Exclusive Featured SMEs

ชุบชีวิตวัตถุดิบไทย ที่คนไทย (เกือบ) ลืม ‘สำรับสำหรับไทย’ ร้านอาหารที่ส่งต่อรสชาติท้องถิ่นบนจานมิชลิน

ในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจน “อาหารท้องถิ่น” หลายชนิดกำลังใกล้จะเลือนหายไป แต่มีร้านอาหารเล็กๆ ที่เกิดจากแพชชันของ  เชฟปริญญ์ ผลสุข และ คุณมิ้น-ธัญญพร จารุกิตติคุณ เจ้าของร้าน สำรับสำหรับไทย เริ่มแรกเป็นการหยิบยกเมนูในตำราเล่มเก่ามารังสรรค์ แต่ปัจจุบันจะเป็นการออกเดินทางหาวัตถุดิบใหม่ๆ จากทั่วภูมิภาค ถูกทำให้เป็นที่รู้จักอีกครั้งผ่านเมนูในแต่ละสำรับ ที่จะเปลี่ยนทุก 2 เดือน

จากหน้ากระดาษ สู่ “การเดินทาง”

หมุดหมายแรกของเชฟปริญญ์คือการค้นคว้าจาก “ตำราเล่มเก่า” ที่ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 อาทิ แม่ครัวหัวป่าก์ ที่เขียนโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ โดยเป็นการนำมาปรับใช้โดยตรง แต่อาจจะไม่ได้เหมือนทั้งหมด เนื่องจากวัตถุดิบบางอย่างไม่เหมือนกับสมัยก่อน

“เราไม่รู้ว่าสมัยก่อนเขากินกันยังไง ทำอะไรยังไงบ้าง เราเลยใช้ประสบการณ์ในการกินดื่มของเรา จากหลายๆ ที่ มาปรับใช้เข้าด้วยกัน” เชฟปริญญ์กล่าว

หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของสำรับในการเริ่มแรก หลังจากนั้นเป็นเวลา 2 ปี เขาได้เปลี่ยนหมุดหมายใหม่ เปลี่ยนจากการเปิดตำรา เป็นการเดินทางออกตามหารสชาติดั้งเดิมตามจังหวัดต่างๆ ทำให้ได้ค้นพบกับเมนูหรือวัตถุดิบท้องถิ่นใหม่ๆ ที่แปลกตา หรือไม่เคยถูกค้นพบ

“เราได้ไปเรียนรู้กับคนเก่าแก่ อย่างคุณแม่ คุณย่า คุณยาย ที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาก็เอื้อเฟื้อ แต่นอกจากเอื้อเฟื้อแล้วก็มีความเสียใจในบางครั้งที่ว่า อาจจะไม่มีใครทำต่อไปแล้ว”

การออกจากเซฟโซนไปเจอกับอาหารพื้นถิ่น ก็ทำให้ได้พบกับความเชื่อมเข้าด้วยกันระหว่างวัตถุดิบที่ได้กล่าวในหนังสือ บวกกับระหว่างเดินทางได้เจอ ก็ทำให้ได้รู้ว่า “มันยังมีอยู่ แต่แค่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ หรือไม่ได้ถูกเล่าในระดับโลกมากกว่า”

เชฟปริญญ์บอกว่า เราเกิดมามีหลากหลายวัฒนธรรมรวมอยู่ตรงนี้ แต่ละที่มีอาหารและวิธีการทานที่หลากหลาย 

“ทุกครั้งที่ไปจะมีสิ่งที่น่าประทับใจต่างกันไป ในแต่ละบริบทของเวลา เพราะบางทีฝนตก แดดออก หนาวบ้างไม่หนาวบ้าง แต่แค่ไปเห็นไปเจอกับสิ่งที่เราคิดว่ามันยังมีอยู่ ก็ดีใจแล้วที่ได้เห็นคนอนุรักษ์ หรือเก็บเอามาใช้ เพราะเป็นสิ่งที่เราคาดหวังไว้ แต่ว่าสิ่งที่เรากลัวที่สุดคือถ้าไปถึงแล้ว ไม่มีอะไรเลยนี่แหละ มันจะทำให้เรารู้สึกว่า โห มันเปลี่ยนไปได้ไวขนาดนี้เลยหรอ”

ก่อนจะยกตัวอย่างเช่น ‘ลูกสามสิบ’ แค่ฟังชื่อก็รู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคยแล้ว แต่ว่าลูกสามสิบนี้ เขาจะนิยมใช้ราก เรียกว่า ‘ว่านสามร้อยผัว’ สมัยก่อนนิยมใช้สำหรับแกงคั่ว เนื้อย่าง มักจะเจอที่แถวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือว่าปราณบุรีก็ยังมีอยู่ แต่ไม่มีใครนำมาทานและไม่มีขายตามท้องตลาด เพราะว่ามีขนาดเล็ก บวกกับรสชาติขม

ส่งต่อรสชาติท้องถิ่นระดับมิชลิน

ชื่อร้าน “สำรับสำหรับไทย” มาจากการที่อยากทำอาหารแบบสำรับ ทานหลายๆ อย่าง ประสานรสชาติกัน และนำเสนอในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้  

เมนูที่ร้านจะเปลี่ยนทุกๆ 2 เดือน มาจากการเดินทางลงพื้นที่ไปรีเสิร์ช เข้าไปขอความรู้ ภูมิปัญญาพื้นบ้านกับชาวบ้าน สำหรับเรื่องราวสำรับสองเดือนที่ผ่านมา (มกราคมถึงกุมภาพันธ์) เป็นของลับแล พิจิตร พิษณุโลกเป็นหลัก ชื่อว่า ‘สำรับประชานิยม’ โดยเป็นการพูดถึงวัฒนธรรมข้าว เป็น ‘ข้าวพัน’ คล้ายกับปากหม้อของเวียดนาม และมี ‘ข้าวแคบ’ ที่เป็นเหมือนของทานเล่น

“อาหารที่เราทำทุกครั้งเป็นการทำครั้งใหม่ แต่ประดิษฐ์ให้รูปลักษณ์ต่างจากเดิม และอาหารของเราไม่ได้เสิร์ฟทุกอย่างทีเดียวบนโต๊ะ แต่ค่อยๆ เสิร์ฟตามจาน เพราะว่าวัตถุดิบบางอย่างที่นำมาใช้มีมูลค่า มีคุณค่าขนาดไหน” เชฟปริญญ์กล่าว

ส่วนคุณมิ้นเล่าเสริมว่า “วัตถุดิบของเราส่วนใหญ่ คนไทยไม่ค่อยรู้จัก ยิ่งชาวต่างชาติยิ่งไม่รู้จัก แต่ทุกคนมาด้วยความเปิดใจ พร้อมที่จะเข้าใจในสิ่งที่เรานำเสนอ”

ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ที่ร้านสำรับสำหรับไทยจึงมีการถ่ายภาพทุกการเดินทาง มารวมไว้ในหนังสือ พร้อมกับตั้งเขียนเรื่องราวเล็กๆ ในแต่ละหน้ากระดาษ  

นอกจากเรื่องรสชาติท้องถิ่นที่มีเรื่องราวมากมายซ่อนไว้อยู่ ยังมีในส่วนของจานที่ทางร้าน ต้องการทำให้บางที่สุด ไม่เงา โปร่งแสง จึงได้ออกแบบร่วมกับศิลปินที่ชื่อว่า ‘คุณอ้อ’

ทำให้แต่ละคอนเซ็ปต์ที่ได้เล่าไปนั้นส่งผลให้ร้านสำรับสำหรับไทย ได้รางวัลการันตีจากมิชลิน เพื่อที่จะพาอาหารไทยไปไกลระดับโลก

ช่องทางการติดต่อ Facebook : Samrub Samrub Thai สำรับสำหรับไทย 

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 13 มี.ค. 2569

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน