Exclusive Featured SMEs

รีสตาร์ทธุรกิจด้วยดีลิเวอรี “Ease Up Coffee” ร้านกาแฟหน้าบ้านของอินฟลูฯ ผู้ติดตามหลักล้าน ปั้นรายได้หลักแสนใน 21 วัน

ลบภาพจำแบบเดิมๆ กับการทำธุรกิจที่ต้องใช้ประสบการณ์หลายปี แต่การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการเปิดร้านอย่างทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านก็ขายได้ 

วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ แทน-นพรุจ อังอติชาติ วัย 24 ปี ดีกรีเด็กอักษรฯ จุฬาฯ ที่เริ่มจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายติ๊กต็อก ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน สู่บทบาทใหม่กับการเป็นเจ้าของธุรกิจร้านกาแฟ Ease Up Coffee ซึ่งเคยไปเปิดหน้าร้านในห้าง แต่ต้องปิดตัวลง เพราะห้างกำลังจะรีโนเวตใหม่ เขาจึงตัดสินใจยกเครื่องทำกาแฟ อุปกรณ์ต่างๆ มาเปิดร้านกาแฟหน้าบ้าน ขายเฉพาะในแอป ดีลิเวอรี หลังจากเปิดมาได้เพียง 3 อาทิตย์ ก็ทำยอดขายพุ่งไปกว่า 6 หลักเลยทีเดียว

Chapter 1 : เริ่มจากเปิดหน้าร้าน

แทนเล่าว่า สมัยก่อนคุณแม่เปิดร้านขนมชื่อว่า Nom & Noeyโดยร้านนี้เปิดมากว่า 30 ปีแล้ว แต่ทว่าช่วงหลังร้านที่ขายอยู่ในห้างลูกค้าเริ่มลดลง บวกกับตอนนั้นเป็นช่วงที่เรียนจบพอดีและไม่อยากทำงานประจำ จึงขอแบ่งพื้นที่ร้านกับคุณแม่ครึ่งหนึ่ง มาเปิดร้านกาแฟชื่อว่า Ease Up Coffee

“ตอนนั้นเราเน้นทำเกี่ยวกับงานอินฟลูฯ เป็นหลัก เพราะตั้งใจอยากจะเข้าไปในวงการบันเทิง แต่พอแม่ขยายสาขาแล้วไปไม่รอดทำให้เราเลยแบ่งพื้นที่คนละครึ่งกับร้านของแม่ เพราะเรามีเครื่องทำกาแฟอยู่แล้วด้วย ไม่ต้องลงทุนเยอะ”

อย่าง เคาน์เตอร์ ก็จะเอามาจากร้านของแม่ แต่จะมีการลงทุนเครื่องบดกาแฟเพิ่ม เนื่องจากยุคนี้ร้านกาแฟอาจจะต้องมีมากกว่า 1 คั่วให้เลือก ทั้ง คั่วกลาง คั่วเข้ม คั่วอ่อน ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 150,000-200,000 บาท

โดยความหมายของชื่อร้าน “Ease Up Coffee” ถ้าแปลตรงตัวจะเหมือนกับมีความชิลล์ รีแลกซ์ บวกกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนแรกคืออยากให้คนที่มามีความชิลล์ แล้วตั้งราคาไม่ได้สูงมาก ดื่มได้ทุกวัน

“ตอนนั้นรู้สึกแค่ว่ากาแฟน่าจะขายได้ เป็นโปรดักต์ที่คนดื่มได้ทุกวัน แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกว่าเป็น Red Ocean ที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่ผมว่าข้อดีคือคุณรู้ว่าธุรกิจนี้มีลูกค้าแน่นอน ไม่ต้องเสี่ยงหาใหม่จากศูนย์”

แต่การทำธุรกิจทุกอย่างก็ต้องมีการสร้างความแตกต่าง เขาเลือกที่จะทำให้ร้านตัวเองดีกว่าร้านอื่นๆ ซึ่ง ณ ตอนนั้นอาจจะไม่ได้มีพื้นฐานการเป็นบาริสต้าอะไรมาก แต่อาจจะมีการไปเรียนเพิ่มเติม อย่าง ชิมกาแฟ Basic Barista หรือว่าเรียนผ่านยูทูบเป็นส่วนใหญ่ 

ช่วงแรกที่เปิดหน้าร้าน เขาเล่าว่า ตอนแรกร้านก็ยังนิ่งๆ ไม่ค่อยมีลูกค้ามากเท่าไหร่ แต่กราฟค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ฟีดแบคค่อนข้างดี มีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะ

กระทั่งเปิดมาประมาณ 2 ปี ก็เกิดวิกฤตขึ้น เนื่องจากทางห้างที่ขายอยู่กำลังจะรีโนเวต ทำให้เขาต้องปิดร้าน และเริ่มต้นใหม่กับทำเลใหม่

Chapter 2 : กลับมาเปิดดีลิเวอรีที่บ้าน

“ตอนนั้นพอเรารู้ว่าห้างจะรีโนเวต ก็เลยคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ซึ่งช่วงแรกผมก็อยากจะหาทำเลใหม่ แต่ปัญหาในยุคนี้คือถ้าจะเปิดหน้าร้านสักที่ จะต้องลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ ซึ่งรู้สึกว่าถ้าเริ่มจากในดีลิเวอรีก็น่าจะเริ่มง่ายกว่า ไม่ต้องทำอะไรมาก แล้วสามารถทำคนเดียวได้”

บวกกับตอนนั้นมีกระแสคนขายของในคอนโดฯ เกิดขึ้นมากมาย เขาจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าอย่างนั้นขายกาแฟหน้าบ้านก็น่าจะได้ รวมถึงตอนที่เปิดในห้างเขามักจะเสียโอกาสในการขายช่วงเวลาไพรม์ไทม์อย่างตอนเช้าไป เนื่องจากห้างเปิด 10 โมง แต่ลูกค้าที่ดื่มกาแฟส่วนใหญ่ดื่มช่วง 7-8 โมงเช้า

“พอกลับมาทำที่บ้านเราเลยคิดว่าตอนเช้าน่าจะมีคนสั่ง แล้วพื้นที่ครัวในบ้านเราไม่ได้ใช้พอดี พอเรากลับมาขายที่บ้านก็ต้องปรับตัวเยอะพอสมควรครับ”

ก่อนจะเล่าต่อถึงความโชคดีอีกอย่างหนึ่ง คือตอนเปิดหน้าร้านก็จะอยู่ในดีลิเวอรีอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นเป็นเหมือนช่องทางหนึ่งให้กับลูกค้า ทำให้เมื่อกลับมาเปิดร้านที่บ้านก็จะมีดาวอยู่ประมาณหนึ่ง 

“ตอนเปิดวันแรกมีออร์เดอร์เข้ามา 3 คนครับ แต่ว่าเข้ามาเพราะผมตั้งราคาขายผิด เป็นกาแฟ 3 แก้ว 5 บาท ทำให้ต้องยกเลิกออร์เดอร์ลูกค้าทั้งหมดเลย”

Chapter 3 : เทคนิคการทำร้านให้รอดฉบับ ‘แทน’

สำหรับคนที่อยากทำร้านกาแฟหน้าบ้าน แทนแนะนำว่า ควรลงทุนไปกับเครื่องชงกาแฟที่อาจจะดูดีหน่อย แต่ราคาก็อยู่ที่ประมาณ 50,000 ไปจนถึงหลักแสน ซึ่งถ้ารวมงบคร่าวๆ ทั้งค่าอุปกรณ์ เครื่องชงกาแฟ เครื่องบดกาแฟ จะอยู่ที่ประมาณ 150,000 บาท

ต่อมาเป็นเรื่องของเครื่อง POS ที่จำเป็นมากสำหรับการทำดีลิเวอรี เนื่องจากเวลามีออร์เดอร์เข้ามา เครื่องก็จะปริ้นรายละเอียดมาให้ทันที ไม่ต้องนั่งจดเอง ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดจาก Human Error ได้

โดยร้านจะขายตั้งแต่ 7 โมงเช้า ซึ่งจะขายดีไปจนถึงช่วง 10-11 โมง และพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าก็จะมีความต่างกัน กระทั่งตอนนี้กลับมาเปิดร้านกาแฟดีลิเวอรีหน้าบ้านได้ประมาณ 3 อาทิตย์ เคยมีออร์เดอร์พีกสุด 120 แก้วต่อวัน สร้างรายได้ประมาณ 6 หลัก

“ข้อดีของการเปิดดีลิเวอรีที่บ้าน อย่างแรกเลยคือไม่มีค่าเช่าที่ แล้วสามารถเริ่มได้เลยไม่ต้องรอ แต่การขายในแอปก็ต้องมีการยิง Ads เพื่อช่วยเปิดการมองเห็นด้วยเช่นกันครับ”

ต่อมาจะเป็นในเรื่องของ รูปภาพกับราคาขาย เพราะบางครั้งถ้าลูกค้าเห็นร้านที่ไม่เคยสั่ง แต่เมื่อดูราคาแล้วเข้าถึงยากก็อาจทำให้เสียลูกค้าไป อย่างร้านของแทนจะตั้งราคาเริ่มต้น 60 บาท 

Chapter 4 : การจัดการเวลากับ ‘ชีวิตหลายบทบาท’

ทุกวันนี้แทนเป็นทั้งเจ้าของร้านกาแฟและอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งทำให้เขาต้องจัดสรรเวลาในการจัดการงานหลายๆ อย่าง ซึ่งตอนแรกเขาไม่ได้คิดจะเอาตัวเองเข้ามามีบทบาทในร้าน หรือเรียกว่าไม่อยากให้คนมากินร้านเราเพราะเรา แต่พอได้ทำไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามันยากกว่าที่คิด เพราะถ้าจะทำแบบนั้นได้ต้องมีเงินทุนที่เยอะพอสมควร 

“ทุกวันนี้จะมีคำว่า CEO Branding ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเราเป็นธุรกิจรายเล็ก การเอาตัวเองมาทำอยู่ในคอนเทนต์ก็ทำให้มีคนเห็นว่าเราทำร้านนี้อยู่”

โดยตารางชีวิตในแต่ละวันของเขาก็จะเริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้า ตื่นมาทำร้าน ชงกาแฟ พอเที่ยงก็จะไปถ่ายคอนเทนต์ในบทบาทของอินฟลูฯ สุดท้ายช่วงเย็นก็จะกลับมาอัดคลิปเล่นกีต้าร์ Cover เพลง และสต๊อกคอนเทนต์เอาไว้

ฝากถึงคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจ

“สำหรับใครที่คิดจะทำ ควรดูเรื่องต้นทุนเป็นอย่างแรก ถ้า cost เยอะเกินไป เราก็อาจจะขาดทุนได้ แล้วอยากให้ทำความรู้จักกับลูกค้าตัวเอง ผมคิดว่าเป็นตัวตัดสินได้เลยครับ ว่าจะรอดหรือไม่รอด

สุดท้ายถ้าอยากทำก็ลงมือทำได้เลย ผมว่าถ้าเราล้มตอนอายุ 24 ก็น่าจะดีกว่าล้มตอน 34 เพราะอย่างน้อยเราก็ยังมีแรง มีเวลาให้แก้ตัวได้อีกเยอะ ถ้ายิ่งเด็กอยู่ ก็ควรเสี่ยงที่จะลอง”

สามารถติดตามได้ที่ TikTok : easeupcoffee

พิกัด : สุขุมวิท 101/1

เวลาเปิด : 07.00-17.30 น.

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน