ETC. Featured สุขภาพ

เผย คนไทยเป็นโรคอ้วนเกือบครึ่งประเทศ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แนะเคล็ดลับดูแลน้ำหนักในระยะยาว

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการจัดงานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ Thailand Healthcare 2025 ภายใต้ธีม ‘A Better Life : สร้างสุขทุกช่วงวัย’ โดย ‘เครือมติชน’ ร่วมกับพันธมิตรด้านสุขภาพ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยภายในงานปีนี้ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ฉลองปีที่ 17 เพื่อคนรักสุขภาพในมิติต่างๆ

และเมื่อเวลา 10.30 น. เข้าสู่ช่วง Health Talk : น้ำหนักดี สุขภาพดี ชีวีมีสุข โดย พญ.กัลยาณี พรโกเมธกุล แพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางด้านการรักษาโรคอ้วน และระบบทางเดินอาหารและตับ ศูนย์อายุรกรรม ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ศูนย์ลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ โรงพยาบาลยันฮี กล่าวตอนหนึ่งว่า โรคอ้วน คือภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไป จนส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งมวลไขมันจะเชื่อมโยงก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังภายใน แล้วส่งผลต่อภาวะโรคร่วม เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไขมันเกาะตับ และที่สำคัญ อาจจะส่งผลถึงโรคมะเร็งอีกด้วย

“ไขมันตัวร้ายที่ก่อโรคคือ ไขมันในช่องท้อง และเชื่อมโยงกับโรคร่วมกว่า 200 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ไขมันพอกตับ เบาหวาน มะเร็ง นิ่วในถุงน้ำดี ข้อเข้าเสื่อม นอนกรน กรดไหลย้อน นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อสุขภาพจิต โรคอ้วนอาจทำให้เกิดความเครียด จนกลายเป็นปัญหาซึมเศร้าตามมาได้” พญ.กัลยาณี กล่าว

และว่า ปัจจุบันโรคอ้วนเป็นปัญหาระดับโลก จากการสำรวจล่าสุด มีคน 800 ล้านคนมีปัญหาโรคอ้วน โดยคนไทย มีปัญหาโรคอ้วนถึง 48% ซึ่งกรุงเทพฯ ขึ้นแท่นอันดับ 1 มีคนเป็นโรคอ้วนถึง 53% และที่น่าตกใจคือ เยาวชนไทยมีปัญหาโรคอ้วนเพิ่มขึ้นทุกปี ล่าสุดพบเด็กไทยกว่า 13% มีปัญหาโรคอ้วน และที่สำคัญ ประเทศไทย ยังรั้งเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ที่มีปัญหาโรคอ้วน รองจากมาเลเซีย

“โรคอ้วนไม่ใช่ปัญหาแค่ตัวเลขที่ตาชั่ง แต่ยังเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพ จึงต้องมีการติดตาม ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งความจริงการเกิดโรคอ้วนมีหลายปัจจัยเป็นองค์ประกอบ ไม่ใช่แค่รับประทานเยอะ ออกกำลังกายน้อย แต่ยังมีรายละเอียดอื่น เช่น กรรมพันธุ์ พฤติกรรมนำอ้วน อย่าง ภาวะเนือยนิ่ง ความเครียด หรือแม้กระทั่งการอดนอน ล้วนเป็นตัวเชื่อมโยงไปสู่โรคอ้วนได้” พญ.กัลยาณี กล่าว

และว่า คนแต่ละคนมีระบบเผาผลาญ หรือ “เตาเผา” ไม่เท่ากัน บางคนบอกอยู่เฉยๆ หายใจก็อ้วนแล้ว สาเหตุเพราะระบบเผาผลาญของแต่ละคนขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น อายุเยอะเผาผลาญได้น้อยกว่าอายุน้อย ผู้หญิงเผาผลาญได้น้อยกว่าผู้ชาย กล้ามเนื้อเยอะจะช่วยระบบเผาผลาญได้ดี ดังนั้น โภชนาการระหว่างการลดน้ำหนัก และการออกกำลังกาย จึงเป็นเรื่องสำคัญ

“การลดน้ำหนักที่มีคุณภาพและทำให้สุขภาพดีได้  อย่างน้อยต้องลดได้ 5% ขึ้นไป จะทำให้น้ำตาลในเลือดดีขึ้น ความดันดีขึ้นได้ และถ้าลดน้ำหนักได้ 15% สามารถทำให้โรคเบาหวานสงบได้ด้วย ส่วนระยะเวลาที่เหมาะสมคือ 3-6 เดือน ไม่ใช่ลดเร็วภายใน 2-3 สัปดาห์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก รพ.ยันฮี กล่าว

ก่อนบอกต่อ สำหรับการปรับพฤติกรรม อยากให้ตั้งเป้าหมายก่อนว่าต้องการลดน้ำหนักเพราะอะไร เพื่อจะได้นำไปสู่การดูแลตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากจดบันทึกและวางแผนสิ่งที่รับประทานแต่ละวัน แต่สิ่งที่สำคัญคือ กำลังใจจากคนรอบข้าง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ต้องเข้าใจว่าตัวเรากำลังลดน้ำหนัก ต้องขอความร่วมมือจากคนใกล้ตัวด้วย

“สำหรับเคล็ดลับการดูแลน้ำหนักได้ระยะยาว ได้แก่ สัดส่วนการลด ต้องเป็นไขมันที่หายไป กล้ามเนื้อไม่หายไป ไขมันที่หายไป ยิ่งเป็นไขมันในช่องท้อง ยิ่งดี การลดต้องไม่เร็วไป 0.5-1 กก. ต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอ อาหารหมวดโปรตีนต้องถึง น้ำตาล-ไขมัน ต้องเบา และออกกำลังกายให้เหมาะสมตามสภาวะร่างกาย” พญ.กัลยาณี กล่าว

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน