เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเค็มและหวาน เพื่อสุขภาพที่ดี จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ คุณอ้อย-ณัฐณิชา จิตชื่น Co-Founder แบรนด์ “เทใจ” นำความรู้และประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหารที่สั่งสมมายาวนานกว่า 20 ปี มาต่อยอดเป็นซอสสูตรพิเศษ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 20 ล้านบาทในปีนี้
จุดเริ่มต้นของ “เทใจ” ซอสเพื่อสุขภาพ
คุณอ้อยโลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารมายาวนานกว่า 20 ปี จนกระทั่งหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “เทใจ”
“ซอสเทใจเกิดจากแรงบันดาลใจของเราที่ต้องการทำอาหารที่อร่อยและปลอดภัยให้กับลูกและทุกๆ คนในครอบครัว จากการที่สมาชิกในครอบครัวประกอบไปด้วยเด็กๆ และคนที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDS) กันหลายคน
โดยสามีป่วยเป็นโรคเบาหวาน คุณแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจและความดันสูง ทำให้อยากพัฒนาเครื่องปรุงรสที่ดีต่อสุขภาพ และไม่มีน้ำตาล เพื่อช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรง”
ด้วยเหตุผลนี้ เธอจึงนำความรู้ด้านเทคโนโลยีทางอาหารของตัวเอง ประกอบกับความรู้ทางด้านจุลชีววิทยาของสามีมาวิจัยและพัฒนาโปรดักต์ โดยใช้เวลาประมาณ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2561-2564 จนเกิดเป็นซอสนวัตกรรมใหม่ที่ใส่ใจทั้งรสชาติและสุขภาพในขวดเดียว
“เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเค็มและหวานด้วยนวัตกรรมใหม่ที่เราคิดค้นสูตรพิเศษ ให้ผู้บริโภคสามารถใช้ปรุงอาหารในปริมาณที่น้อยลง เพียงแค่ 60% ของปริมาณการใช้เดิม ก็อร่อย กลมกล่อม และเข้มข้น ช่วยลดน้ำตาลในการปรุงอาหาร โดยใช้อินูลินทดแทนน้ำตาล ผ่านกรรมวิธีการหมักธรรมชาติ เป็นซอสที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัว เหมือนน้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นที่ใช้แค่นิดเดียวก็สามารถให้กลิ่นหอมได้” คุณอ้อยเล่าเสริม

วางขายโมเดิร์นเทรด เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
หลังจากผ่านการวิจัยและพัฒนา ซอสเทใจ เริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกในโลตัสเมื่อปี 2564 ถึงปัจจุบันมีโปรดักต์ให้เลือกทั้งซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม และซอสเห็ดหอม พร้อมขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Big C Hyper Mart, ริมปิง เชียงใหม่, แคทวัน ยโสธร, ร้านวรรณ ระยอง และในช่องทางออนไลน์
จำหน่ายในราคาขวดละ 38 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z ที่เธอตั้งเป้าเจาะตลาด
อีกส่วนสำคัญของการเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ คือบรรจุภัณฑ์ ที่ต้องดีไซน์ให้น่าหยิบ น่าซื้อ ภายใต้โจทย์ที่ว่า “ทำยังไงก็ได้ให้ 1 นาทีที่คนหมุนขวด เลือกซื้อ” เธอจึงเลือกใช้โทนสีพาสเทล ให้ความสดใสและรู้สึกเข้าถึงง่าย
โดยเสริมความเป็นญี่ปุ่นเข้าไปตั้งแต่ชื่อแบรนด์ที่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นว่าทางแบรนด์เลือกใช้วัตถุดิบหลักในการผลิตซอสและใช้ความรู้จากญี่ปุ่นโดยตรง รวมถึงการระบุรายละเอียดของโปรดักต์อย่างชัดเจน เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ได้เลือกซื้อสินค้าจากราคา แต่ดูไปถึงความคุ้มค่าของสิ่งที่จะซื้อด้วย
ซึ่งความรู้ในการพัฒนาธุรกิจและโปรดักต์ทั้งหมดนี้ คุณอ้อยได้รับการสนับสนุนจาก SME D Bank ผ่านโครงการสินเชื่อและการอบรมในโครงการต่างๆ ที่ธนาคารจัดให้กับ SMEs อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม จากความตั้งใจเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ คุณอ้อยบอกว่า “คนรุ่นใหม่ให้การตอบรับดีมาก ส่วนคนรุ่นเก่าก็เลือกใช้ซอสจากการซื้อเองหรือลูกซื้อไปฝาก จนเกิดการบอกปากต่อปาก”
ตั้งเป้าเติบโต 20 ล้านบาท
จากวันแรกถึงปัจจุบัน ซอสเทใจ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนการผลิตที่ไม่เคยลดลง เธอบอกว่ามีปัจจัยมาจากคุณภาพ ความแตกต่างที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพในราคาจับต้องได้
“ปีนี้เทรนด์สุขภาพมาแรงมากๆ คนอยากมีอายุยืน อาหารก็เป็นส่วนหนึ่งทำให้เรามีสุขภาพดี ซึ่งต้องเลือกตั้งแต่เครื่องปรุง ซอสปรุงรส
แบรนด์เราสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจกับลูกค้า เน้นการสื่อสารผ่านบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนในฉลาก และเลือกใช้สีพาสเทลสดใสเพื่อสร้างความแปลกใหม่ และโดดเด่นจากสินค้าซอสของคู่แข่งที่มีอยู่แล้วในตลาด
ทำให้ลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่กล้าที่จะทดลองซื้อไปใช้ทำอาหาร และเมื่อลูกค้าได้ลองใช้แล้วก็รู้สึกชอบ ติดใจในความอร่อยกลมกล่อม และมั่นใจในคุณภาพสินค้า จึงเกิดการซื้อซ้ำ และบอกปากต่อปาก ทำให้สินค้าได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว” เธอย้ำถึงแนวคิดของแบรนด์
ทั้งนี้ ในปี 2569 คุณอ้อยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 20 ล้านบาท และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปยังห้างสรรพสินค้า หรือตัวแทนต่างจังหวัด, โรงเรียน, โรงแรม, โรงงานอาหาร, ร้านสะดวกซื้อ เช่น ร้านสะดวกซื้อ รวมถึงส่งออกต่างประเทศ
จากบทสัมภาษณ์ของคุณอ้อย ผู้ก่อตั้งแบรนด์ซอส “เทใจ” สะท้อนให้เห็นว่า “สุขภาพ” เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด และการดูแลสุขภาพสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากอาหารในทุกมื้อ โดยต้องใส่ใจตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงเครื่องปรุงรสที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
