Featured ข่าววันนี้

ย้อนดู “โครงการคนละครึ่ง” 5 เฟส กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 4 แสนล้านบาท

หากพูดถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ หลายคนถึงกับบอกว่าเป็นปี “เผาจริง” ทั้งเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้ไม่ค่อยขยับตาม ในส่วนของผู้ประกอบการเอง ก็รายได้หด ขายไม่ดีเหมือนแต่ก่อน เรียกได้ว่า ไม่คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น 

ในยุคของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จึงได้มีแนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยการนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้ง 

ซึ่งโครงการนี้ เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2563 โดยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com และแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งสามารถใช้จ่ายได้ทั้งร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ร้านของชำขนาดเล็ก รวมถึงร้านค้าชุมชน

ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในร้านค้ารายย่อย และผู้ประกอบการท้องถิ่น

รายละเอียดของโครงการคนละครึ่งแต่ละเฟส

โครงการคนละครึ่งดำเนินการมาแล้วทั้งหมด 5 เฟส แต่ละเฟสมีรายละเอียดและงบประมาณแตกต่างกันดังนี้

เฟส 1 (ตุลาคม–ธันวาคม 2563) ผู้ลงทะเบียน 10 ล้านสิทธิ วงเงินสนับสนุน 3,000 บาทต่อคน งบประมาณรวม 30,000 ล้านบาท เพิ่มการจับจ่ายในร้านค้าขนาดเล็กและตลาดสด

เฟส 2 (มกราคม–มีนาคม 2564) ผู้ลงทะเบียนใหม่ 5 ล้านสิทธิ วงเงินสนับสนุน 3,500 บาทต่อคน (รวมวงเงินเพิ่มเติม 500 บาทสำหรับผู้เคยเข้าร่วมเฟส 1) งบประมาณรวม 17,500 ล้านบาท กระตุ้นกำลังซื้อในธุรกิจอาหารและร้านค้าปลีกมากขึ้น

เฟส 3 (กรกฎาคม–ธันวาคม 2564) ผู้ลงทะเบียน 28 ล้านสิทธิ วงเงินสนับสนุน 3,000 บาทต่อคน งบประมาณรวม 84,000 ล้านบาท

เฟส 4 (กุมภาพันธ์–เมษายน 2565) ผู้ลงทะเบียน 29 ล้านสิทธิ วงเงินสนับสนุน 1,200 บาทต่อคน งบประมาณรวม 34,800 ล้านบาท พยุงการใช้จ่ายในภาคบริการและร้านอาหารหลังสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย

เฟส 5 (กันยายน – ตุลาคม 2565) ผู้ลงทะเบียน 29 ล้านสิทธิ วงเงินสนับสนุน 800 บาทต่อคน งบประมาณรวม 23,200 ล้านบาท กระตุ้นการจับจ่ายในชุมชนและร้านค้าขนาดเล็ก 

เมื่อเฉลี่ยตลอด 5 เฟส จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมกันกว่า 4 แสนล้านบาท ช่วยให้ร้านค้ารายเล็กและผู้ประกอบการท้องถิ่นมีรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้น จากการที่มีลูกค้ามาใช้สิทธิในร้าน เกิดการกระจายรายได้ ไม่กระจุกอยู่กับห้างร้านหรือธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น 

เศรษฐกิจและความเห็นของพ่อค้าแม่ค้า

การใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่งมีข้อดีหลายอย่าง นอกจากช่วยให้ประชาชนมีแรงจูงใจในการจับจ่ายใช้สอยแล้ว ยังสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น ผู้ประกอบการรายเล็ก ทำให้ร้านค้าได้รับรายได้เพิ่มและช่วยรักษาการจ้างงานในชุมชน  

โดยมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 850,000 ร้าน มีผู้ใช้สิทธิ 9,493,942 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 28,609 ล้านบาท แบ่งเป็นประชาชนจ่ายเอง 14,599 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่าย 14,100 ล้านบาท

จังหวัดที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากต้องใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้เกิดความคุ้นเคยกับระบบชำระเงินดิจิทัลและลดการพกเงินสด

ผู้ประกอบการร้านค้าหลายราย เผยว่า โครงการช่วยเพิ่มยอดขายและกระตุ้นลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะร้านอาหารและร้านของชำในชุมชนเล็กๆ ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง 

คนละครึ่งกลับมาอีกครั้ง ด้วยนโนบาย Quick Win กระตุ้นเศรษฐกิจฉับไว

โดยล่าสุด พรรคภูมิใจไทยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีแนวคิดเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น ควบคู่ไปการลดค่าครองชีพ และแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร โดยเฉพาะนโยบายคนละครึ่งที่จะนำกลับมาใช้อีกครั้ง

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คนละครึ่งเฟสใหม่ หากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายชัดเจน โดยทางเทคนิคระบบมีความพร้อม เพราะเคยดำเนินการมาแล้วผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง

คาดว่าโครงการสามารถเริ่มต้นได้หลังวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ใช้งบประมาณปี 2569 โดยเบื้องต้นอาศัยงบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 25,000 ล้านบาท และหากจำเป็นต้องใช้มากกว่านั้นก็สามารถโยกงบกลางส่วนอื่นมาเสริมได้

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า นโยบายของนายกรัฐมนตรีจะไม่ก่อหนี้เพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง ทำให้ทรัพยากรทั้งด้านเงินและเวลามีข้อจำกัด 

สำหรับข้อกังวลของร้านค้าที่กลัวว่า เข้าร่วมโครงการแล้วจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ยืนยันว่า แนวคิดของนายอนุทินจะไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลัง อีกทั้งยังอยู่ระหว่างพิจารณาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี ซึ่งรายละเอียดจะต้องรอนายกรัฐมนตรีแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

เรียบเรียงข้อมูล

สุรวิทย์ สุขขะนัส

อ้างอิงข้อมูลจาก

ThaiPublica

Dailynews

PRD

Ryt9

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

Posttoday

Khaosod

Related Posts

สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น
“โก๋แก่” แตกไลน์เปิดตัว “โก๋นมถั่ว” (Nut Milk Bar) พร้อมเมนูถั่วสุดฟิน ปักหมุดสาขาใหม่ “ซีคอนบางแค” 1 มิ.ย. นี้!
นางไปรยา ไทยชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เพ็ญภาค เบฟเวอเรจ จำกัด