Featured How to เคล็ดลับผู้ประกอบการ

ทำแบรนด์ยังไงให้ GEN Z ไม่กด Skip ด้วย “BrandSense Model” กลยุทธ์ที่นักการตลาดต้องรู้

ในโลกปัจจุบันนี้ GEN Z เริ่มเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญในด้านของการเป็นผู้บริโภคมากขึ้น ด้วยความสำคัญอย่างนั้นเอง ผู้ประกอบการ แบรนด์ หรือนักการตลาด ต่างต้องมีการปรับตัวและปรับกลยุทธ์ให้ทันเพื่อสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่

ในงาน “GEN Z TOP BRAND 2026 : สุดยอดแบรนด์ครองใจ GEN Z” เมื่อวันที่ 8 เมษายน จัดโดย BrandBuffet.in.th สื่อด้านธุรกิจและการตลาด ร่วมกับ INTAGE Thailand บริษัทวิจัยการตลาดชั้นนำ และ Wisesight ผู้เชี่ยวชาญด้าน Social Listening ภายในงานได้มีการประกาศรางวัล 10 แบรนด์ที่เป็น TOP BRAND ในใจคน GEN Z ซึ่งแบ่งเป็น 10 หมวดสินค้า 

นอกจากนี้ยังมีเวทีสรุปภาพรวมอินไซต์เจาะลึกพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ และมีการแนะนำกลยุทธืสำหรับนักการตลาดในการปรับตัวเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน โดยมี ดร.ดั่งใจถวิล อนันตชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเทจ (ประเทศไทย) จำกัด, คุณกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Wisesight และคุณพราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช กรรมการบริหารแบรนด์ชาตรามือ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

ถอดรหัส “ชาตรามือ” แบรนด์คนไทยที่ครองใจ GEN Z 

อย่างที่บอกว่า GEN Z เริ่มเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญในด้านของการเป็นผู้บริโภคมากขึ้น คุณพราวนรินทร์ จากแบรนด์ชาตรามือ กล่าวว่า หากแบรนด์จะอยู่อย่างยั่งยืนได้นั้น หลักๆ คือเรื่องของคุณภาพ ต้องสร้างความต่าง สร้างความเชื่อมั่น ทั้งในเรื่องของแพ็กเกจจิ้ง โปรดักส์ ต้องปรับตัวให้ร่วมสมัยและเข้ากับผู้บริโภค ทำให้สิ่งๆ นี้เข้าไปอยู่ใรชีวิตของคนทั่วไป

ในแต่ละเจนจะมีความต่างกัน เราต้องศึกษาพฤติกรรมและทำความเข้าใจ อย่างชาตรามือผ่านมาแล้ว 80 ปีก็มีช่วงที่เป็นขาขึ้นและขาลง หรือวิกฤตอะไรก็ตาม เราจะต้องหาวิธีและวิเคราะห์ว่า วิกฤตั้นมันกระทบกับแบรนด์เราอย่างไร แล้วเราจะต้องใช้กลยุทธ์ไม้ไหนที่จะทำให้เราผ่านพ้นไปได้ ซึ่งควรหาหนทางที่หลากหลายเพื่อเอาตัวรอด

GEN Z กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย 3 แรงกดดัน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของแต่ละแบรนด์ในปีนี้ ไม่ได้มองแค่ว่า ต้องปรับตัวเข้าถึงคนรุ่นใหม่ แต่จะทำอย่างไร ให้คนรุ่นใหม่ “รัก” และ “เลือก” แบรนด์ของเรา 

จากข้อมูลของ INTAGE (Thailand) ร่วมกับ Wisesight ผ่านการสำรวจทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 3,000 คนทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของ GEN Z กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย 3 แรงกดดันหลัก คือ

1. Constant Information

GEN Z เข้าถึงข้อมูลมหาศาล แต่ “ความสนใจ” กลายเป็นทรัพยากรที่หายาก

2. Economic Uncertainty

ทุกการใช้จ่ายต้องถูกตีความผ่าน “ความคุ้มค่า” และ “ความเชื่อมั่น”

3. Endless Choices

ตัวเลือกไม่จำกัด และการเปลี่ยนแบรนด์เกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที

ภายใต้ 3 แรงผลักดันนี้ แบรนด์ที่จะสามารถครองใจ GEN Z  ได้ จำเป็นต้องสร้างความสมดุลระหว่างเหตุผลและความรู้สึก ผ่านการส่งมอบทั้งคุณค่าเชิงการใช้งานและความผูกพันทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง

BrandSense Model “เหตุผล” และ “อารมณ์” ต้องทำงานร่วมกัน

ทาง INTAGE และ Wisesight ได้ร่วมกันพัฒนา BrandSense Model ซึ่งเป็นการต่อยอดแบรนด์โมเดลเดิมของ INTAGE ที่ใช้มาอย่างต่อเนื่องกว่า 15 ปี ในการประเมินความแข็งแกร่งและ ‘ความหมาย’ ของแบรนด์ในใจผู้บริโภคในยุคดิจิทัล โดยประเด็นสำคัญของโมเดลนี้ คือกรอบวิเคราะห์แบรนด์ 2 มิติ ดังนี้

1. Share of Mind คือ ความเชื่อมั่นด้านเหตุผล “แบรนด์นี้ตอบโจทย์สิ่งที่ฉันต้องการหรือไม่” โดยวิเคราะห์ผ่าน 3 มุมดังนี้

  • ความพึงพอใจจากประสบการณ์ 
  • ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าหรือบริการ 
  • ความชัดเจนและความเกี่ยวข้องในการสื่อสารกับผู้บริโภค 

2. Share of Heart คือ ความผูกพันด้านอารมณ์ “แบรนด์นี้สะท้อนตัวตนของฉัน หรือสิ่งที่ฉันอยากเป็นหรือไม่?” โดยวิเคราะห์ผ่าน 2 มุมดังนี้

  • บุคลิกภาพของแบรนด์ที่มีความชัดเจน
  • ความรู้สึกที่แบรนด์มอบให้กับผู้บริโภค 

อาจสรุปได้ว่า แบรนด์ที่แข็งแกร่งต้องมีทั้ง Share of Mind + Share of Heart กล่าวคือ ต้องมีทั้งความน่าเชื่อถือในด้านคุณภาพสินค้าและบริการ รวมถึงสามารถสร้างความรู้สึกดีและความผูกพันทางอารมณ์กับผู้บริโภคได้ เมื่อทั้งสององค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกัน จะช่วยให้แบรนด์สามารถครองใจผู้บริโภคและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

“TRUST” คัมภีร์วิธีเอาชนะในยุค GEN Z

ในปีนี้ แบรนด์ที่สามารถครองใจ GEN Z ได้จริง ล้วนมีสิ่งหนึ่งร่วมกันคือ “TRUST” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงคุณค่าเชิงภาพลักษณ์แต่เป็น แนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้ โดยสามารถจำแนกความหมายของคำว่า “TRUST” ดังนี้

T – Tangible Before Talk (ทำให้ได้ก่อนพูด)

เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงมากกว่าคำโฆษณา โดยต้องแสดงให้เห็นถึง “ประสิทธิภาพ” (Tangible proof) เพราะแค่คำกล่าวอ้าง (Talk) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาความผูกพันกับ Gen Z ได้

R – Real Before Reach (จริงใจให้ได้ก่อนไวรัล)

แบรนด์ที่ชัดเจนไม่ต้องตะโกน เดี๋ยวผู้บริโภคเขาบอกต่อกันเอง ผู้บริโภคไม่คาดหวังความ perfect จากแบรนด์ แต่คาดหวังความจริงใจ (Be real) และความแตกต่างที่มีความหมาย (Meaningfully different)

U – Usability Before Image (ใช้งานให้ได้ง่ายก่อนสร้างภาพลักษณ์)

ประสบการณ์การใช้งานต้องดีเยี่ยม ต้องออกแบบให้ใช้งานง่ายและสะดวก (Effortless use) เพราะถ้าดีแต่ใช้ยาก Gen Z อาจไม่ทน

S – Sense Before Premium (คุ้มค่าให้ได้ก่อนไปพรีเมี่ยม)

“ราคา” คือสิ่งที่แบรนด์ตั้งขึ้น แต่ “ความพรีเมียม” คือสิ่งที่ลูกค้าเลือกที่จะยอมจ่ายให้ตามความรู้สึกว่ามันคุ้มค่า มัน make sense หรือไม่

T – Trust Before Love (เชื่อใจให้ได้ก่อนได้ความรัก)

ความเชื่อมั่น ความสม่ำเสมอคือรากฐานของความรัก เมื่อเกิดความเชื่อมั่น (Trust) ความภักดีและความรักในแบรนด์ (Brand Love) ก็จะตามมาเอง

อย่างไรก็ตาม กุญแจสำคัญของแบรนด์ยุคใหม่ คือการให้ความจริงใจ มอบประสบการณ์ที่ดี และมอบคุณค่าที่เหนือกว่าราคา จะส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความภักดีต่อแบรนด์อย่างยังยืน

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน