ETC. Featured สุขภาพ

Gen Y “วัยเดอะแบก” เครียดสะสม เสี่ยงโรคหัวใจสูงขึ้นต่อเนื่อง

จากสิ่งที่ “วัยเดอะแบก” อายุ 30-40 ปี หรือกลุ่ม Gen Y ต้องเผชิญมากขึ้นคือ ความเสี่ยงโรคหัวใจ อันเกิดจากพฤติกรรมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป โรงพยาบาลวิมุตจึงเปิด ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ภายใต้คอนเซ็ปต์ Heart to Heart หัวใจที่ดูแลด้วยหัวใจ เพื่อเร่งรับมือกับวิกฤตสุขภาพนี้

นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “โรคหัวใจและหลอดเลือด ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลกและประเทศไทย ซึ่งนับเป็นโรคซับซ้อนที่ต้องอาศัยทั้งความชำนาญเฉพาะทางและเทคโนโลยีขั้นสูง 

ปัจจุบัน เราพบว่า กลุ่มวัยทำงาน โดยเฉพาะ Gen Y มีอัตราการป่วยจากโรคนี้เพิ่มขึ้น จากทั้งความเครียด การทำงานหนัก และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำลายสุขภาพ 

การเปิดศูนย์หัวใจและหลอดเลือด จึงเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับการดูแลโรคหัวใจอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน การคัดกรองความเสี่ยง การวินิจฉัย ไปจนถึงการรักษาที่ผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ ข้อมูลสุขภาพเชิงลึก และการดูแลที่ปรับให้ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Care)”

ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสะสมมากกว่า 2.5 แสนราย และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 40,000 ราย หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 5 คน แม้ในอดีตโรคหัวใจและภาวะหัวใจวายมักพบในผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันแนวโน้มกลับเปลี่ยนไปอย่างน่ากังวล 

โดย American College of Cardiology ระบุว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยหัวใจวายมีอายุต่ำกว่า 40 ปี และระหว่างปี 2000–2016 อัตราการเกิดหัวใจวายในคนอายุ 20–30 ปี เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2%

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า คนวัยทำงานตอนต้นกำลังเผชิญปัญหาหัวใจเร็วกว่าที่เคย แม้อยู่ในวัยทำงานที่ร่างกายยังแข็งแรง แต่ด้วยภาระงาน ความเครียดจากการหาเงินเลี้ยงครอบครัวและการดูแลผู้สูงอายุในบ้าน ก็เป็นปัจจัยทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหลอดเลือดแข็งตัวได้ง่ายขึ้น 

ประกอบกับพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การนั่งทำงานต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมงโดยแทบไม่ขยับตัว การรับประทานอาหารที่มีเกลือ น้ำตาล ไขมันทรานส์ และคอเลสเตอรอลสูง ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูป รวมถึงภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนลงพุง 

ปัจจัยเหล่านี้ เมื่อบวกกับพฤติกรรมอันตรายอย่างการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และการใช้สารเสพติดบางชนิด ล้วนเร่งให้หัวใจและหลอดเลือดเสื่อม และเพิ่มโอกาสเกิดหัวใจวายได้แม้ในคนอายุน้อย 

ซึ่งหากคนในครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ ความเสี่ยงก็ยิ่งทวีคูณ ที่น่ากังวลคือ อาการในคนอายุน้อยมักไม่ชัดเจน เช่น แน่นหน้าอก หายใจติดขัด อ่อนเพลีย หรือเวียนศีรษะ ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการทั่วไปจากความเครียด ทำให้พลาดโอกาสรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหัน

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และอายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต เผยว่า “ผู้ป่วยโรคหัวใจในวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y นับเป็นความท้าทายใหม่ไม่ใช่เฉพาะในวงการแพทย์เท่านั้น แต่เป็นวาระสำคัญของสังคมที่ทุกฝ่ายต้องหันมาดูแล คนวัยทำงาน ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศ กำลังเผชิญความเครียดสะสม และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำลายสุขภาพหัวใจ 

เราพัฒนาศูนย์หัวใจและหลอดเลือด มาให้ตอบโจทย์ความท้าทายนี้ภายใต้คอนเซ็ปต์ Heart to Heart หัวใจที่ดูแลด้วยหัวใจ ด้วยทีมอายุรแพทย์โรคหัวใจและสหสาขาวิชาชีพที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด พร้อมเทคโนโลยีการแพทย์และห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล เป้าหมายของเราไม่เพียงช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัว แต่ให้พวกเขากลับไปมีสุขภาพดีในระยะยาว”

โดยโรคหัวใจที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงในคนวัยทำงาน โดยเฉพาะช่วงอายุ 30–40 ปี ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease – CAD) อันเกิดจากการสะสมของคราบไขมันหรือพลักในผนังหลอดเลือดหัวใจ ทำให้หลอดเลือดตีบแคบและเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ 

อาการที่พบบ่อย คือเจ็บแน่นหน้าอกโดยเฉพาะเวลาออกแรง เหนื่อยง่าย และหายใจสั้น ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ อีกหนึ่งภาวะที่พบในวัยทำงานคือ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วไป ช้าไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ โดยสาเหตุอาจมาจากความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีนมาก ภาวะไทรอยด์ผิดปกติ และการพักผ่อนไม่เพียงพอ 

อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ ใจสั่น เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย หน้ามืด หรือหมดสติในบางราย ส่วนโรคหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงหรือแข็งเกินไป ทำให้การบีบและคลายตัวของหัวใจไม่เต็มประสิทธิภาพ สาเหตุอาจมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจ หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันสูง ซึ่งอาการที่สังเกตได้ เช่น เหนื่อยง่ายโดยเฉพาะเมื่อนอนราบ ขาบวม น้ำหนักขึ้นเร็วจากการคั่งของน้ำ และหายใจลำบาก

รศ.นพ.ปิยะ สมานคติวัฒน์ ศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า “ความท้าทายในการรักษาโรคหัวใจในปัจจุบัน มาจากการดูแลผู้ป่วยที่มักมีหลายโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ซึ่งล้วนเพิ่มความซับซ้อนในการรักษา 

สิ่งเหล่านี้ทำให้การรักษาโรคหัวใจต้องอาศัยทั้งความชำนาญเฉพาะทาง การทำงานร่วมกันของทีมสหสาขา และเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง 

แต่ต้องย้ำว่าแม้เทคโนโลยีการรักษาจะก้าวหน้าเพียงใด การป้องกันโรคด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกายเป็นประจำ และตรวจสุขภาพประจำปีก็ยังคงเป็นวิธีที่ดีกว่าและได้ผลยั่งยืนที่สุด โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปหรือในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ และผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน 

จริงๆ แล้วโรคหัวใจส่วนใหญ่ป้องกันได้ผ่านการเลิกพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การไม่ออกกำลังกาย และการดื่มแอลกอฮอล์เกิน และเมื่อทำควบคู่กับการตรวจสุขภาพ เราก็จะพบสัญญาณเสี่ยงได้ไว เพื่อจะได้รีบรักษาและปรับพฤติกรรมได้ทันท่วงที”

รพ.วิมุต นำเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพ “4 ลด – 4 เลิก” สำหรับ Gen Y และทุกเจนที่ต้องการดูแลหัวใจให้แข็งแรง

4 ลด – ลดปัจจัยเสี่ยงสะสม

  1. ลดอาหารไขมันสูงและหวานจัด เมนูโปรดของ Gen Y อย่างชานมไข่มุกหรือหมูกระทะ เพิ่มปริมาณไขมันและน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงควรจำกัดความถี่ เช่น จากเดิมที่กินทุกสัปดาห์ให้เหลือเดือนละครั้ง และพยายามกินเมนูต้มหรือนึ่งแทนของทอดเพื่อลดความเสี่ยง
  2. ลดโซเดียม อาหารสำเร็จรูปคือทางลัดสุดสะดวกของคนรุ่นใหม่ แต่ก็มักซ่อนโซเดียมในปริมาณสูง ดังนั้น ควรอ่านฉลากก่อนซื้อ เลือกเมนูที่ปรุงน้อย และหลีกเลี่ยงการใส่เครื่องปรุงเพิ่ม ก็จะช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมาก
  3. ลดน้ำหนักและรอบเอว ภาวะอ้วนลงพุงเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงต่อเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง การปรับพฤติกรรมให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวมากขึ้น เช่น เดินวันละ 8,000–10,000 ก้าว ขึ้นบันไดแทนลิฟต์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานและลดรอบเอวได้
  4. ลดความเครียดเรื้อรัง ความเครียดจากงานและการกังวลกับภาระต่างๆ ในชีวิต ทำให้หัวใจทำงานหนัก เสี่ยงความดันโลหิตสูง และทำให้คุณภาพการนอนลดลง ทุกคนควรหาเวลาส่วนตัวให้ตนเองอย่างน้อยวันละ 15–30 นาที เพื่อทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ หรือจดบันทึก จะช่วยให้หัวใจได้พักฟื้น

4 เลิก – เลิกพฤติกรรมทำร้ายหัวใจ

  1. เลิกสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีสารที่ทำลายหลอดเลือดและหัวใจ และเพิ่มโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองในวัยทำงาน การเลิกสูบไม่เพียงช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น แต่ยังทำให้ปอดฟื้นตัวและเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย
  2. เลิกนอนดึก-นอนน้อย การนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนทำให้ร่างกายไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งทำให้ระบบฮอร์โมนแปรปรวน และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจวาย โดยการตั้งเวลาเตือนปิดหน้าจอ 30 นาทีก่อนเข้านอน และจัดกิจวัตรก่อนนอนที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้หลับดีขึ้นและตื่นมาสดชื่น
  3. เลิกใช้ชีวิตแบบไม่ออกกำลังกาย การนั่งติดโต๊ะทำงานทั้งวันหรือใช้เวลาว่างไปกับหน้าจอโดยไม่ขยับตัว ทำให้การไหลเวียนเลือดลดลงและหัวใจไม่แข็งแรง การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องหนักหรือใช้เวลานาน เพียงเลือกกิจกรรมที่สนุกและเหมาะกับตนเอง เช่น เต้นตามคลิป ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นหลังเลิกงาน เพียงทำให้ได้รวม 150 นาทีต่อสัปดาห์ก็เพียงพอในการเสริมความแข็งแรงของหัวใจ
  4. เลิกละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี ความเสี่ยงต่อโรคร้ายของ Gen Y คือการคิดว่าตัวเองยังแข็งแรงและไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ แต่โรคหัวใจใน Gen Y มักไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน การตรวจคัดกรองไขมัน ความดัน และสุขภาพหัวใจปีละครั้ง จะช่วยให้เจอความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ และรับการรักษาทันท่วงที

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน