อดีตทนายความผันตัวมาสานต่อธุรกิจครอบครัว ปั้นร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ในตำนาน พร้อมขยายฐานลูกค้าจากร้านเล็กๆ ที่พัทยาสู่กรุงเทพฯ ปัจจุบันขยายสาขาไปแล้วกว่า 30 แห่ง
วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณชาณ เรืองรุ่ง ทายาทรุ่น 2 ของ “ร้านแม่ศรีเรือน” ที่สามารถพาแบรนด์ฝ่ากฤตและเติบโตได้อย่างยาวนาน 65 ปี โดยเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้กว่า 500 ล้านบาท

จุดเริ่มต้นจาก “ก๋วยเตี๋ยวไก่ในยุควิกฤต”
ย้อนกลับไปประมาณปี พ.ศ. 2490 ซึ่งตอนนั้นเป็นรัฐบาลภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยจะมีนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะเกิดข้าวยากหมากแพง ซึ่งรณรงค์ให้คนไทยหันมากินก๋วยเตี๋ยวแทนข้าวแกง
“คุณยายศรีเรือน ซึ่งอดีตเคยเป็นพระต้นเครื่องในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี คิดสูตรก๋วยเตี๋ยวไก่ขึ้นมาเป็นชามเล็กๆ โดยเอาเครื่องเคียงของไทย ผ่ามะนาวแล้วบีบใส่ โรยด้วยถั่วงอกดิบ คั่วพริก พริกขี้หนูแห้ง ต้นหอม กระเทียมเจียวสดๆ แล้วก็คั่วถั่ว แบบกระทะใบบัวก็ทำเป็นเหมือนก๋วยเตี๋ยวแห้งยำ”
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2498 ได้มีกระแสความฮิตของเพลง “แม่ศรีเรือน” ที่แต่งโดย คุณไพบูลย์ บุตรขัน และขับร้องโดย คุณชาญ เย็นแข ทำให้คุณยายได้หยิบมาตั้งเป็นชื่อร้าน “ก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือน” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ที่พัทยา จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานความอร่อยจนถึงทุกวันนี้
คุณชาณ เล่าว่า “ตอนนั้นคุณยายทำเป็นร้านง่ายๆ เพราะคนที่ไปพัทยาต้องแวะกินอาหารกลางวัน ซึ่งสมัยก่อนช่วงประมาณปี พ.ศ. 2500 ขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 3 บาท เป็นเก้าอี้หัวโล้น ขายก๋วยเตี๋ยวกับลาบไก่”
โดยสาขาแรกอยู่ที่พัทยา เริ่มต้นด้วยงบลงทุนไม่เกิน 20,000 บาท ปัจจุบันเปิดมา 65 ปี มีทั้งหมด 31 สาขา และสาขาที่พัทยาอีก 3 แห่ง

จากพัทยาสู่กรุงเทพฯ พลิกเป็นแบรนด์ใหญ่
หลังจากคุณชาณเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาก็ได้มาเป็นทนายอยู่ประมาณ 3 ปี ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้หันมาสานต่อธุรกิจครอบครัว ซึ่งเขามีความตั้งใจที่อยากจะนำก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือนมาเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ
“ผมตั้งใจที่อยากขยายสาขาก็เพราะว่าลูกค้าของแม่ศรีเรือนเป็นคนกรุงเทพฯ ที่ไปเที่ยวพัทยา และอยากขยายสาขาให้เกิดการเติบโต เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณยายอนุญาตให้มาเปิดที่กรุงเทพฯ ตรงลาดพร้าว 110 ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2520”
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกทำเล นั่นคือ บริเวณนั้นต้องมีลูกค้าทั้งวัน โดยเฉพาะถ้าได้ลูกค้าที่มาทานมื้อเย็นด้วย จะทำให้ธุรกิจเกิดความเสี่ยงน้อยลง อีกทั้งต้องมีที่จอดรถสะดวกสบาย
นอกจากเมนูก๋วยเตี๋ยวไก่แล้ว ที่ร้านยังมีเมนูของหวานที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ ได้แก่ ขนมครกและขนมเบื้อง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากเวลาที่ลูกค้ามาทานก๋วยเตี๋ยวแล้วอาจจะรอนาน จึงตั้งใจทำเมนูของทานเล่น เพื่อให้ลูกค้าได้ทานระหว่างรอ
ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 ได้ทดลองทำขนมครกจากข้าวไรซ์เบอร์รี ที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแรกในเมืองไทยที่ทำเลยก็ว่าได้

กลยุทธ์ที่ทำให้ “แม่ศรีเรือน” เติบโตอย่างมั่นคง
สิ่งที่ทำให้แม่ศรีเรือนเติบโตอย่างมั่นคงมาตลอดหลายสิบปี ไม่ใช่แค่เพราะความอร่อยของก๋วยเตี๋ยวไก่เท่านั้น แต่ยังมาจากการยึดมั่นในคุณภาพและรสชาติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
“สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อทำสูตรออกมาแล้วจะต้องมีครัวกลาง เพื่อให้การปรุงแต่ละครั้งยังคงรสชาติที่ได้มาตรฐานเหมือนเดิม คงกลิ่นอายและรสชาติแบบเดียวกับที่คนรุ่นก่อนเคยลิ้มลอง”

ยืนหยัดท่ามกลางวิกฤต ในเส้นทางกว่า 60 ปี
แม่ศรีเรือนฝ่าวิกฤตใหญ่มาแล้วทุกรูปแบบ ทั้ง ต้มยำกุ้ง, ไข้หวัดนก, น้ำท่วม และโควิด-19 แต่ก็สามารถประคองธุรกิจให้สามารถไปต่อได้
“วิกฤตที่เราเจอก็มีทั้งต้มยำกุ้งที่ติดหนี้มหาศาล แต่แก้วิกฤตโดยการขายทรัพย์สินทิ้งทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่ ส่วนไข้หวัดนก ลูกค้าไม่กินไก่ ทำให้ขายไม่ได้เลยประมาณ 6 เดือน ต้องไปหาเมนูใหม่ให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้ ส่วนช่วงน้ำท่วม เราใช้วิธีลดสาขาลง และช่วงโควิด-19 ก็พัฒนาในเรื่องของขายทางดีลิเวอรีขึ้น และทำสินค้า Ready to Eat, Ready to Cook หรือสินค้าที่พร้อมที่จะทาน”
ใช้กลยุทธ์ “บันได 4 ขั้น”
หลักบันได 4 ขั้นเป็นการเติบโตในช่วงแรก พัฒนาให้ยั่งยืนในช่วงที่ 2 และขยายในช่วงที่ 3 และสุดท้ายพยายามรักษาให้มั่นคง
ช่วงแรกที่ทำยังไม่มีออนไลน์ ทำให้การรับรู้ข่าวสารจะเป็นแบบบอกกันปากต่อปาก สิ่งที่ต้องทำให้โดดเด่นคือคุณภาพของอาหาร รสชาติที่ถูกปากคนไทย และราคาเข้าถึงได้
ช่วงที่ 2 ต้องทำให้ร้านแข็งแรงขึ้น โดยสร้างระบบ พัฒนาครัวกลาง ทำยังไงก็ได้ให้สามารถใช้ระบบเพื่อควบคุมเรื่องของรายจ่าย การตรวจสอบ การเงิน เรื่อง Operation การบริหารจัดการ
ช่วงที่ 3 จะเป็นช่วงขยาย เมื่อธุรกิจเริ่มแข็งแรงแล้ว ก็พัฒนาครัวกลางเพื่อจะเป็นการช่วยซัพพอร์ตธุรกิจที่เริ่มโต และเริ่มทำการตลาด เรื่องการทำโลจิสติกส์ ซึ่งปัจจุบันใช้ Logistics Outsourcing
ช่วงสุดท้าย เป็นการจะทำให้ธุรกิจยั่งยืน การรักษามาตรฐานในระยะยาว ดูแลพนักงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีผลตอบแทนที่เหมาะสม และก็กระบวนการในการสร้างทายาทและสืบทอดทายาท หรือผู้บริหารที่จะมาพัฒนาหรือสืบต่อธุรกิจให้ยั่งยืน
“ปัจจุบันคนไม่ได้ยึดติดแบรนด์เท่าไหร่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ไปต่อได้คือเราพัฒนาสินค้าให้มีความโดดเด่น เราก็ยังคงรักษามาตรฐานและคุณภาพให้ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นอาหารไทยและก๋วยเตี๋ยวไก่ต้นตำรับแบบเดิม”
โดยคุณชาณ เล่าต่อว่า บทเรียนสำคัญที่สุดที่ได้จากการทำธุรกิจกว่า 60 ปีคือ “ห้ามอยู่เฉย เพราะตราบใดที่เราอยู่นิ่ง เราจะถอยหลัง”
การรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยแก้ปัญหา เป็นเรื่องที่ลำบากกว่าการก้าวไปข้างหน้าและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย
ความภูมิใจในฐานะรุ่น 2
ตั้งแต่ยุคแรกจนยุคที่ 2 และกำลังก้าวข้ามไปสู่ยุคที่ 3 ที่อยู่มา 65 ปี ความภูมิใจที่สุดคือ จากร้านเล็กๆ ในครอบครัว จนวันนี้นำชื่อเสียงของคุณยายมาทำให้กลายเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จัก เป็นตำนานก๋วยเตี๋ยวไก่ที่รักษารสชาติดั้งเดิม และยังสามารถขยายสาขาได้กว่า 30 แห่งทั่วประเทศ คาดหวังว่าในอนาคตแม่ศรีเรือนจะเติบโตได้มากกว่านี้แล้วก็ขยายสาขาไปยังผู้บริโภคที่เป็นชาวต่างชาติได้ไกลกว่านี้
ฝากถึงผู้ประกอบการยุคใหม่
“ถ้าวันนี้เราเริ่มต้นทำธุรกิจ สิ่งสำคัญที่สุดคือตั้งเป้าหมายให้ชัดว่าเราจะทำอะไร ต้องยอมรับโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตั้งเป้าให้ใหญ่ ถ้ามันใหญ่ไม่พอเวลาทำธุรกิจจะทำให้คนในองค์กรไม่สามารถอยู่ได้ และคำตอบสุดท้ายคือ ลงมือทำ เดี๋ยวมันก็จะประสบความสำเร็จเอง”

ช่องทางการติดต่อ
Facebook : แม่ศรีเรือน / Maesriruen
Website : https://www.msr.co.th/
ผู้เขียน : พรนับพัน ภู่ขันเงิน
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 8 ต.ค. 68
