บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี”
แกงไทยหลายๆ แกง เอ่ยชื่อไป หรือถามว่าเคยกินมั้ย จำนวนคนตอบว่ารู้จัก เคยกินน้อยลงทุกที ยิ่งเป็นคนรุ่นใหม่ๆ ทำหน้าเป๋อเหรอเลย
ยังดีที่สมัยนี้ร้านอาหารหลายๆ ร้านขุดเอาแกงเก่าๆ ขึ้นมาเป็นจุดขาย ที่เจอประจำก็ “แกงรัญจวน” นัยว่ามีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีอ้างอิงเจ้าตำรับอยู่หลายทาง แต่สรุปคือต้มเนื้อใส่สมุนไพร แล้วใส่น้ำพริกกะปิถ้วยเก่าลงไปละลาย เป็นการประหยัดไม่ทิ้งขยะอาหารลดโลกร้อนตั้งแต่สมัยโน้น
อาหารจานหนึ่งที่บรรจุอยู่ในรายการเรียนอาหารไทยของโรงเรียนแม่บ้านทันสมัยคือ แกงร้อนวุ้นเส้น ต่างจากแกงจืดวุ้นเส้นปกติ ตรงที่โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย เป็นสามเกลอ แล้วเอาไปผัดกับเครื่องแกงจืดวุ้นเส้น คือ วุ้นเส้น เห็ดหูหนู ดอกไม้จีน ฟองเต้าหู้ เนื้อหมู หรือเนื้อไก่ ผัดให้หอมค่อยเติมน้ำซุป แกงจะมีกลิ่นหอม และรสเผ็ดพริกไทย บางทีก็ต่อยไข่ใส่ลงไป 1 ฟอง ก่อนเสิร์ฟ
แกงร้อนตำรับโบราณๆ เป็นแกงกะทิ คือใช้กลางกะทิแทนน้ำซุป และใช้หอมแดงแทนกระเทียม เติมกะปิ ใส่รากผักชีด้วย ออกจะมีกลิ่นรสคล้ายแกงเลียงกะทิ ส่วนเครื่องแกงเลียงหลักๆ คือ หอมแดง พริกไทย กะปิ ไม่มีรากผักชี ความต่างมันเลยอยู่ตรงนี้ แกงร้อนนี้ถ้าไม่โรยหน้าด้วยผักชี ขึ้นฉ่าย แต่เปลี่ยนเป็นใบโหระพา ได้เป็นแกงร้อนโหระพา หอมไปอีกแบบ ใช้หมูสับแทนหมูชิ้นก็ได้

ตำรับแกงร้อน (โรงเรียนแม่บ้านทันสมัย)
เนื้อหมูหั่นแฉลบ 1/2 ถ้วย
วุ้นเส้นแช่น้ำตัดท่อน 1 ถ้วย
ดอกไม้จีนแช่น้ำ 1/4 ถ้วย
เห็ดหูหนูหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
ฟองเต้าหู้แช่น้ำ 1/4 ถ้วย
พริกไทยขาวเม็ด 2 ช้อนชา
รากผักชีหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำซุปหรือน้ำเปล่าหรือกลางกะทิ 4 ถ้วย
น้ำปลา 3-4 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่ 1-2 ฟอง
ต้นหอม ผักชี ขึ้นฉ่ายหั่น (หรือใส่ใบโหระพาแทน)
โขลกพริกไทย รากผักชี กระเทียมให้ละเอียด ใส่น้ำมันในกระทะผัดเครื่องให้หอม ใส่เครื่องแกงวุ้นเส้นลงผัด เติมน้ำซุป ปรุงรส รอน้ำเดือดต่อยไข่ไก่ใส่ โรยต้นหอม ผักชี ขึ้นฉ่าย
เครื่องแกงร้อนกะทินี้ อันมีหอมแดง พริกไทย รากผักชี กะปิ โขลกรวมกัน แล้วเอาไปต้มกับน้ำซุปหรือน้ำเดือด ใส่ขิงซอยเยอะๆ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก ชิมให้เค็ม เปรี้ยว หวาน พอรสชาติได้ที่ เร่งไฟน้ำเดือด ใส่ปลากระบอกหั่นชิ้น ต้นหอมท่อน พริกแดงซอย ได้ชื่อเป็น “ต้มส้ม” ครับ
ต้มส้มนี้ต้องกินตอนร้อนๆ สุกใหม่ เนื้อปลายังต้มนาน น้ำเดือดจริง ปลาถึงจะอร่อยหวาน ไม่ยุ่ย ไม่แข็ง แต่พอทิ้งไว้นานกลิ่นคาวปลาจะออก กินไม่อร่อยแล้ว

ตำรับต้มส้ม
ปลากระบอกหั่นชิ้น หรือปลากะพง ปลาอินทรี ปลาทูสด 500 กรัม
พริกไทยขาวเม็ด 2 1/2 ช้อนชา
รากผักชีหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
หอมแดงหั่น 1/4 ถ้วย
กะปิ 2 ช้อนชา
น้ำเปล่า 5 ถ้วย
น้ำมะขามเปียก 3/4 ถ้วย
น้ำตาลปี๊บ 1/4 ถ้วย
น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
ขิงหั่นฝอย 1/2 ถ้วย
ต้นหอม ผักชี พริกแดง โรยหน้า
โขลกพริกไทย รากผักชี หอมแดง กะปิ ให้ละเอียด ละลายกับน้ำต้มเดือด ใส่ขิงซอยลงต้มให้ออกรส ปรุงรสให้เค็ม เปรี้ยว หวาน เผ็ดขิง ต้มให้เดือดอีกทีถึงใส่ชิ้นปลา โรยผัก
ต้มส้มอีกถ้วยที่เปลี่ยนเครื่องไปเล็กน้อย ทำให้ใครกินแล้วก็ต้องติดใจทุกคนคือ “ต้มส้มซี่โครงอ่อนกับสับปะรด” เครื่องมีหอมแดง พริกไทย รากผักชี โขลกรวมกัน บางคนก็ใส่กระเทียมด้วย แต่ไม่ใส่กะปิ เครื่องโขลกนี้เอามาต้มละลายกับน้ำซุปต้มซี่โครงอ่อน แล้วใส่สับปะรดหั่นชิ้น ต้มจนสับปะรดออกรสชาติ ปรุงรสน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก ให้อมเปรี้ยวหวาน โรยต้นหอม ผักชี จะมีคนไม่ชอบแกงนี้บ้างเป็นคนไม่ชอบกินหวาน เพราะแกงได้รสหวานจากสับปะรดแบบเต็มๆ

ตำรับแกงต้มส้มซี่โครงอ่อนกับสับปะรด
ซี่โครงหมูอ่อน 2 ถ้วย
สับปะรดหั่นชิ้น 3 ถ้วย
น้ำเปล่า 6 ถ้วย
หอมแดงหั่น 1/2 ถ้วย
กระเทียมหั่น 1/4 ถ้วย
พริกไทยขาวเม็ด 2 ช้อนชา
รากผักชีหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2-3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1-2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก 2-3 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอม ผักชีหั่นโรยหน้า
ต้มซี่โครงอ่อนกับน้ำจนเปื่อย โขลกหอมแดง กระเทียม พริกไทย รากผักชี ให้ละเอียดตักละลายในน้ำต้มซี่โครง ใส่สับปะรด ต้มต่อ ค่อยปรุงรส เปรี้ยว เค็ม หวาน
