ตู้จดหมายพลศรี
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” นักเรียนสาวคนหนึ่งของโรงเรียนแม่บ้านทันสมัย (ทุกคนที่มาเรียนเป็นสาวหมดเลยครับ 50 อัพก็ยังสาว) ขอสูตรแป้งทอดกรอบจะเอาไปชุบไก่ทอดขาย สูตรแป้งทอดกรอบชุบปีกไก่ ลูกชิ้นทอด ไก่ทอดหาดใหญ่ ไก่ทอดข้าวมันไก่ ไก่ทอดฟาสต์ฟู้ด มีกันหลายสูตรมากมาย สูตรที่ 1 ตำรับที่ง่ายๆ ที่สุด เอาไว้หมักและชุบปีกไก่ คือ ใช้แป้งทอดกรอบสำเร็จรูปโรยหมักไปกับไก่ ใส่ผงปรุงรสรสไก่โรยๆ ลงไป ไก่มีความชื้นอยู่แล้ว แป้งก็จะละลายข้นๆ หมักเก็บไว้ในตู้เย็น 1 คืน เป็นสูตรที่ทำกันทั่วไปและง่ายมาก เวลาทอดก็ตั้งน้ำมันร้อน ไฟกลาง เอาไก่ลงทอดได้เลย ไม่ต้องชุบแป้งอีกแล้ว กินร้อนๆ อร่อยมาก สูตรที่ 2 ยังเป็นแบบง่ายๆ เอาปีกไก่หมักกับผงปรุงรสไก่ ใส่พริกไทยพอหอม ขยำๆ หมักไว้ พอจะทอดเอาแป้งมันสำปะหลังละลายกับน้ำเย็นๆ สัดส่วน 1 : 1 ให้แป้งออกข้นหน่อย แล้วเอาไก่ที่หมักลงชุบแป้งทอดให้กรอบ สูตรที่ 3 แบบยังง้อแป้งทอดกรอบสำเร็จรูปและผงปรุงรสไก่อยู่ แต่เพิ่มส่วนผสมอื่นให้มีแป้งกรอบเคลือบติดหนังไก่ กินกรอบๆ และกรอบทนมากขึ้น หอมเครื่องเทศ แปลงเป็นไก่ทอดหาดใหญ่ได้เลย สูตรนี้
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” คนรู้จักกันเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน อยากเปิดร้านอาหาร ไปเช่าที่แถวพุทธมณฑลมาปรึกษาเรื่องการจัดวางผังร้านและครัว กำลังจะรื้อรีโนเวทห้องอยู่ โดยเฉพาะครัวร้านอาหารซึ่งเขาไม่มีความรู้พอในการวางผัง ครัวร้านอาหารตามตำราเขาให้จัดมีพื้นที่ 1 ใน 3 ของขนาดร้าน เช่น ร้านมีขนาด 100 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่นั่งกินสัก 70 ตารางเมตร อีก 30 ตารางเมตร ต้องเป็นครัว สัดส่วนของครัวควรจะเพิ่มขึ้นตามขนาดของร้าน ถ้าครัวเล็กไปแต่ที่นั่งกินเยอะจะบริการแขกไม่ทัน หลักการง่ายๆ ต่อไปคือ ครัวควรเป็น “ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือจัตุรัส” มีซอกมีมุม หลืบน้อยๆ และยังควรมีที่สำหรับจัดทำ “ห้องสต๊อกของ” มีทางเดินเข้าครัวจากในร้าน และช่องส่งอาหาร ผนังด้านหน้าที่ติดกับห้องอาหารจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ประตูทางเข้า-ออก (แนะนำเป็นบานสวิงคู่ หรือบานผลักง่ายๆ หรือ ม่านพลาสติกหนา เพื่อความสะดวกเวลาถือของ) และช่องส่งอาหาร ตรงช่องส่งอาหารนี้ควรทำเป็นบานปิดเปิดได้ หรือเป็นม่านจากวัสดุที่ไม่ดูดซับฝุ่น ควัน น้ำมัน ไม่ขึ้นราง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ลมเย็นจากเครื่องปรับอ
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” กรมการท่องเที่ยวให้เกียรติส่งหนังสือเชิญไปบรรยายงานสัมมนาสำหรับร้านอาหาร โรงแรม ในชื่อโครงการสุดหรูว่า “Thailand Greem Premium Spark 2026” พร้อมโจทย์ชื่อยาวให้สร้าง “โมเดลการบริหารจัดการร้านอาหารกรีนพรีเมียม จากครัวสู่การลดขยะอาหารอย่างยั่งยืน” กำหนดการสัมมนามีที่ ห้องแพลตินัม วิงส์ ชั้น 2 โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท 26 กรุงเทพฯ วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 09.00-16.00 น. ไม่รู้ว่าบทความนี้จะออกทันประชาสัมพันธ์มั้ย ถ้าทันผู้สนใจเข้าร่วมติดต่อได้ที่ 082-450-2634 และ 062-191-4455 ครับ การจะสร้างโมเดลการบริหารจัดการร้านอาหารสีเขียวให้เหมาะกับร้านอาหารของตัวเองไม่ยากครับ เพราะหลักง่ายๆ ของร้านอาหารสีเขียวคือ “ลด ละ เลิก” เหมือนกับรณรงค์เลิกดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่เลย ในมุมมองของร้านอาหารสีเขียวการลด ละ เลิก คือ ลดจนไปถึงหยุดการใช้ การสร้างสิ่งที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น เลิกใช้กล่องโฟม ลดการใช้ถุงพลาสติก ยามมะนาวแพงลูกละ 10 บาท ปรับเปลี่ยนการตกแต่งจานไม่ใส่ชิ้นมะนาววางมาในจานข้าวผัด ละเว้นการเปิดแอร์ในหน้าหนาวสำหรับร้าน
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” แกงไทยหลายๆ แกง เอ่ยชื่อไป หรือถามว่าเคยกินมั้ย จำนวนคนตอบว่ารู้จัก เคยกินน้อยลงทุกที ยิ่งเป็นคนรุ่นใหม่ๆ ทำหน้าเป๋อเหรอเลย ยังดีที่สมัยนี้ร้านอาหารหลายๆ ร้านขุดเอาแกงเก่าๆ ขึ้นมาเป็นจุดขาย ที่เจอประจำก็ “แกงรัญจวน” นัยว่ามีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีอ้างอิงเจ้าตำรับอยู่หลายทาง แต่สรุปคือต้มเนื้อใส่สมุนไพร แล้วใส่น้ำพริกกะปิถ้วยเก่าลงไปละลาย เป็นการประหยัดไม่ทิ้งขยะอาหารลดโลกร้อนตั้งแต่สมัยโน้น อาหารจานหนึ่งที่บรรจุอยู่ในรายการเรียนอาหารไทยของโรงเรียนแม่บ้านทันสมัยคือ แกงร้อนวุ้นเส้น ต่างจากแกงจืดวุ้นเส้นปกติ ตรงที่โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย เป็นสามเกลอ แล้วเอาไปผัดกับเครื่องแกงจืดวุ้นเส้น คือ วุ้นเส้น เห็ดหูหนู ดอกไม้จีน ฟองเต้าหู้ เนื้อหมู หรือเนื้อไก่ ผัดให้หอมค่อยเติมน้ำซุป แกงจะมีกลิ่นหอม และรสเผ็ดพริกไทย บางทีก็ต่อยไข่ใส่ลงไป 1 ฟอง ก่อนเสิร์ฟ แกงร้อนตำรับโบราณๆ เป็นแกงกะทิ คือใช้กลางกะทิแทนน้ำซุป และใช้หอมแดงแทนกระเทียม เติมกะปิ ใส่รากผักชีด้วย ออกจะมีกลิ่นรสคล้ายแกงเลียงกะทิ ส่วนเครื่องแก
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” เวลาคนเราป่วยเข้าโรงพยาบาล เขาต้องส่งไปให้หมออายุรกรรมหรือคุณหมอที่มีความสามารถวินิจฉัยโรคได้ซักถาม ตรวจร่ายกายคนไข้ก่อนว่าเป็นโรคอะไรแน่นอน ถึงส่งต่อไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค จะได้รักษากันอย่างถี่ถ้วน ธุรกิจทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงงาน บริษัท องค์กร ห้างหุ้นส่วนจำกัด แม้แต่ธุรกิจส่วนตัวทำคนเดียวก็ป่วยได้ครับ ยิ่งองค์กรใหญ่ๆ เผลอๆ ป่วยซ้อนกันหลายโรคเหมือนคนเหมือนกัน ทั้งเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ ไขมันเกาะตับ ไตเสื่อม เรียกว่าได้ทุกโรค คุ้มจริงๆ องค์กรทั้งหลายก็ป่วยได้ทุกส่วน มีอะไรบ้าง 1. การบริหารงาน ผู้บริหาร 2. การตลาด การขาย 3. การผลิต การจัดหาวัตถุดิบ อุปกรณ์ 4. พนักงาน บุคคล 5. บัญชีและการเงิน การวินิจฉัยง่ายๆ ที่สุดคือการซักถามผู้บริหาร พนักงานอาการที่เขาคิดว่าป่วยที่สุดคืออะไร ถ้าเป็นร้านอาหารมักจะตอบว่าขาดทุน อันนี้เป็นอาการป่วย เหมือนกับบ่นว่าปวดท้อง แต่ปวดท้องเพราะอะไร กินอาหารบูดเสีย กินอาหารเผ็ด เป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว กินมากไปย่อยไม่ทัน การขาดทุน ถ้าซักถามให้ดีจะพบว่ามันเกิดได้จากหลายสา
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร ร้านอาหาร ไม่ทำเรื่องการตลาดโฆษณาประชาสัมพันธ์เลยก็ไม่ได้ แต่ถ้าทำผิดทิศผิดทางก็อาจจะพาลงเหวได้ง่ายๆ เหมือนกันครับ การตลาดที่เขาทำกันแล้วพลาดมีอะไร เรื่องแรกเลยคือ ทุ่มงบการตลาดมากเกินไป ผลที่ได้ไม่คุ้มเสีย ร้านอาหารเปิดใหม่ร้านหนึ่งเห็นความสำคัญเรื่องการตลาดมาก ลงทุนจ้างบริษัทมืออาชีพมาทำการตลาดให้ งบประมาณทำทั้งปีหลักหลายแสน เหมารวมหมดทั้งเรื่องการวางทิศทางการตลาด จ้างอินฟลูเอนเซอร์ การทำโซเชียล ระบบสมาชิก แคมเปญโปรโมชัน สื่อโฆษณาต่างๆ ออกรายการทีวี ร้านต้องจ่ายเขาเป็นงวดๆ ผลเป็นไงหรือครับ ร้านนี้เปิดได้ 6 เดือนก็ม้วนเสื่อกลับ เพราะคิดเบ็ดเสร็จแล้วว่าขืนทนอยู่ต่อไป มีแต่เจ็บกับเจ็บ มีทั้งค่าเช่าสถานที่แพงโคตร ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบ น้ำ ไฟ จิปาถะ มาเจอค่าการตลาดเข้าไปอีก รายได้เข้ามาไม่คุ้มเสีย จึงจำเป็นต้องเลิกทำเสียก่อนจะหมดไปมากกว่านี้ การทุ่มงบการตลาดมากๆ จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับการทำร้านอาหาร อย่างที่เรารู้ๆ กันครับ ร้านอาหารที่จะประสบความสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ โฆษณาถึงคนมากิน แต่กินแล้วผิดหวัง อาหารไม่อร่อย ราคาแพง
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร ตั้งราคาขายอาหารเดลิเวอรี่ ช่วงปลายปี 2568 ต่อต้นปี 2569 โรงเรียนแม่บ้านทันสมัยจัดฝึกอบรมโครงการอาหารสตรีทฟู้ด กับอาหารเดลิเวอรี่ ให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานไป 4 รุ่น รวม 80 คน เป็นการอบรมฟรี แถมได้เบี้ยเลี้ยง เตาแก๊ส เตาปิ้ง หม้ออบ คุ้มจริงๆ อบรมเสร็จนำไปทำขายได้จริงๆ อาหารสตรีทฟู้ดไม่ค่อยมีปัญหาอะไรนักในการตั้งราคาขายอาหาร ขอแค่เอา 2.5 คูณต้นทุนวัตถุดิบรวมค่ากล่อง ก็ได้กำไรพออยู่ได้ประมาณ 20% ได้ค่าเช่าที่ ค่าจัดการ รูปร่างของการคิดราคาขายง่ายๆ อย่างนี้ครับ คิดราคาขายเท่ากับ 100 ต้นทุนวัตถุดิบให้เป็น 40% สมมติเรามีต้นทุนข้าวขาหมูอยู่ที่จานละ 30 บาทต้องตั้งราคาขายเท่าไหร่ เทียบบัญญัติไตรยางค์ง่ายๆ ต้นทุน 40 บาท ขาย = 100 &
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร “อยากได้สูตรน้ำคลุกหมี่อร่อยๆ ค่ะ เอาไปทำขายค่ะ” บ่อยครั้งที่บรรดา FC ของแม่บ้านทันสมัยถามเข้ามาทางออนไลน์ ซึ่งผมมีไว้ทั้ง Facebook Line Instagram E-mail TikTok และเว็บไซต์แม่บ้านทันสมัย บางอย่างก็ทำมาเกิน 10 ปีแล้ว โดยเฉพาะเฟซบุ๊กมีผู้ติดตามประมาณ 3 หมื่นกว่าคน นับว่ามากพอควรสำหรับเพจที่ไม่ได้ใช้เงินโฆษณามากมายอะไร แต่แล้ววันดีคืนดี หลังจากที่ผมรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้เป็นสิบปี เฟซบุ๊กแม่บ้านทันสมัยโดนแฮกไปเรียบร้อย แถมคนแฮกยังส่งเมสเสจมาเยาะเย้ยว่า “ตอนนี้ไอซื้อเพจยูแล้วนะ” คงทำนองว่าถ้าอยากได้คืนให้จ่ายเงินซื้อกลับ นอกจากเพจเฟซบุ๊กที่โดนแฮกไปแล้ว แสบกว่านั้นคือเจ้าคนแฮกคงเอารูปโป๊ไปใส่ ทางเฟซบุ๊กส่งคำขาดมาว่าเพจนี้ทำผิดจริยธรรมจึงระงับใช้บัญชีของผม รวมไปถึงเพจลูกอื่นๆ อินสตาแกรม ทุกหน้า ชื่อผมเข้าไปทำอะไรไม่ได้เลย แต่ตัวหน้ายังอยู่ สุดท้ายผมเลยเปิดเพจส่วนตัวใหม่ และแม่บ้านทันสมัยใหม่ ช่วยกันติดตามหน่อยครับ https://www.facebook.com/Modernwoman.cooking.school/ เพจแม่บ้านทันสมัยเก่าตอนนี้กลายเป็นเพจคนเลี้ยงปลาวาฬอนุรักษ์สัตว์ไปซะแล้ว เพราะฉะน
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” “ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น” สำนวนโบราณที่หมายถึงทำอะไรไม่ถี่ถ้วน เดิมใช้ว่า “ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตัวเล็น” ตัวเล็นคือพวกแมลงเล็กๆ แล้วเพี้ยนเป็น “ตาเล็น” แต่เอาเข้าจริงผมพยายามหาและคิดถึงที่มาของสำนวนนี้ก็หาใครอธิบายไม่ได้โดนใจ ผมเลยอธิบายเอาเองว่าช้างตัวโตแต่ตาช้างเล็กเลยมองไม่เห็นตาข่ายถี่ๆ ส่วนตัวเล็นถึงแม้ตัวเล็กแต่ตาโตเมื่อเปรียบเทียบกับหัว เจอตาข่ายห่างๆ กลับมองไม่เห็น ร้านอาหารที่ทำกันเจ๊งๆ เหตุผลใหญ่อันหนึ่งก็เรื่องความไม่ถี่ถ้วนนี่ล่ะครับ ไอ้ที่ควรจะถี่ดันไม่ถี่ ไอ้ที่ไม่ควรถี่ดันถี่ ผมรู้จักอยู่ร้านหนึ่ง ขายอาหารฟิวชันตามสมัยนิยม เจ้าของจัดเป็นคนถี่ถ้วนชนิดตามสำนวนนี้ ร้านต้องสะสมชีสและเนื้อสัตว์หลายชนิดมาใช้ทำอาหาร ซึ่งเป็นของราคาแพง ขณะเดียวกัน ก็มีอาหารไทยๆ ด้วย เลยต้องสะสมพวกผักสด ใบกะเพรา พริก แต่ละวันเจ้าของจะเข้าครัวไปคอยดูแลข้าวของวัตถุดิบ แต่ที่แกใส่ใจมากๆ เป็นพวกของผักสดนี่ล่ะ เห็นผักเหี่ยว ผักแช่น้ำจนดำ พ่อครัวเก็บผักไม่ใส่กล่อง ขยำใส่ถุงก๊อบแก๊บ ข้าวโพดต้มทั้งฝักวางแบในตู้เย็น ไม่เอาพลาสต
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูอาหาร เจ้าของคอลัมน์ ตู้จดหมายพลศรี คุณลักษณะของเจ้าของที่ทำให้ร้านเจ๊งได้อย่างรวดเร็วมีหลายประการ เท่าที่เจอมามีดังนี้ – เจ้าของไม่ว่างเลย ปล่อยผู้จัดการ พนักงานทำกันเอง คอยดูแต่ตัวเลขบ้าง แต่ก็ไม่ถี่ถ้วน ละเลยเกือบทุกเรื่อง ทั้งเรื่องอาหาร ควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ สั่งซื้อ การเก็บ การบริการ รักจะทำร้านอาหารยิ่งเป็นร้านเดี่ยวๆ ไม่ใช่ระบบเชน เจ้าของต้องลงไปดูคลุกคลีบ่อยๆ ไม่ลงมาเลย พนักงานก็สบาย ปล่อยปละทุกอย่าง ร้านเจ๊งแน่ในเวลาอันรวดเร็วครับ – เจ้าของบริหารงานไม่เป็น การทำร้านอาหารเจ้าของเก่งอยู่เรื่องเดียวไม่ได้ ต้องเก่งและรู้ทุกเรื่องของกระบวนการร้านอาหาร ตั้งแต่เรื่องแนวคิดการทำร้าน การวางผังร้าน ครัว อุปกรณ์ เครื่องมือที่ต้องใช้ การสร้างสูตรอาหาร การคิดต้นทุน การควบคุมต้นทุน การตั้งราคาขาย การบริการ การทำครัว งานบัญชี ถึงแม้ว่าไม่ทำเองแต่ต้องตรวจละเอียดถี่ถ้วน และมีความรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง ไม่งั้นต้องยืมจมูกคนอื่นเขาดมหมดครับ ไม่รู้เรื่องไหน ให้ถามคนอื่น หาที่ปรึกษา อย่าปล่อยละเลยสักเรื่องเดียว – เจ้าของจู้จี้ จุกจิก ขี้บ่น พูดไม
