Exclusive Featured SMEs

คุยกับ ‘นัท เลอทาน่า’ ผู้สร้างอาณาจักร 24 ชม. ทำสะพานเข้าโรงแรม 60 ล้าน-เปิดตลาดฟรี สร้างโอกาสให้คนทำมาหากิน

หากใครเคยขับรถผ่านย่านบางพลี แล้วสะดุดตากับอาคารสไตล์ Industrial เท่ๆ ที่เปิดไฟสว่างไสวตลอด 24 ชั่วโมง มีทั้งที่พัก ดนตรี กีฬา ศิลปะ และมีตลาดนัดคึกคักที่เปิดให้แม่ค้าพ่อค้ามาวางขายของกันฟรีๆ

สถานที่แห่งนั้นคือ “Letana Hotel & Restaurant 24 Hrs” อาณาจักรที่เกิดจากหยาดเหงื่อ ความชื่นชอบ และหัวใจที่อยากส่งต่อประโยชน์คืนสู่สังคมของ“คุณนัท – กิตติพันธ์ ลี้ศัตรูพ่าย” หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม “นัท เลอทาน่า”

เริ่มจากธุรกิจรับซื้อของเก่า

ก่อนจะมาเป็นเจ้าของอาณาจักรเลอทาน่า คุณนัทเล่าย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็กว่า เขาเติบโตมาในครอบครัวที่รับซื้อของเก่า ซึ่งภาพจำในวัยเด็กคือความรู้สึกอายเพื่อน เวลาที่พ่อแม่ขับรถกระบะหลังคาสูง ขนกระดาษ ขนเหล็ก ไปส่งที่โรงเรียน 

แต่เมื่อโตขึ้นเขาก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่ทำว่า “ทำไปเพราะมันได้เงิน!” เมื่ออายุได้ 18 ปี คุณนัทเริ่มออกหาของเก่ามาให้พ่อแม่ขาย จนเริ่มมีรายได้เลี้ยงตัวเองเดือนละหลายหมื่น

กระทั่งอายุราว 23–24 ปี เขาเริ่มมองเห็นโอกาสในธุรกิจ “โรงงานรีไซเคิลเศษแก้ว” ที่ในสมัยนั้นมีผู้เล่นเพียงไม่กี่เจ้า

“มันไม่ได้มาง่ายๆ เพราะเราไม่ได้มีต้นทุนเยอะ เครื่องจักรต้องลงทุนถึง 30 ล้านบาท แต่เรามีเงินทุนแค่หลักแสน เราใช้วิธีขนแก้วไปขาย แล้วแอบดูว่าเครื่องจักรเขาทำงานยังไง แล้วไปหาซื้อเศษเหล็ก เครื่องจักรเก่าที่เขาทิ้งแล้วตามร้านมือสอง เอามาลองประกอบ DIY แปลงเครื่องบดพลาสติกจนคัดแยกเศษแก้วได้สำเร็จ”

คุณนัทฝ่าฟันอุปสรรคจนสร้างโรงงานรีไซเคิลเศษแก้วที่หมุนเวียนวัตถุดิบได้ถึงวันละ 80-100 ตัน แม้จะได้กำไรเพียงกิโลกรัมละไม่กี่สตางค์ แต่นั่นคือรากฐานสำคัญที่สอนให้เขารู้จักประยุกต์และมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่คนอื่นมองข้าม

บ้านหลังใหม่ “โรงแรมเลอทาน่า” 

คุณนัทเล่าบรรยากาศในโรงงานรีไซเคิลเศษแก้วให้ฟังว่า “เวลาลงไปที่เครื่องจักร กลับเข้าออฟฟิศมามีแต่เศษฝุ่นคล้ายๆ ทราย เราก็คิดในใจว่าจะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ บวกกับแม่พูดขึ้นมาว่าอยากจะทำอพาร์ตเมนต์ อยากทำอะไรสบายบ้าง เราก็เลยปิ๊งไอเดียว่างั้นเราทำเป็นโรงแรมไปเลยไม่ดีกว่าหรอ”

หลังจากคลุกคลีอยู่กับฝุ่น เสียงดัง และกลิ่นขยะในโรงงานเศษแก้วมานานเกือบสิบปี จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เอ่ยปากว่าอยากทำอพาร์ตเมนต์ คุณนัทจึงเกิดไอเดียที่ใหญ่กว่านั้น

“ถ้าทำเป็นโรงแรมขายได้เดือนละ 5,000-6,000 บาทก็ได้เท่ากับการที่ให้เช่าอพาร์ตเมนต์ทั้งเดือนแล้ว เช่น ถ้าเราขายห้องละ 1,000 บาท ขาย 5 วันก็ได้ 5,000 บาทแล้ว”

ปี 2017 โรงแรมเลอทาน่าจึงกำเนิดขึ้นบนที่ดินย่านบางพลี ซึ่งเป็นของคุณแม่รัตนา แต่พื้นที่ตรงนั้นเป็นทางที่เลี้ยวเข้ายาก จนคนขับเลยบ่อยครั้ง 

คุณนัทแก้ปัญหาด้วยการทุ่มเทสร้างทุกอย่างให้ดีที่สุด เขาเริ่มลงมือตกแต่งเอง ตั้งแต่เดินไฟ เขียนกระจก ทำเพจ ถ่ายรูป คิดเมนูอาหาร ทำกาแฟ ทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ผสมเหล็กในราคาหลักพันแต่สวยงามหลักแสน เอาความรู้เรื่องของเก่าและช่างที่สะสมมาใช้อย่างคุ้มค่า

“เลอทาน่าเป็นเหมือนบ้านเรา เราชอบอะไรเราก็ใส่ เราเอาสิ่งที่ชอบเป็นหลัก อย่างเปียโน เราก็วางไว้ในทุกจุด เวลาทำงานเราก็แวะเล่น หรือลูกค้าคนไหนอยากร้องเพลง ก็จะเจอเปียโนอยู่ใกล้ๆ เสมอ”

จากโรงแรม 60 ห้องและคาเฟ่เล็กๆ 6-7 โต๊ะ คุณนัทค่อยๆ เติมดนตรีที่เขาหลงใหลลงไป ทุ่มงบขยายตึกและส่วนเติมแต่งอย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงการลงทุนแก้ปัญหาทางเข้าด้วยการซื้อที่ดินและสร้างสะพานมูลค่ารวมกว่า 60 ล้านบาท ตลอดจนสร้างระเบียงหนีไฟรอบอาคารเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกคน

“ในมุมคนอื่นอาจจะมองว่าบ้า ก็เลี้ยวเข้าซอยก็ได้ แต่เรามองว่ามันเลี้ยวยาก เราเลยแก้ปัญหาโดยใช้เงินขนาดนี้มันก็เวอร์นิดหนึ่งสำหรับคนอื่น” ส่วน ‘ระเบียง’ ที่เอาไว้หนีไฟ สร้างเพราะต้องการให้ปลอดภัยมากที่สุด

“ทุกการสร้างของเราคือการสร้างบ้านในแบบที่เราถนัด สร้างในแบบที่คนที่เรารักอยู่ในนั้น ต้องสร้างให้ปลอดภัยที่สุด เกิดอะไรขึ้นมาก็รอดแน่นอน”

ปัจจุบัน เลอทาน่าไม่ได้เป็นเพียงโรงแรมหรือร้านอาหาร แต่เติบโตกลายเป็นอาณาจักร มีทั้งหมด 4 ตึก รวมดนตรี พื้นที่ลานกีฬา ห้องสมุด ฟิตเนส คาเฟ่ และตลาดเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ตามวิสัยทัศน์ที่คุณนัทตั้งใจให้เป็น “บ้าน 24 ชั่วโมง ของดนตรี กีฬา ศิลปะ และผู้คน”

เปิดพื้นที่สร้าง “โอกาส” ให้ผู้คน 

เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต คุณนัทไม่ได้หยุดแค่การสร้างอาณาจักรอย่างเดียว แต่เขามองหาการสร้างประโยชน์ให้สังคม ที่เห็นได้ชัดคือการเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาใช้แบบฟรีๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็น เปิดพื้นที่ให้เล่นกีฬาได้ฟรี เจ้ามาเล่นดนตรีก็ได้ โดยมีสโลแกนประจำว่า “ไม่มาเที่ยว มาเxี่ยวก็ยังดี”

ล่าสุดกับการทดลองโพสต์ลงโซเชียลชวนคนมาขายของฟรีจนมีคนสมัครเข้ามาอย่างล้นหลามกว่าหลักพันร้านค้า ทำให้ตอนนี้มีการเปิดขายตลาดเช้าตอนเช้าทุกวัน และขายของวินเทจทุกวันอังคาร และวันอาทิตย์ เพื่อเปิดโอกาสให้แม่ค้าพ่อค้าจากทั่วประเทศได้มีพื้นที่ทำมาหากิน

“เริ่มต้นมาจากตอนที่เราเปิดเดินตลาดแล้วเราก็คิดได้ว่าเรามีพื้นที่นี่หว่า เราก็เซลฟี่เล่นๆ ว่าใครอยากมาขายของ มาขายของกัน มาได้ฟรีเลย เราก็คิดว่าเขาจะมากันแค่หลักหน่วย แบบ 10 กว่าร้านก็เยอะแล้ว เราแค่เหมือนทดลองถามใครอยากมาก็มา สรุปคนสมัครมาเป็น 1,000 ร้าน ตั้งแต่วันแรกๆ

เราก็ตกใจ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วเว้ย มันไม่ใช่ง่ายๆ แต่ไหนๆ เราพูดไปแล้ว ก็มาเลย เลยเกิดเป็นตลาดขายฟรีครั้งแรก ร้านค้าประมาณ 100 กว่าร้าน แล้วก็คนเยอะตั้งแต่วันแรกที่จัด เขาขายกันหมดทุกร้าน”

คุณนัทบอกว่า ไม่ได้คิดเลยว่าจะไปทำตลาด พอมีคนมาบอกว่าขายดีมาก มีรายได้กันหลายเจ้าก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

ในมุมการค้า ผมไม่เคยโทษเศรษฐกิจ แต่จะต้องทำให้มันอยู่ได้ ส่วนพ่อค้าแม่ค้าที่เขามาขายเขาก็จะบ่นว่ามันเงียบ แล้วเราจัดของเราแล้วเขาบอกว่าที่นี่มันขายดี เราก็อดไม่ได้ที่จะไม่จัด เวลาเราได้กำไรเราดีใจ แต่ว่าเวลาคนอื่นได้กำไรในสิ่งที่เราทำ มันดีใจกว่าได้กำไรเอง”

อย่าเริ่มจากคำว่ารวย ให้เริ่มจากความอยากทำ 

เมื่อมองย้อนกลับไปถึงปัจจัยที่ทำให้เขาเดินมาถึงจุดนี้ คุณนัทยกความดีความชอบให้กับการซึมซับตัวอย่างการทำงานหนักจากพ่อแม่ และการเรียนรู้ที่จะลงมือทำโดยไม่กลัวความล้มเหลว

“แรงผลักดันปัจจุบันมันไม่ใช่ว่าจะทำกำไรได้เท่าไหร่แล้ว แต่มันเป็นการที่เราจะอยู่ได้โดยที่ให้คนอื่นได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำไปด้วยได้ 

สิ่งที่เราทำให้ใครสักคนได้ประโยชน์สักเล็กสักน้อย ให้สถานที่ที่เราสร้างมาทั้งหมด ได้ประโยชน์ทุกแง่มุม ทั้งกีฬา พักผ่อน ความรู้ ดนตรี ขายของ มีรายได้ด้วย เราเลยจำกัดมันขึ้นมาว่าไม่ใช่โรงแรมแล้ว แต่มันเป็นบ้าน 24 ชั่วโมง ของดนตรี กีฬา ศิลปะ และผู้คน”

หลายคนบอกว่าทำไปทำไม หรือมีคนบอกว่าทำธุรกิจสีเทาหรือเปล่า คุณนัทพูดได้อย่างมั่นใจว่าสิ่งที่ทำลงไปทุกอย่าง เพียงเพราะอยากทำ

“เราทำในสิ่งที่รักโดยที่ไม่ได้หวังอะไร แล้วพอเราไม่ได้หวังผลอะไร จินตนาการเราไร้ขอบเขตเราไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เราทำเท่าที่เราทำได้อย่างเต็มที่ เดี๋ยวสุดท้ายรางวัลมันก็มาเอง”

ก่อนจะเล่าต่อว่า ตอนเด็กๆ ไม่ได้หาพื้นที่ให้เล่นแบบนี้ง่ายๆ พอทำได้ก็ทำมัน แล้วเหมือนเห็นเด็กที่เหมือนกับเราสมัยก่อน พอได้คุยกับเขาก็นึกถึงวัยเด็กของเรา 

“พอมาวันนี้มันไม่ได้เกิดประโยชน์กับแค่ตัวเราเอง ก็อยากตื่นมาทำใหม่ทุกวัน ก็คิดว่ามันคุ้มแล้วที่หมกมุ่นมาขนาดนี้”

คำแนะนำจากบทเรียนชีวิต

“อย่าเริ่มจากคำว่ารวยนะ อย่าเริ่มจากคำว่าพร้อมนะ เพราะมันไม่มีอะไรพร้อมอยู่แล้ว มีเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น มีกำลังเท่าไหร่ มีเงินเท่าไหร่ ก็ทำมันเท่านั้น ไม่มีเงินก็ใช้แรงกันไป เราก็เริ่มจากความที่อยากจะทำมัน

อยากทำอะไรก็ทำเลย ไม่ต้องไปหวังผลลัพธ์มันเยอะ เดี๋ยวมันก็ได้ลองผิดถูก มันก็รู้เอง แล้วพอได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง นั่นก็คือกำไรแล้ว”

สำหรับคุณนัท การตื่นมาในทุกๆ วันเพื่อพัฒนาสิ่งที่ไม่ดีให้ดีขึ้น และการได้เห็นสถานที่ที่เขาสร้างขึ้นเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น นั่นคือความสำเร็จที่แท้จริงที่ไม่อาจประเมินค่าเป็นตัวเลขได้

Related Posts

คุยกับเจ้าของ “Zuwala Hotel” จากคอนโดให้เช่าสู่โรงแรมที่กำลังแมสในบางแสน โตด้วย Data-ช่องว่างของเมือง
จากความตั้งใจ 10 ปี สู่กระเป๋าที่ต่างชาติบินมาเหมา แบรนด์ไทยที่ไม่รอแค่ตลาดในประเทศ แต่ใช้กลยุทธ์ “โตนอกบ้าน” จนขายดีใน SEA
รายได้เสริมของคู่รัก ขายแยมผลไม้ ‘Jam Packd Jams’ รับเงิน 3 หมื่นกว่าบาทต่อวัน
เต๋อ-ฉันทวิชช์ จอย-รินลณี