นักเรียนสาวสวยร้อนวิชามาเรียนอาหารไทยที่โรงเรียนแม่บ้านทันสมัย ยังไม่ทันจะจบ ดันมีหนูตกถังข้าวสาร คนรู้จักกันให้ทำอาหารกล่อง 50 กล่อง ส่งงานสัมมนา
หนูคนนี้รีบตกปากรับคำอย่างดี บอกสบายมากค่ะ รุ่งขึ้นอีกวันหน้าตาตื่นมาถามผมว่า
“อาจารย์ขา หนูทำไงดี รับปากเขาไปแล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ไปไม่ถูกค่ะ”
คนว่าจ้างหนูนี่ แสดงว่าต้องเคยชิมรสฝีมือหนูแล้วติดใจ เลยไว้ใจให้จัดอาหารกล่องแน่ๆ หรือจะแอบจีบหนูก็ไม่รู้
จะด้วยเหตุผลใดไม่เกี่ยวล่ะครับ ถ้ายังไงต้องจัดอาหารกล่อง 50 กล่อง แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง คิดตามนี้เลยครับ
1. อาหารกล่อง กล่องละเท่าไหร่
สมมติว่ากล่องละ 70 บาท 50 กล่อง เป็นเงิน 3,500 บาท
เราคิดเป็นต้นทุนวัตถุดิบอาหาร กับค่าทำประมาณ 40% ของค่าอาหารกล่อง เป็นเงิน 1,400 บาท ที่เหลืออีก 60% แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่ง 30% เป็นค่าจัดการ เช่น ค่าจ้างผู้ช่วย ค่าพาหนะไปส่งของ ค่ากล่อง อีก 30% ที่เหลือเป็นกำไรได้เท่ากับ 1,050 บาท ถ้าค่าจัดการไม่สูง เช่น ทำคนเดียวไหว หรือมีผู้ช่วยแต่ไม่ต้องจ่ายตังค์ ซื้อกล่องราคาถูก ค่าพาหนะไม่แพงส่งใกล้ๆ หรือไปส่งเอง ก็จะได้กำไรเพิ่มมากขึ้นกว่า 30%
เพราะฉะนั้นเบื้องต้นต้องจัดงบซื้อของอย่าให้เกิน 1,400 บาท อย่าลืมคิดค่ากล่อง ค่าพาหนะ แต่อยู่ในค่าจัดการ
2. อาหารในกล่องกี่อย่างรวมข้าว เช่น กล่อง 3 ช่อง มีข้าว 1 ช่อง กับอีก 2 ช่อง เป็นกับข้าว 1 อย่าง ของทอดหรือยำอีก 1 อย่าง 50 กล่อง อาหารเหมือนกันทั้ง 50 กล่อง หรือขอไม่เหมือนกันอย่างละ 25 กล่อง บางทีเราจะเจอขอมังสวิรัติ 5 กล่อง หรือขออาหารที่ไม่มีหมู 5 กล่อง
ทีนี้รู้ความต้องการแล้ว เราต้องมาจัดเมนูให้เขาเลือก เสนอไอ้ที่เราคิดว่าเราทำอร่อยและได้ดีไปก่อน การจัดเมนูเริ่มจากกับข้าวหลักซึ่งหนีไม่พ้นอาหารที่มีน้ำน้อยๆ หรือแห้งๆ แยกตระกูลออกเป็น ผัดเผ็ด ผัดพริกแกง น้ำพริก มือใหม่ยังไม่ต้องคิดแตกไลน์หมวดหมู่เยอะแยะ ในแต่ละตระกูลเราเปลี่ยนเนื้อสัตว์ เปลี่ยนผักก็จะได้รายการอาหารมากมาย เช่น ผัดเผ็ดหมูสับใส่หน่อไม้ ผัดกะเพราไก่สับ ผัดเผ็ดไก่ใส่ยอดมะพร้าว
ส่วนของเคียงช่องเล็กมักเป็นของทอด เช่น หมูกระเทียม หมูยอ กุนเชียง ไข่ดาว ไข่เจียว หรือเป็นพวกยำ เช่น ลาบ ยำผักสด หรือถ้าเป็นชุดน้ำพริก อาจจะเป็นข้าวสวย หรือข้าวคลุกน้ำพริก มีน้ำพริกให้อีก 1 ถ้วย มีผักสด ไข่ต้ม ของทอดให้ก็ได้
เนื้อสัตว์หนีไม่พ้น หมู ไก่ ปลา กุ้ง ซึ่งไก่ราคาถูกสุด แพงขึ้นมาตามลำดับคือ หมู ปลา กุ้ง แต่ถ้าเป็นปลาดอลี่จะถูกกว่าหมู ถ้าเราเสนอเนื้อสัตว์เป็นไก่หลายๆ กล่องได้ ก็จะเสียต้นทุนวัตถุดิบถูกลง กำไรมากขึ้น
3. เอาต้นทุนวัตถุดิบ 40% มากระจายเป็นต้นทุนของอาหารแต่ละอย่าง
เราได้ต้นทุนวัตถุดิบมาที่ 1,400 บาท สมมติลูกค้าเอาข้าว กะเพราหมูสับ+ไข่ดาว+หมูยอ ทั้ง 50 กล่อง แปลว่ามีอาหารทั้งหมด 4 ชนิด คือ ข้าว กะเพราหมูสับ ไข่ดาว หมูยอ
เราก็เอา 1,400 บาท หารด้วย 4 ได้ต้นทุนอาหารอย่างละ 380 บาท
คราวนี้เรามาจัดสรรให้แต่ละอย่างละเอียดขึ้น
– ข้าวสาร 3 กิโลกรัม หุงใส่น้ำแล้วบานขึ้น 2.5 เท่า จะได้ประมาณ 7.5 กิโลกรัม หรือ 7,500 กรัม คนหนึ่งกินข้าวประมาณ 130 กรัม จะแบ่งข้าวได้ 7,500/130 เท่ากับ 57 กล่อง เขาสั่ง 50 กล่อง เผื่อเหลือ เผื่อขาดไว้หน่อย ต้นทุนข้าวสารหอมมะลิประมาณกิโลละ 60 บาท แล้วแต่ยี่ห้อ เราใช้ 3 กิโล เป็นเงิน 180 บาท เอาไป 200 บาทเลย เหลือเงินค่าข้าวสารอีก 180 บาท เอาไปเป็นกำไร หรือไปโปะอย่างอื่นที่ต้นทุนแพงได้
– หมูสับกิโลละประมาณ 150 บาท คนหนึ่งกินเนื้อสัตว์ในอาหารกล่องประมาณ 70 กรัม ต้องใช้หมูสับ = 70×50 = 3,500 กรัม หรือซื้อมา 3 กิโลครึ่ง เป็นเงิน 525 บาท เกินงบ ต้องมีค่ากะเพรา ค่าซอส ค่าแก๊สอีก เอาค้างต้นทุนไว้ก่อน
– ไข่ดาวคิดง่ายๆ ฟองละ 5 บาท 50 กล่อง เป็นเงิน 250 บาท เหลือเงินอีก 380-250 = 130 บาท
– หมูยอกิโลละ 100 บาท กล่องหนึ่งใส่ 30 กรัม ใช้หมูยอ 30×50 = 1,500 กรัม หรือ 1 กิโลครึ่ง เป็นเงิน 150 บาท เหลือเงินอีก 380-150 = 230 บาท
สรุปเราเหลือเงินค่าวัตถุดิบจากการซื้อของไม่ถึงงบเท่ากับ 180+130+230 = 540 บาท
เราต้องการงบเพิ่มให้หมูสับอีก 525-380 = 145 บาท ก็เอาเงินส่วนเกินนี้ไปโปะได้เลย ไม่ต้องไปลดหมูสับ นี่ถ้าลูกค้าสั่งกะเพราะไก่สับเราจะกำไรมากกว่านี้อีก เพราะต้นทุนไก่สับแค่โลละ 90 บาทเอง
เบ็ดเสร็จแล้วงบต้นทุนวัตถุดิบ 1,400 บาท เราสามารถจัดสรรให้แต่ละอย่าง รวมค่าทำค่าซอส พอดี ๆ ไม่เกินงบ แต่ไม่ได้กำไรเพิ่ม เอาของดีทำให้ลูกค้าไว้ก่อนจะได้ติดใจ
ถ้าลูกค้าเอาอาหารในกล่องไม่เหมือนกัน ก็คิดแตกแยกออกไป ทำนองเดียวกัน แต่พยายามอย่าให้ลูกค้าสั่งอาหารมากกว่า 2 ชนิด มันจะทำลำบาก โดยเฉพาะมือใหม่
ข้อควรระวังอย่างมากของอาหารกล่องคือ ต้องรอให้อาหารเย็นสนิทถึงจะปิดฝากล่องได้ ดังนั้นเราต้องเลือกกับข้าวที่ผัดสุก แห้งหน่อย จะได้ไม่บูดเสียง่าย เวลาทำเรากระจายกล่องให้เต็มโต๊ะในพื้นที่ปิด ตักข้าวร้อนๆ ใส่ กับข้าวเสร็จก็ตักใส่ ของทอดใส่ รอทุกอย่างเย็นค่อยปิด ไม่งั้นจะเกิดไอน้ำในกล่อง กว่าเราจะไปส่งเขา กว่าลูกค้าจะกิน อาจบูดเสียได้ เพราะเชื้อโรคชอบความชื้นกับที่อุ่นๆ เจริญเร็วดีนัก
ป่านนี้ หนูคนนี้คงทำข้าวกล่อง 50 กล่องส่งเขา ประสบความสำเร็จเรียบร้อยทุกประการ
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี”
