ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2568 “ตลาดสุกี้” คือหนึ่งในสนามธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาชิงเค้กก้อนใหญ่ และแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอยู่แล้ว
ซึ่งแบรนด์ที่ลงสนามท้าชนในตลาดนี้ มีทั้ง MK, สุกี้ตี๋น้อย และลัคกี้ สุกี้ ต่างสลับกันปล่อยหมัดเด็ด แข่งกันด้วยโปรโมชัน สู้กันด้วยราคา รวมทั้งออกเมนูที่หลากหลาย เพื่อหวังครองใจผู้บริโภคไทยที่ชื่นชอบการกินบุฟเฟต์
ใน SMEs Survivor “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไม่พลาดที่จะหยิบยกเรื่องราวของแบรนด์ดังกล่าวขึ้นมาเล่า ก่อนปิดฉากปี 2568
“MK Restaurants” ตำนาน 39 ปี
เริ่มกันที่แบรนด์ในตำนาน “MK Restaurants” ชื่อนี้คนไทยคุ้นหูกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะเปิดมายาวนาน 39 ปี แต่ความเป็นตำนานไม่ได้ช่วยให้แบรนด์คงความนิยมได้ตลอด เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น
- ปรับตัวสู่โมเดลบุฟเฟต์
MK Restaurants “ปรับตัว” ครั้งใหญ่ จากอะลาคาร์ต สู่ “บุฟเฟต์” โมเดลที่เปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์เทรนด์ Value for Money ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่า และประสบการณ์การรับประทานที่หลากหลาย
เราจึงได้เห็นบุฟเฟต์ “MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท” และ “MK Premium Buffet 499, 699, 899 บาท” ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก และทำให้ MK ได้ลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น และเป็นลูกค้าที่มีอายุเฉลี่ยลดลง 26-35 ปี
นอกจากนี้ เรายังได้เห็นการสู้กันแบบหมัดต่อหมัด เช่น เมื่อสุกี้ตี๋น้อยเสิร์ฟ “เป็ดย่างฟรี” MK จึงสู้กลับด้วยการแจก “ซาลาเปาไส้ครีม” ไม่อั้น
จากการปรับตัว ผลักดันให้ MK Group มียอดขายรวมอยู่ที่ 3,884 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ของปี 2568 เติบโต 5.5% จากปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนรายได้กว่า 72% มาจาก MK Restaurants ที่มีบุฟเฟต์นั่นเอง
- แตกแบรนด์ท้าชน
แม้จะสร้างรายได้เติบโต และได้กลุ่มลูกค้าหน้าใหม่เข้ามา แต่ MK ยังเดินเกมรุกต่อเนื่อง ด้วยการส่งแบรนด์บุฟเฟต์น้องใหม่ “BONUS SUKI” (โบนัส สุกี้) มาท้าชนตลาด ด้วยราคาสุทธิ 276 บาทต่อคน ซึ่งเป็นราคาเดียวกับ สุกี้ตี๋น้อย และ ลัคกี้ สุกี้ สั่งได้ไม่อั้นกว่า 60 เมนู พร้อมเปิดบริการตั้งแต่เที่ยงวันยันตี 5 เป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภค
โดยขยายสาขาแบบ “ป่าล้อมเมือง” จากหัวเมืองใหญ่และชานเมือง ก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยเปิดสาขาแรกในจังหวัดสระบุรี ก่อนมี 15 สาขา กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ
และพร้อมเปิดอีกหลายสาขา เพราะกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุด หลังสร้างยอดขายทะลุ 200 ล้านบาท ใน 6 เดือน โดยผู้บริหารยอมรับว่า สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
- ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง
MK เป็นอีกแบรนด์ที่สร้างไวรัลบนโลกโซเชียล อย่างแคมเปญ Mongkol ที่สะเทือนวงการกราฟิก ด้วยอาร์ตเวิร์ก “น้ำจิ้มสุกี้” ที่มาใน Layout แปลกใหม่ จนหลายแบรนด์หยิบไปทำตาม หรือ อาร์ตเวิร์ก “หมี่หยกยืนยาว” ที่โพสต์ไปกว่า 99 รูปในโพสต์เดียว จนกลายเป็นไรัล
“สุกี้ตี๋น้อย” ขวัญใจมหาชน
ด้าน “สุกี้ตี๋น้อย” แบรนด์ของผู้บริหารสาว เฟิร์น-นัทธมน พิศาลกิจวนิช ที่ปลุกปั้นแบรนด์นี้มาตั้งแต่ ปี 2561 เปิดสาขาแรกที่บ้านบางเขน ในราคาบุฟเฟต์ 199 บาท จนเกิดเป็นไวรัล ก่อนเติบโตสู่ 90 สาขาในปัจจุบัน โดยปรับราคาเป็น 219 บาท รวมเครื่องดื่มรีฟิลและภาษี 7% จะอยู่ที่ 276 บาท
แม้จะเป็นแบรนด์ขวัญใจมหาชนอยู่แล้ว สะท้อนจากภาพการต่อคิวยาวในหลายสาขา แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด การยืนอยู่กับที่ อาจทำให้กระแสแผ่วลงได้
- แตกแบรนด์ท้าชน
สุกี้ตี๋น้อย ท้าชนด้วยการ “แตกแบรนด์ใหม่” อย่าง “ตี๋น้อย บาร์บีคิว” บุฟเฟต์ปิ้งย่าง ราคาสุทธิ 362 บาท เสิร์ฟมากกว่า 100 เมนู พร้อมสลัดบาร์แบบไม่อั้น เปิดบริการตั้งแต่ 11.00 น. ถึงตี 5
อีกแบรนด์ คือ “ตี๋น้อย โกลด์” ให้บริการบุฟเฟต์พรีเมียม เริ่มต้น 599 บาท เสิร์ฟเมนูระดับโรงแรม 5 ดาว โดยร่วมกับ Chef Ho เชฟชาวฮ่องกง ที่มีประสบการณ์กว่า 35 ปี พัฒนาเมนูที่มีให้เลือกกว่า 80 รายการ พร้อมของทอดอีกมากมาย เช่น หมูแดงฮ่องกง ตับหมูหมักสูตรฮ่องกง และติ่มซำ
ส่วนการขยายสาขาของ สุกี้ตี๋น้อย คือ “เช่าโชว์รูมรถหรือผับเก่า” พื้นที่ 3 ไร่ขึ้นไป โดยจะได้รับค่าคอมมิชชัน 10,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ สุกี้ตี๋น้อย สะท้อนจากรายได้ 9 เดือนแรกของปี 2568 รายได้ทะลุ 8,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 803 ล้านบาท ลดลง 9.77% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และตั้งเป้าทะลุไปถึง 10,000 ล้านบาทในปี 2569
- ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง
ความโดดเด่นของ สุกี้ตี๋น้อย ที่ทำให้แบรนด์ไม่หายไปจากหน้าสื่อ และยังเป็นที่พูดถึงของผู้บริโภค คือการใช้เพจสุกี้ตี๋น้อย ที่มีผู้ติดตาม 1.3 ล้านคน สื่อสารกับผู้บริโภค เช่น โพสต์สเตตัสโปรโมชัน การลดราคา การออกเมนูใหม่ หรือแม้กระทั่งการทำ CSR ของแบรนด์ เช่น การช่วยเหลือน้ำท่วม และการบริจาคอาหารให้ผู้อพยพ, ทหารแนวหน้า และทีมแพทย์ทหาร
- ทุนใหญ่ร่วมลงทุน
เมื่อปี 2565 สุกี้ตี๋น้อย ได้กลุ่มทุนใหญ่เข้ามาร่วมธุรกิจ โดย บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ JMART เข้าร่วมถือหุ้น บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือ สุกี้ตี๋น้อย สัดส่วน 30% ด้วยวงเงิน 1,200 ล้านบาท ยิ่งทำให้ สุกี้ตี๋น้อย กลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
“ลัคกี้ สุกี้” แบรนด์ม้ามืด
และ ลัคกี้ สุกี้ แบรนด์ม้ามืด ที่เปิดมาได้เพียง 3 ปี แต่สามารถเข้ามาตีตลาดที่กำลังร้อนแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มต้นจากเพื่อน 4 คนที่ชื่นชอบการทานสุกี้ ก่อนเปิดสาขาแรกเมื่อต้นปี 2565
- แตกแบรนด์ท้าชน
จากบุฟเฟต์ราคาสุทธิ 276 บาท ที่เปิดบริการ 30 สาขา ลัคกี้ สุกี้ ได้แตกอีกแบรนด์ขึ้นมาท้าชนตลาด คือ “ลัคกี้ บาร์บีคิว” บุฟเฟต์สไลต์ยากินิกุ ที่เปิดให้บริการ 12 สาขา โดยมีราคาสุทธิ 362 บาท มีเมนูหลากหลายกว่า 100 รายการ เปิดบริการตั้งแต่ 10.30 น. ถึง ตี 2
- ทุนใหญ่ร่วมลงทุน
ท่ามกลางการแข่งขัน ลัคกี้ สุกี้ กลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เมื่อ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป เข้าซื้อหุ้นกิจการ สัดส่วน 40% มูลค่า 940 ล้านบาทในปี 2568
นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เติบโต สะท้อนจากในปี 2567 สามารถสร้างรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ารายได้ 5,000 ล้านบาทในปี 2571 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า
บทสรุป
จากทั้ง 3 ผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในตลาดสุกี้ สะท้อนให้เห็นว่า “การปรับตัว” คืออาวุธสำคัญ ที่ทำให้แบรนด์เดินหน้าต่อในยุคที่การแข่งขันรุนแรงและเปลี่ยนแปลงแทบทุกวินาที
อีกสิ่งที่สะท้อนการปรับตัวของแบรนด์ใหญ่ เพื่อสู้กับตลาดสุดเดือด คือ “การยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง” ทั้งการคัดสรรคุณภาพวัตถุดิบ การพัฒนาเมนูให้หลากหลาย ความคุ้มค่า การทำโปรโมชัน และการตั้งราคาที่ตอบโจทย์กำลังซื้อ
ไม่ว่าจะเป็น แบรนด์ในตำนาน มีรากฐานแข็งแกร่ง แบรนด์ขวัญใจมหาชน ที่ยังเห็นภาพลูกค้าต่อคิวยาว หรือแบรนด์ม้ามืดที่ทำรายได้แตะพันล้านภายในไม่กี่ปี ก็หลีกหนีความจริงเดียวกันไม่พ้น นั่นคือ “หยุดนิ่งไม่ได้”
และเชื่อว่าในปี 2569 สงครามสุกี้ ยังไม่จบง่ายๆ เพราะแต่ละแบรนด์ยังมีหมัดเด็ดอีกมากมายที่พร้อมงัดมาฟาดกันต่อ เราในฐานะผู้บริโภค คงต้องติดตามกันต่อไป…
