจากสิ่งป้องกัน จะทำให้ผิวหนังของผู้สูงอายุเกิดอาการไหม้ เกรียม แสบ และแดงเป็นผื่นได้ จึงคว
อากาศเมืองไทยช่วงนี้ร้อนจริงๆ หลายคนชุดเปียกตั้งแต่ยังไม่พ้นตัวบ้าน แต่หลายคนยิ่งน่าเห็นใจ มีใช้ชีวิตช่วงกลางวันส่วนใหญ่ท่ามกลางอากาศร้อนถึงร้อนจัด ซึ่งไม่เพียงแสงแดดจะทำให้สีผิวเปลี่ยน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง เรายังมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือลมแดด รุนแรงขนาดที่ว่าสามารถคร่าชีวิตเราได้แบบไม่ทันตั้งตัว แต่ก็มีวิธีรับมือ พญ.ปานหทัย ทองมาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า ฮีทสโตรกเป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากการควบคุมอุณหภูมิเสียไป จนทำให้อุณหภูมิแกนสูงขึ้นและเกิดความผิดปกติทางระบบประสาท ทั้งนี้ โดยปกติแล้วร่างกายจะมีการควบคุมอุณหภูมิแกน โดยผ่านสมดุลระหว่าง การสร้างความร้อน จากเมแทบอลิซึมหรือระบบเผาผลาญในร่างกาย และจากการดูดซับความร้อนจากสิ่งแวดล้อมกับ การกำจัดความร้อนออกจากร่างกาย ผ่านทางการระเหยเป็นเหงื่อหรือลมหายใจ การแผ่รังสี การนำความร้อน และการพาความร้อน “ในภาวะปกติทั้งสองด้านต้องทำงานกันอย่างสมดุล เพื่อกำจัดความร้อนก่อนจะถึงจุดที่เป็นอันตราย แต่เมื่อใดก็ตามที่ร่าง
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ปกติแล้วร่างกายของมนุษย์มีอุณหภูมิอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส หากร่างกายเผชิญกับอากาศที่ร้อนกว่านี้และไม่สามารถปรับลดอุณหภูมิได้ อาจเกิดโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ซึ่งมีอันตรายอย่างรุนแรง อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบสมอง หากได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีก็จะสามารถช่วยรักษาชีวิตได้และลดความพิการได้อย่างมาก “ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่าระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-17 เมษายน 2559 มีผู้เสียชีวิตจากโรคลมร้อน 21 คน เป็นชาย 20 คน หญิง 1 คน อายุระหว่าง 29-72 ปี ส่วนใหญ่เสียชีวิตในที่สาธารณะ 13 คน ในบ้าน 5 คนในรถ 2 คน ในวัด 1 คน เป็นผู้ประกอบอาชีพรับจ้าง เฉพาะระหว่างวันที่ 10-17 เมษายน มีผู้เสียชีวิต 8 คน เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงอากาศร้อน และในช่วงเวลาเดียวกันระหว่าง พ.ศ.2556-2559 มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 32 คน ผู้ป่วยโรคลมแดด เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส จะมีอาการเบื้องต้น ได้แก่ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล สับ
หน่อไม้อ่อนเป็นแหล่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติต้านมะเร็ง ตามการทบทวนใหม่ได้แนะนำให้ใช้หน่อไม้เป็น “อาหารเพื่อสุขภาพใหม่” ทั้งนี้ ในการตีพิมพ์ผลการทบทวนด้านอาหารวิทยาศาสตร์และความปลอดภัยด้านอาหาร ได้พิจารณาการใช้หน่อไม้เป็นอาหารสุขภาพ โดยเน้นประโยชน์ของหน่อไม้ที่มีผลต่อสุขภาพและศักยภาพในการนำมาใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปัญจาบในประเทศอินเดีย กล่าวว่า การที่จำนวนผู้บริโภคตระหนักถึงสุขภาพเพิ่มขึ้นได้กระตุ้นการเติบโต (ให้ความสำคัญ) กับส่วนผสมสำหรับอาหารที่มีสรรพคุณเป็นยา และกล่าวเสริมว่า หน่อไม้สามารถเป็นหนึ่งในส่วนผสมของอาหารเพื่อสุขภาพ “หน่อไม้อ่อนไม่เพียงแค่อร่อยเท่านั้น แต่อุดมไปด้วยส่วนประกอบของสารอาหาร มีโปรตีนเป็นส่วนใหญ่ คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ ใยอาหารมีน้ำตาลและไขมันต่ำ” นักวิจัยซึ่งนำโดย ศาสตราจารย์ไนร์มาลา ชงธรรม (Nirmala Chongtham) แผนกพฤกษศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปัญจาบเขียนไว้ นอกจากนี้ หน่อไม้อ่อนยังมีไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) ซึ่งลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในอาหารที่รับประทานเข้าไป จะช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลในร่า
ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า องค์การอนามัยโลก (ฮู) อยู่บนเส้นทางที่จะควบคุมและขจัดโรคแอฟริกันทริปาโนโซมิเอซิสหรือโรคเหงาหลับ โรคชากาส และอาการป่วยดึกดำบรรพ์อื่นๆ ให้หมดไปจากโลกภายในปี 2020 ในการประชุมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่ประชุมฮูรับทราบถึงเป้าหมายที่บรรลุผลแล้วของโร้ดแมปโรคเขตร้อนที่ถูกละเลยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีการรักษาผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ 1 พันล้านคนในปี 2015 ซึ่งส่งผลให้คนหลายร้อยล้านต้องตาบอด พิการ เสียโฉม หรืออ่อนแรง นอกจากนี้ยังมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าอีกเรื่องหนึ่งนั่นคือ ในปี 2016 มีผู้คนทั่วโลก 25 คนเท่านั้นที่ป่วยเป็นโรคพยาธิกีเนีย ซึ่งเป็นโรคเกิดจากปรสิตที่ติดเชื้อผ่านทางน้ำดื่มที่ปนเปื้อน และมีมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็น 114 ล้านคน ที่ได้รับการรักษาโรคพยาธิตาบอดซึ่งเป็นโรคเกิดจากปรสิตที่มีแมลงริ้นดำเป็นพาหะ ดร.เดิร์ก เองเกลส์ ผู้อำนวยการฝ่ายโรคเขตร้อนที่ถูกละเลยของฮูเปิดเผยว่า โดยทั่วไปแล้วมีพัฒนาการไปมากในเรื่องการขจัดโรคเขตร้อนที่ถูกละเลยให้หมดไป และเชื่อว่าก่อนหน้าปี 2030 โรคเหล่านี้จะกลายเป็นเพียงแค่ประวัติศาสตร์เท่านั้น ที
อาหารบางอย่างในธรรมชาติอุดมไปด้วยสารเคมีที่สามารถควบคุมนาฬิกาภายในร่างกายของคุณ โปรตีนและนม-เช่นถั่วและโยเกิร์ต มีทริปโตเฟน กรดอะมิโนที่จำเป็นที่ช่วยให้ร่างกายของคุณนอนหลับ และคาร์โบไฮเดรต – เช่นขนมปังและข้าว – ก็ยังสามารถช่วยให้คุณนอนหลับได้ด้วยเนื่องจากคาร์โบไฮเดรตจะช่วยเพิ่มความเร็วในการปล่อยสารเคมีในการกระตุ้นให้ร่างกายนอนหลับตามข้อมูลของมูลนิธินอนหลับแห่งชาติ เว็บไชต์Insider ได้รวบรวมอาหาร 12 ชนิด ที่คุณควรกิน…หากคุณเป็นคนประเภทนอนหลับยาก เริ่มต้นที่ รากคาวา (KAVA root) เป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติที่มีสารที่ช่วยกระตุ้นสมองและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ นำมารับประมานกับนมถั่วเหลืองอุ่นๆ หรือนมมะพร้าวก็จะช่วยให้นอนหลับ และลดความกังวลได้ เชอร์รี่ (Cherry) ในน้ำเชอร์รี่มีช่วยลดอาการเจ็ทแลคได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางตัวเสียอีก เจลลี่บีนส์ (Jelly beans) ลูกอมที่เด็กๆชอบกินนี่แหละ สามารถช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น เนื่องจากมีน้ำตาล ความหวานจะไปช่วยสั่งการสมองให้รู้สึกอยากนอนหลับ แต่ถ้าหากกินมากไปก็อาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง วอลนัท (Walnuts) เป็นแหล่งรวมกรดอมิโนทริปโตเฟนแสนอร่อย
สวัสดีคุณผู้อ่าน เฮลท์คิทเช่น ที่เก่าเวลาเดิมทุกคนค่ะ ก่อนที่เราจะลงมือทำอาหารกันวันนี้ เรามาทำความรู้จักและทำความเข้าใจกับ “Raw Food” กันก่อนดีกว่าค่ะ รอว์ฟู้ด (Raw Food) หรือ แนวทางการทานอาหารเน้นผักและผลไม้สด ที่ไม่ผ่านกรรมวิธีแปรรูป หรือปรุงสุกผ่านความร้อน คงความสดของผักและผลไม้ ให้ความสด และวิตามินแร่ธาตุในอาหารนี้เป็นพลังธรรมชาติบำบัด รวมถึงเอนไซม์และแบคทีเรียที่ดีไม่ถูกทำลายไปกับการปรุงอาหาร สามารถชำระล้างสารพิษในร่างกาย เพิ่มภูมิคุ้มกัน แถมยังดีต่อระบบขับถ่ายด้วยนะคะ วันนี้วินมีเมนูง่ายๆ โดยใช้ผักพื้นบ้านของเรา มาทำเป็น สลัดมะพร้าวกุ้งสด* ให้เพื่อนๆ ได้อินเทรนด์กับวิถีการทานอาหารแบบรอว์ฟู้ดตามสไตล์คนรักสุขภาพอย่างเราๆ กัน *วินนำอกไก่และกุ้งสดมาเป็นส่วนผสมเพิ่มเติม เพื่อให้การทานผักสด ทานได้ง่ายขึ้น หากคุณผู้อ่านไม่มีปัญหาในการทานผักล้วนๆ แล้วละก็ จะไม่ใส่อกไก่และกุ้งเลยก็ได้จ้า —- ส่วนผสม —- 1. อกไก่ฉีก 2. กุ้งลวก 3. หอมเจียว 4. มะพร้าวคั่ว 5. ใบโหระพา 6. ผักชี 7. ใบชะพลู 8. พริกแดง (หั่นเป็นเส้น) 9. เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 10. หอมแดง 11. ตะไคร้ (ซอยเป็นแว่นบางๆ) 12.
