ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน การค้าแข่งขันสูง และสิ่งแวดล้อมปรวนแปรจนคนไทยต้องใส่หน้ากากทุกวัน เรื่อง “สิ่งแวดล้อม” อาจเคยเป็นเรื่องไกลตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แต่บนเวที “TGO Forum & TCNN Conference 2025” คุณโกสินทร์ พึงโสภณ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสภาคการเงิน ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประกาศชัดว่า ถึงเวลาแล้วที่ SMEs ไทย ต้องมอง Green Finance เป็น “เรื่องด่วน” ไม่ใช่ “เรื่องเลือกทำ”
คุณโกสินทร์ เริ่มต้นแบบตรงไปตรงมาว่า สิ่งแรกที่ SMEs คิดถึงไม่ใช่ต้นไม้หรือคาร์บอนเครดิต แต่คือ “อยู่รอดได้อย่างไรในวันนี้” อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวกว่าที่คิดมาก ทั้งฝุ่นควัน อากาศร้อนจัด และเหตุการณ์น้ำท่วม ที่กำลังเกิดบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในภาคใต้ สิ่งเหล่านี้กระทบบัญชีรายรับ-รายจ่ายโดยตรง ทั้งค่ารักษาพนักงาน หรือความเสี่ยงธุรกิจชะงักงันจากภัยพิบัติ
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสภาคการเงิน กล่าวต่อว่า SMEs หลายรายอาจยังคิด “สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องรอง” ขอแค่ทำธุรกิจไปได้ก่อน แต่ในความเป็นจริง ปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ SMEs มองไม่เห็น ทั้งค่าแรงงานที่ป่วยบ่อย ความเสียหายจากน้ำท่วม และความร้อนที่ทำให้ผลผลิตลดลง เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
และที่สำคัญ “ธนาคาร” และ “ผู้ให้กู้” กำลังเข้มงวดอย่างมากในการพิจารณาความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โรงงานคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือไม่ มีแผนรับมือหรือไม่ ถ้าธนาคารเห็นความเสี่ยงสูง เงินกู้ก็จะยากขึ้นทันที นี่คือความจริงใหม่ของโลกการเงินที่ SMEs ต้องรู้

คุณโกสินทร์ เผยว่า โครงการจากธนาคารแห่งประเทศไทยชุดใหม่ กำลังทำให้ผู้ประกอบการต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสถาบันการเงินจะเริ่มถามละเอียดว่า “โครงการที่ลงทุนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร” ซึ่งหมายความว่า การลงทุนที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอาจไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้อีกต่อไป
และอีกจุดที่ SMEs หลายรายอาจยังไม่รู้คือ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บริษัทใหญ่ เช่น กลุ่ม ปตท. หรือองค์กรในตลาดหลักทรัพย์ต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของทั้งบริษัทและซัพพลายเชน นั่นหมายความว่า SMEs ที่เป็นคู่ค้าจะถูกขอ “ข้อมูลคาร์บอน” แบบละเอียด
ดังนั้น หาก SMEs ไม่สามารถให้ข้อมูลเหล่านี้ได้ บริษัทใหญ่ก็มีทางออกทางเดียว คือ “เปลี่ยนซัพพลายเออร์” และนี่คือสัญญาณเตือนแรงที่สุดว่า SMEs ที่ไม่ปรับตัวจะถูกตัดออกจากโซ่อุปทานทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น Green Finance จึงไม่ใช่คอนเซ็ปต์สวยหรู แต่เป็นเรื่องของ “อนาคตธุรกิจและรายได้” อย่างแท้จริง คุณโกสินทร์ ย้ำด้วยว่า SMEs ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ทั้งการเก็บข้อมูลก๊าซเรือนกระจก การวางแผนด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน
“ปัจจุบันประเทศไทยมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งต้นทุนการประเมินสิ่งแวดล้อม ความเชี่ยวชาญที่ยังไม่เพียงพอ และค่าใช้จ่ายในการคำนวณคาร์บอน แต่ข่าวดีคือ หน่วยงานรัฐจำนวนมากเริ่มมีเครื่องมือและบริการฟรีที่ SMEs สามารถใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์” คุณโกสินทร์ บอกอย่างนั้น
อย่างไรก็ตาม คุณโกสินทร์ ได้เสนอ “วิธีคิดใหม่” ในโอกาสนี้ด้วยว่า SMEs ต้องเลิกมอง “การเปลี่ยนผ่านสีเขียว” ว่าเป็น “ต้นทุน” แต่ต้องมองว่าเป็น “โอกาส” เพราะการที่ธุรกิจยืนหนึ่งด้านสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าใหม่ กู้เงินง่ายขึ้น และอยู่ในสายตาบริษัทใหญ่ที่ต้องคัดเลือก “ซัพพลายเออร์สีเขียว” ในอนาคต
คุณโกสินทร์ ยังย้ำกรอบคิดสำคัญ 3 ตัวอักษรแรก คือ
T – Transform : ธุรกิจต้อง “ทรานส์ฟอร์ม” ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะนี่คือความคาดหวังใหม่ของคู่ค้า ลูกค้า และภาคการเงินทั่วโลก
ถัดมาคือ T – Technology : SMEs ต้องเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์คำนวณคาร์บอน ระบบเก็บข้อมูล หรือเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนระยะยาวได้อย่างชัดเจน
ต่อมา คือ G – Governance : ความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญ ธุรกิจที่มีข้อมูลชัดเจนจะน่าเชื่อถือกว่า ได้รับความไว้วางใจจากทั้งธนาคารและลูกค้า และจะเปิดประตูไปสู่ G – Green และ G – Growth นั่นคือ “สิ่งแวดล้อมดี” และ “ธุรกิจโต”
ปิดท้ายด้วย O – Opportunity คุณโกสินทร์ ย้ำว่า SMEs ที่มีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมครบถ้วน จะสามารถเข้าถึงลูกค้าใหม่ในตลาดโลกได้ง่ายขึ้น เพราะหลายประเทศ ต้องการสินค้าที่มีข้อมูลคาร์บอนชัดเจน นี่คือจุดเปลี่ยนที่จะทำให้ SMEs ไทย ก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างแท้จริง
“กรีน ไฟแนนซ์ ไม่ได้ทำให้ SMEs ลำบากขึ้น แต่ช่วยให้รอดและโตได้ในอนาคต หากผู้ประกอบการเริ่มเก็บข้อมูล ตั้งเป้าหมาย และใช้เทคโนโลยีเสริมธุรกิจตั้งแต่วันนี้ โอกาสที่รออยู่ข้างหน้าอาจใหญ่กว่าที่คาดคิด และนี่คือเส้นทางใหม่ของผู้ประกอบการไทยในยุค Net Zero ที่ต้องเริ่มลงมือเดี๋ยวนี้” ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสภาคการเงิน ธนาคารพัฒนาเอเชีย ส่งท้าย
