Featured Exclusive

ตัดใจลาออกจากงาน กลับบ้านเกิด ขายผ้าบาติก ฝีมือคนใต้ โกอินเตอร์ ขึ้นห้างญี่ปุ่น

 

ผู้เขียน // อนัญญา

สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ อาจจะทำให้คนจากภายนอกไม่กล้าลงไปในพื้นที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปิดกั้นโอกาสการนำสินค้าออกไปถึงมือลูกค้าให้ได้สัมผัส “ของดีภาคใต้” จากหลายๆ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่ออกมาให้คนต่างถิ่นได้ชื่นชมความงดงามและใช้สินค้า โดยหนึ่งในนั้นคือ “ผ้าบาติกย้อมเทียน” ฝีมือชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส ภายใต้ผลิตภัณฑ์ “บาติก เดอ นารา” (Batik de Nara) ซึ่งสวยงามถูกใจคนไทยด้วยกันเองและยังต้องตาต้องใจชาวต่างชาติอีกด้วย

ขายมาขายไปกลายเป็นหน้าร้าน

คุณรอวียะ หะยียามา เจ้าของร้านบาติก เดอ นารา ซึ่งพื้นเพเป็นคนปัตตานี เล่าจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า มาจากการ “ซื้อมาขายไป” โดยย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ซึ่งยังทำงานประจำอยู่ในกรุงเทพฯ และทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้านจะหอบหิ้วผ้าบาติก ซึ่งเป็นของในชุมชนติดไม้ติดมือเป็นของฝากให้เพื่อนๆ และเจ้านาย จนวันหนึ่งมองว่าน่าจะขายเป็นรายได้เสริม จึงจ้างชาวบ้านผลิตตามออร์เดอร์และนำไปฝากขายตามร้านขายของที่ระลึกต่างๆ ในกรุงเทพฯ ขายดิบขายดียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนปี 2531 เธอตัดสินใจออกจากงานประจำกลับบ้านเกิด เพื่อลงมือทำธุรกิจอย่างจริงจัง ตั้งชื่อแบรนด์ว่า “บาติก เดอ นารา” (Batik de Nara) เพราะต้องการสื่อสารถึงแหล่งที่มาว่าเป็นผ้าบาติกที่นราธิวาส ซึ่งปัจจุบันมีกระบวนการผลิตอยู่ที่จังหวัดนราธิวาสและมีหน้าร้าน 1 แห่งอยู่ที่ปัตตานี และยังมีช่องทางเฟซบุ๊กไว้สื่อสารกับกลุ่มลูกค้าถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ สินค้าใหม่ กิจกรรมออกบู๊ธ รวมถึงการติดต่อสั่งซื้อ

4

เพิ่มมูลค่า “สินค้า-แพ็กเกจจิ้ง”

ช่วงแรกๆ บาติก เดอ นารา จำหน่ายเฉพาะผ้าพันคอ คุณรอวียะ เล่าว่า ช่วงนั้นได้เร่งผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก เจาะตลาดแมส กระทั่ง 4-5 ปีที่ผ่านมาจึงได้เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ ทั้งในแง่ของ “ฝีมือ” และ “วัตถุดิบ” โดยเลือกใช้ผ้าไหมนำเข้าจากจีน เพราะมีความพลิ้วเบา ให้สัมผัสลื่นนิ่ม รวมทั้งพัฒนาสินค้าใหม่มีเรื่องราว (Story) ออกมาเป็นคอลเล็กชั่นต่างๆ อาทิ เรือกอและ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเรือประมงพื้นบ้านนำบางส่วนของเรือมาวาดเป็นลวดลายบนผืนผ้า ส่วนคอลเล็กชั่นของปีนี้ได้แรงบันดาลใจออกมาเป็น “อันดามัน ซีเคร็ต” คอลเล็กชั่น ซึ่งบนผืนผ้าไม่ได้วาดทุกรายละเอียดของท้องทะเล แต่จะเลือกหยิบยกมาเฉพาะเป็นรูปเกลียวคลื่นบ้าง เปลือกหอยบ้าง

รวมถึง “แพ็กเกจจิ้ง” ได้มีการทดลองมาหลายรูปแบบ ทั้งแบบซองและแบบกล่อง มีการนำกาบกล้วยมาทำเป็นสมุดและดอกไม้โดยจ้างผู้ประกอบการในชุมชนผลิตกล่องกระดาษจากกาบกล้วย ซึ่งลูกค้าต่างชื่นชอบอย่างมาก เพราะทำให้สินค้าดูสวยหรูและน่าซื้อมอบเป็นของฝากหรือนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีกด้วย

สำหรับ ผ้าพันคอบาติก เดอ นารา สนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลัก 1,000 บาทขึ้นไป จนถึงกว่า 2,000 บาท เจาะกลุ่มคนทำงานที่มีรายได้บีบวกขึ้นไป ทั้งนี้ ในช่วงที่เทรนด์ลวดลายสัตว์ต่างๆ อาทิ เสือ สิงห์ กระทิง ม้า ได้รับความนิยมก็มีผลิตภัณฑ์ออกมาขยายฐานลูกค้าผู้หญิงวัยทำงาน

ปัจจุบัน “บาติก เดอ นารา” ไม่ได้มีเฉพาะ “ผ้าพันคอ” เท่านั้น แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ผ้าในรูปแบบอื่นๆ อาทิ เสื้อผ้าสำเร็จรูปและผ้าชิ้น ที่มีลูกค้านำไปตัดชุดส่วนบุคคลและองค์กร ทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าและกระจายความเสี่ยงจากเดิมที่มีเฉพาะผ้าพันคอ สามารถขายได้เฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างประเทศ ซึ่งซื้อใช้เองหรือมอบเป็นของขวัญของฝาก ซึ่งอาศัยการออกบู๊ธตามงานต่างๆ ให้มีออร์เดอร์สั่งซื้อเข้ามาและเป็นการขายแบบซีซันนอล รวมทั้งช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีหรือการท่องเที่ยวลดลงก็จะส่งผลกระทบต่อยอดขาย แต่เมื่อมีความหลากหลายของสินค้า รองรับความต้องการของลูกค้าได้หลายกลุ่ม จึงเป็นการกระจายรายได้ โดยปัจจุบันมีรายได้หลักจากในประเทศเป็นสัดส่วน 70-80 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นยอดขายจากในท้องถิ่นและต่างจังหวัดเท่ากัน 50:50

 6

5

สร้างการรับรู้แบรนด์ไทย-เทศ

เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทำให้ลูกค้าชาวต่างชาติที่มีความสนใจเข้ามาดูแหล่งผลิต มีความกลัวและไม่กล้ามาที่นราธิวาสและปัตตานี ซึ่งคุณรอวียะมองว่า ในมุมของการทำธุรกิจอาจจะเป็นการเสียโอกาสการขาย คนต่างถิ่นที่ลงมาส่วนใหญ่เพราะติดต่อเรื่องงาน ไม่ค่อยมีมาเที่ยว ดังนั้น กลยุทธ์การออกบู๊ธอีเว้นต์ต่างๆ จึงเป็นแนวทางสร้างการรับรู้แบรนด์และสินค้าได้ดี โดยเฉพาะ “สินค้าชุมชน” ซึ่งเธอมองว่าหลายๆ ผลิตภัณฑ์ในชุมชนได้มีโอกาสไปออกงานโอท็อปเหมือนๆ กัน แต่หลังจากนั้นอยู่ที่การพัฒนาโอกาสว่าแต่ละคนจะมีวิธีการต่อยอดอย่างไร

“เราเอาสิ่งที่มีในท้องถิ่นนำเสนอให้คนนอกได้รู้จัก ขณะเดียวกัน ก็ต้องพัฒนาให้คนยอมรับสินค้า จะเข้มแข็งได้ต้องต่อยอด พัฒนาโปรดักต์ แพ็กเกจจิ้ง ยังมีเรื่องเงินทุน บางคนไปออกบู๊ธงานโอท็อป ขายได้เงินเอาไปเป็นทุนในการพัฒนาต่อ”

คุณรอวียะเดินหน้าเพิ่มศักยภาพผ้าบาติก เดอ นารา ด้วยการเข้าอบรมเวิร์กช็อปตามโครงการต่างๆ ของกรมส่งเสริมการส่งออก ทำให้ได้เรียนรู้แนวโน้มเทรนด์สี เทรนด์แฟชั่น การทำตลาดและสร้างแบรนด์จากผู้เชี่ยวชาญและดีไซเนอร์ โดยได้นำผลิตภัณฑ์ไปร่วมเดินแบบในงานแสดงสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง (Bangkok International Fashion Fair and Bangkok International Leather Fair หรือ BIFF&BIL) ติดต่อกัน 2 ปี

 2

โกอินเตอร์ยุโรป-เอเชีย

หลังจากมีโอกาสออกงานแฟร์ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ โอท็อปที่เมืองทอง งานแสดงสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง BIFF&BIL BANGKOK 2016 งานกิ๊ฟต์โชว์ที่ญี่ปุ่น ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักของบายเออร์หรือผู้ซื้อจากต่างประเทศที่มาเดินชมงานและสนใจสั่งซื้อสินค้า

เธอยกตัวอย่างลูกค้าชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้ซื้อผ้าพันคอบาติกไปวางขายในทาคาชิมาญ่า (Takashimaya) ห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมี่ยมในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแม้ว่าจะเป็นจำนวนแค่ 50-60 ชิ้น แต่ราคาต่อชิ้นค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าชาวสิงคโปร์ที่ซื้อไปจำหน่ายในหลายๆ ประเทศ อาทิ แคนาดา หรือคนไทยที่อาศัยในสวิตเซอร์แลนด์และเปิดร้านขายของเล็กๆ ก็ซื้อผ้าพันคอบาติกไปวางขาย รวมทั้งลูกค้าคนไทยที่มีหน้าร้านออนไลน์ก็สั่งสินค้าของเธอไปจำหน่ายเช่นกัน

เธอเล่าอีกว่า มีลูกค้าชาวญี่ปุ่นอีกรายที่มีการสั่งซื้อซ้ำหลายครั้ง โดยเดินทางมาเจรจาและรับสินค้าที่เมืองไทยปีละ 2-3 ครั้ง และเมื่อปลายปี 2559 ก็มีแผนพบกัน เพื่อพูดคุยถึงการเขียนลายบนผ้าสำหรับทำกิโมโน โดยพบกันครั้งแรกในงานโตเกียว กิ๊ฟต์ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเธอได้นำผ้าพันคอไปร่วมออกบู๊ธกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยหญิงชาวญี่ปุ่นรายนี้เป็นเจ้าของแกลลอรี่ขายสินค้าหัตถกรรมคุณภาพระดับไฮเอนด์และเกิดสะดุดตาชื่นชอบ หนึ่งในลวดลายบนคอลเล็กชั่นผ้าพันคอ จึงต้องการให้เธอนำลวดลายดังกล่าวนั้นไปวาดลงบนผ้าไหมญี่ปุ่น เพื่อนำไปตัดเป็นชุดกิโมโน รวมถึงการนำผ้าบาติกไปใช้เป็นผ้าห่อของสไตล์ฟุโรชิกิ (Furoshiki) ซึ่งคนญี่ปุ่นนิยมใช้กัน

“กิโมโน 1 ตัว ใช้ผ้า 14 หลา ยาวมาก ลูกค้าเอาผ้ามาให้ 3-4 ม้วน ม้วนละ 14 หลา ไม่ได้เขียนวันเดียวเสร็จ ทำกันนาน ต้องใช้เวลา เพราะเราไม่เคยทำบาติกผ้ายาวขนาดนี้ เคยทำยาวสุดแค่ 4 หลา จึงไม่มีเฟรมยาวขนาดนั้น และเฟรมของเรากับญี่ปุ่นก็ไม่เหมือนกัน เฟรมญี่ปุ่นจะยาวและชักรอกได้ แต่ของเราเป็นการทำบาติกย้อมเทียนไม่สามารถชักรอกได้ เพราะเทียนจะแตก จึงต้องปรับวิธีการทำด้วยการศึกษาแพตเทิร์น แบ่งผ้าเป็นชิ้นๆ ชิ้นแขน ชิ้นหน้า ชิ้นหลัง แต่พองานแล้วเสร็จออกมาจะเป็นลวดลายเดียวกันสามารถนำไปใช้งานได้ทั้งหมด”

 7

เล็งเพิ่มจุดขาย-โชว์รูม

การปั้นแบรนด์สินค้าชุมชนจนเป็นที่รู้จักไปถึงต่างประเทศ สำหรับคุณรอวียะมองว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่ายและเผชิญความท้าทายหลายอย่าง ทั้งเรื่องของการบริหารจัดการ ความผันผวนของเศรษฐกิจก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจอยู่ที่การทำด้วยใจรัก ไม่ว่าจะเป็นตัวเธอเองหรือชาวบ้านที่มารับจ้างเพ้นต์ผ้าบาติกซึ่งต้องการความสงบและใช้สมาธิอย่างมากในการทำงาน

เป้าหมายในอนาคต คุณรอวียะ บอกว่า ต้องการจะเพิ่มจุดขายในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นโชว์รูมแสดงสินค้า ทำให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย ส่วนสินค้ายังคงพัฒนาต่อเนื่องและมีแผนจะขยายไลน์เสื้อผ้าแคชชวล กระเป๋า หมวก เข้าชุดกันออกมาเพิ่มเติม

“เรายังไม่ได้ขายผ่านออนไลน์จริงๆ จังๆ เพราะเป็นงานฝีมือ ไม่มีสต๊อก และยังต้องกระจายงานไปทำผ้าพันคอ ผ้าชิ้น เฟซบุ๊กมีคนสอบถามมาทางหน้าเพจเยอะ แต่เราอยากให้ลูกค้าได้มาสัมผัสเนื้อผ้าด้วยตัวเอง ถ้ามีคนติดต่อมาก็จะนัดเจอกันตอนไปออกบู๊ธ ลูกค้าที่สั่งซื้อส่วนใหญ่ในเฟซบุ๊กและไลน์ตอนนี้จึงเป็นลูกค้าขาประจำ”

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปแวะเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกย้อมเทียนของคุณรอวียะได้ที่เฟซบุ๊ก Batik de Nara-บาติก เดอ นารา และโทรสั่งซื้อสินค้าได้ที่ (073) 337-656

Related Posts

นายธัญวุฒิ วงษ์สุนทร, General Manager, TikTok for Business, Thailand
ความสุขหลังวัยเกษียณ! จากคนเบื้องหลังวงการโทรทัศน์ สู่คาเฟ่ขนมปังโฮมเมด ธุรกิจเล็กๆ ที่ทำให้ค้นพบเป้าหมายชีวิต
ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
เปิดร้านฟรี! "Steve AUG Market Fast" เปิดพื้นที่ให้ร้านค้าไทยช่วยไทย พลัส เพิ่มช่องทางการขายตลอดสิงหาคม
มอง ‘เศษผ้า’ ให้เป็นวัตถุดิบ ไม่ใช่ขยะ! เบื้องหลังแบรนด์ Eco Supreme เสื้อผ้าพรีเมียมจากวัสดุเหลือใช้