ตั้งรับอย่างมีสติ แฟรนไชส์จีน “สึนามิธุรกิจ” ซัดไทย ใครได้ ใครเสีย
ต้องยอมรับนะครับว่าประเทศไทยเป็นชัยภูมิที่จีนอยากจะเข้ามาขยายธุรกิจด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียนเชื่อมโยงการขนส่งได้ทุกทาง ทำให้เข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
ประกอบกับประเทศไทย ก็มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับได้เป็นอย่างดี ยิ่งมาพบกับคนไทยที่ยินดีต้อนรับคนจีนทั้งภาครัฐและเอกชนก็มีนโยบายส่งเสริมหรือร่วมลงทุนจากจีน โดยเฉพาะเอกชนรายใหญ่ๆ มักจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีนมีการค้ากับจีนมาอย่างยาวนาน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนทำให้ทุนจีนไหลทะลักเข้ามาในไทยได้อย่างรวดเร็ว
เริ่มแรกที่เข้ามาส่วนมากจีนก็จะลงทุนด้านอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ธุรกิจยานยนต์โดยเฉพาะรถ EV หรือแม้กระทั่งการลงทุนในศูนย์ข้อมูลหรือ Data Centers เพื่อเป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโยลีคู่กันไปกับภาคธุรกิจอื่นๆ ที่ทยอยเข้ามา
แต่ที่สำคัญที่สุด ตอนนี้ทางจีนขยายธุรกิจเข้ามาในภาคธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร ซึ่งมีทั้งเป็นรูปแบบที่มาลงทุนเปิดเอง และรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์
ลักษณะการเข้ามาของภาคธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารของจีน เข้ามาจะไม่เหมือนในอดีตที่เราเคยเห็นทางยุโรปหรืออเมริกาเข้ามา ซึ่งกลุ่มแฟรนไชส์ที่มาจากอเมริกา จะเข้ามาแบบค่อยๆ สร้างพื้นฐานเติบโตไปพร้อมกับประเทศที่ในอดีตเรามี GDP ไม่สูงนัก และสร้างมาตรฐานไปพร้อมๆ กับการขยายธุรกิจ
เราจะเห็นได้จากกรณีศึกษามากมาย ในอดีตทางอเมริกาจะสร้าง Character สักตัวใช้เวลากันเป็นสิบๆ ปี แล้วค่อยจัดจำหน่าย แต่ทางจีน ใช้เวลาข้ามคืนให้อินฟลูฯ ระดับโลกถือตุ๊กตา ลาบูบู้ ต่อจากนั้นไม่กี่เดือน เราเห็นร้าน Pop Mart เกิดตามหลังพรึบทั่วกรุงเทพฯ
สิ่งนี้คือความแตกต่าง คือความรวดเร็วในการขยายธุรกิจ ในข้อดีก็มีข้อเสียนะครับ ถ้าเราสังเกตเมื่อปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงต้นปีที่ผ่านมา เราเห็นร้านสุกี้หม่าล่าเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดเช่นกัน แต่ก็ปิดตัวเร็วจนเป็นกระแสไปทั่วเช่นกัน กรณีนี้ยังไม่รวมถึง Online ที่เพิ่ง Launch แอปพลิเคชัน Temu ไปไม่กี่วันที่ผ่านมา

ทีนี้มาดูผลกระทบของธุรกิจแฟรนไชส์ไทยจากแฟรนไชส์จีนกันบ้าง เราคงไม่พูดถึงผลกระทบกับภาคค้าปลีกและร้านอาหารที่มีคนวิเคราะห์กันมากมาย
แต่ขอเจาะลึกในเรื่องของผลกระทบต่อธุรกิจแฟรนไชส์ในบ้านเรา มองเห็นทั้งหมด 3 ภาคส่วน
หนึ่ง ภาคธุรกิจแฟรนไชส์โดยรวม ต้องบอกนะครับว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ไม่มีวันตาย มีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาเล่นอยู่ทุกๆปี ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟอเมซอนของ ปตท.ที่คนแย่งกันซื้อ ปัจจุบันขยายเต็มประเทศ เริ่มที่ขยายตัวในอัตราส่วนที่ลดลง หรือเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากผ่านช่วงวิกฤตโควิด เกิดแฟรนไชส์ร้านสะดวกซัก หรือตู้เต่าบิน มีคนแห่ไปซื้อมากมาย พอเต็มตลาด ก็ขยายตัวในอัตราส่วนที่ลดลงเช่นกัน
เหมือนกันครับแบรนด์จีนที่เข้ามาอย่าง Mixue หรือ อีกหลายแบรนด์ที่กำลังเข้ามา มีคนแห่เข้ามาซื้อมากมายเช่นกัน แต่จุดเด่นที่แบรนด์จีนเข้ามารอบนี้เข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทำต้นทุนได้ต่ำ จนสามารถขยายได้ทั้งทำเลในห้างและชุมชน สามารถที่จะขยายเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น พอสรุปได้ ว่าพอแบรนด์จีนเข้ามา ถือว่าทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์คึกคักมากขึ้น และเติบโตมากขึ้นพร้อมกับกระแสสังคมที่คนไทยอยากจะทำงานประจำหรือรับราชการลดลงและอยากเป็นเถ้าแก่มากขึ้น สังเกตได้มีหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสื่อ ก็สามารถขายสื่อให้กับธุรกิจจีนได้ หรือพวก Organizer ที่จัดงานแฟรนไชส์ก็ได้ลูกค้าหน้าใหม่จากจีน หรือธุรกิจที่เป็นพื้นฐานหลักอย่างเช่น Logistic ได้ผลกระทบที่ดีเช่นกัน
สอง กลุ่มผู้ประกอบการผู้ขายแฟรนไชส์ Franchisor กลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากคลื่นแฟรนไชส์จีนรอบนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ขายแฟรนไชส์ในธุรกิจเดียวกับแฟรนไชส์จีนที่เข้ามา เช่น ธุรกิจเครื่องดื่มและไอศกรีม ชานมไข่มุก ที่ขายแฟรนไชส์ในราคาใกล้เคียงกับแฟรนไชส์จีน ก่อนหน้าที่คลื่นลูกนี้จะเข้ามา เราเห็นแฟรนไชส์ชานมไข่มุกราคาเริ่มต้น 19 บาท งบลงทุนประมาณ 5 แสนบาท 1 ล้านบาท
พอแฟรนไชส์จีน ที่ขายไอศกรีมเริ่มต้นที่ 15 บาทเข้ามา ชานมถ้วยละประมาณ 40 บาท แฟรนไชส์ลงทุนใกล้เคียงกัน คือเริ่มต้นที่ประมาณ 7 แสนบาท ด้วยกลยุทธ์ด้านราคา ทำลูกค้าแห่ไปกิน เช่นกันครับ คนลงทุนแฟรนไชส์ก็แห่ไปซื้อเช่นกัน โดยสรุป กลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบในเชิงลบมากที่สุด
สาม กลุ่มผู้ประกอบการผู้ซื้อแฟรนไชส์ Franchisee กลุ่มนี้ต้องบอกว่าเป็นกลุ่มที่ได้ผลกระทบในเชิงบวก ด้วยสาเหตุที่มีของให้เลือกซื้อเลือกทำอีกหลากหลายธุรกิจ ในแต่ละปี Franchisor หรือผู้ขายแฟรนไชส์ในประเทศไทยเกิดขึ้นในแต่ละปีไม่มากปีละประมาณ 40-50 ราย และที่สำคัญ ผู้ขายแฟรนไชส์แต่ละรายมีทั้งมีมาตรฐานและไม่มีมาตรฐาน
แต่วันดีคืนดี มีแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐานมาจากต่างประเทศ ถึงจะเป็นประเทศจีน แต่สิ่งที่เขาเข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีและมาตรฐาน ประกอบกับสามารถขายสินค้าได้ในราคาต่ำ การบริหารจัดการร้านสาขาง่ายมาก สิ่งต่างๆ เหล่านี้แหละครับเป็นสาเหตุให้กลุ่ม Franchisee มีธุรกิจให้เขาเลือกซื้อที่เหนือกว่าผู้ประกอบการ Franchisor ไทย
โดยสรุป กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้ประกอบการขายแฟรนไชส์ Franchisor ในประเทศไทย แต่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทย ต้องปรับตัวเพื่อต้อนรับอาคันตุกะจากจีนได้อย่างแน่นอน
เขามีเทคโนโลยี เราก็ต้องพัฒนาเทคโนโลยีให้เทียบเท่าเขา เขาสามารถทำราคาได้ต่ำ แต่เราก็มีรูปแบบอาหารที่แตกต่างสร้างมูลค่าของสินค้า ไม่ต้องไปสู้เรื่องราคา ไปสร้างมูลค่าในคุณภาพของสินค้าแทน
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นทางรอดของผู้ประกอบการไทย
