สำหรับคุณ วิดีโอเกมที่เคยยอมจ่ายเงินซื้อแพงที่สุดคือเท่าไหร่?
งานอดิเรกไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง สะสมของ หรือการเล่นเกม ค่าใช้จ่ายเพื่อความชอบส่วนตัวล้วนมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามต้นทุนของอุตสาหกรรมได้ตลอด และอุตสาหกรรมเกมก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่เริ่มมีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้น
หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้ คือ “GTA VI” หรือ GTA ภาคที่ 6 เกมแอ็กชันผจญภัยชื่อดัง ที่ไม่ได้ถูกจับตามองเพียงเพราะเป็นหนึ่งในเกมที่ผู้คนทั่วโลกรอคอย แต่ยังรวมถึงราคาจำหน่ายของเกมที่แตกต่างจากระดับราคาปกติ
เนื่องจากราคาเปิดตัวของเกมอยู่ที่ 79.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,690 บาท) และแพ็กเกจพิเศษที่ราคา 99.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,390 บาท) ซึ่งสูงกว่าราคามาตรฐานของเกมระดับ AAA (วิดีโอเกมที่มีคุณภาพสูงมาก เทียบได้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับบล็อกบัสเตอร์ของฮอลลีวูด) ที่อยู่ราว 69.99 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า ราคาเกมในอนาคตอาจขยับสูงขึ้นตามไปด้วยหรือไม่
GTA หรือ Grand Theft Auto คือซีรีส์เกมแอ็กชันผจญภัยที่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นอาชญากร เข้าไปอยู่ในเมืองสมมติ และมีอิสระในการสำรวจ ทำภารกิจ และดำเนินเรื่องราวของตัวเอง
เกมซีรีส์นี้ถูกพัฒนาโดย Rockstar Games บริษัทพัฒนาและจัดจำหน่ายวิดีโอเกมสัญชาติอเมริกัน ที่ถนัดการสร้างเกมแบบ Open World หรือแนวโลกเปิด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Take-Two
ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1997 ซีรีส์ Grand Theft Auto มีเกมออกมาแล้ว 16 เกม ทั้งภาคหลัก ภาคแยก และภาคออนไลน์ ก่อนจะเดินทางมาถึง GTA VI แล้วอะไรล่ะ? ที่ทำให้ GTA กลายเป็นหนึ่งในซีรีส์เกมที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก?
อะไรที่ทำให้ GTA ดังได้ขนาดนี้
สิ่งที่ GTA มอบให้แก่ผู้เล่นไม่ใช่เพียงเกมที่มีเนื้อเรื่อง แต่คืออิสระในการเล่น โลกในเกมที่มีชีวิต และความวุ่นวายที่ผู้เล่นสามารถสร้างขึ้นเอง ผสมเข้ากับเนื้อเรื่อง ตัวละครเอกที่น่าจดจำ และการเสียดสีสังคมที่มีความเป็นผู้ใหญ่ จนทำให้ GTA มีเอกลักษณ์แตกต่างจากเกมทั่วไป ขณะเดียวกัน ผู้เล่นจำนวนไม่น้อยยังเติบโตมากับซีรีส์นี้ ทำให้ GTA กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำและความผูกพันของผู้เล่นหลายรุ่น
ซึ่งในส่วนของความอิสระในโลกเกม ยังสอดคล้องกับแนวคิด Player Agency ซึ่งหมายถึงระดับความรู้สึกของผู้เล่นว่าตนเองมีอิสระและสามารถควบคุมการตัดสินใจภายในเกมได้ โดยงานวิจัยพบว่าการที่เกมเปิดโอกาสให้ผู้เล่นมีอิสระในการตัดสินใจสามารถส่งผลต่อความสนุกและแรงจูงใจในการเล่นได้
ความสำเร็จของ GTA ยังมาพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีในแต่ละภาค โดย Rockstar พยายามยกระดับรายละเอียดและความสมจริงของโลกในเกมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ GTA V ที่ยกระดับทั้งขนาดและรายละเอียดของโลกเกม
โดยนับตั้งแต่ GTA V เปิดตัวในปี 2013 รายได้ที่เกี่ยวข้องกับ GTA V และ GTA Online สะสมแตะระดับเกือบ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปแล้ว
ขณะเดียวกัน Rockstar ยังใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาเกมแต่ละภาค เพื่อยกระดับขนาด รายละเอียด และประสบการณ์ภายในเกม โดย GTA VI ถือเป็นภาคที่ทำให้ผู้เล่นต้องรอคอยนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของซีรีส์ หลังจาก GTA V วางจำหน่ายในปี 2013 หรือเป็นระยะเวลาราว 13 ปีจนถึงกำหนดวางจำหน่ายในปี 2026 ซึ่งยิ่งทำให้ความคาดหวังของผู้เล่นเพิ่มสูงขึ้นว่าเกมภาคใหม่จะสามารถยกระดับประสบการณ์ไปได้ไกลแค่ไหน
ทำไม GTA VI ถึงมีราคา 79.99 ดอลลาร์
หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนปี 2020 ราคาเกมฟอร์มใหญ่ในตลาดสหรัฐฯ มักอยู่ที่ระดับ 59.99 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่ราคามาตรฐานของเกม AAA จะเริ่มขยับขึ้นมาอยู่ที่ 69.99 ดอลลาร์ในช่วงปี 2020
แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ราคาเกมเพิ่มขึ้น?
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ต้นทุนในการพัฒนาเกมที่เพิ่มขึ้นตามขนาดและความซับซ้อนของเกม ทั้งจำนวนทีมงาน ระยะเวลาพัฒนา เทคโนโลยี การสร้างเนื้อหา รวมถึงการตลาดและการจัดจำหน่าย
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าผู้พัฒนาจะต้องขึ้นราคาตัวเกมเสมอไป เพราะยังสามารถสร้างรายได้จากช่องทางอื่น เช่น DLC การซื้อสินค้าและบริการภายในเกม หรือระบบออนไลน์ ดังนั้น การตั้งราคาจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับคำถามว่า “ผู้เล่นจะยอมจ่ายเท่าไหร่?”
คำถามนี้นำไปสู่แนวคิด Willingness to Pay (WTP) หรือ “ความเต็มใจที่จะจ่าย” ซึ่งหมายถึงราคาสูงสุดที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพื่อสินค้าหรือบริการหนึ่งๆ เช่น ของสะสมที่หายาก แม้จะมีราคาสูงกว่าของทั่วไปหลายเท่า แต่หากเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อให้คุณค่าหรือมีความต้องการอย่างมาก ก็อาจทำให้ยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นได้
โดยเว็บไซต์ TechRadar ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ติดตามจำนวน 459 คนเกี่ยวกับราคาของ GTA VI พบว่า 59% มองว่าราคาของเกมแพงเกินไป ขณะที่ในกลุ่มผู้ที่มองว่าราคาแพงนั้น 68% ระบุว่าจะไม่ซื้อเกมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังมีอีก 32% ที่แม้มองว่าราคาแพง แต่ยังคงตัดสินใจซื้อ และเมื่อมองในภาพรวมของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด พบว่า 41% ระบุว่าพวกเขาจะซื้อ GTA VI ตั้งแต่วันเปิดตัว
ซึ่งสะท้อนถึงการเป็น Brand Royalty ของผู้บริโภค การที่ผู้เล่นรอคอยเกมมานานหลายปี มีความผูกพันกับซีรีส์ และคาดหวังว่าเกมจะมอบประสบการณ์ที่มากขึ้น อาจทำให้ผู้เล่นบางส่วนมีความเต็มใจที่จะจ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งแม้ราคาของตัวเกมจะสูงถึง 79.99 ดอลลาร์สหรัฐ ก็ตาม
ซึ่งจากข้อมูลในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา GTA VI มียอดสั่งซื้อล่วงหน้าแล้วกว่า 4.38 ล้านชุดไปแล้ว คิดเป็นรายได้กว่า 1.4 หมื่นล้านบาท
GTA VI จะทำให้มาตรฐานราคาเกมสูงขึ้นจริงหรือ?
เรื่องนี้อาจต้องย้อนกลับไปมองวิวัฒนาการของราคาเกมในแต่ละยุค โดยเฉพาะเกมฟอร์มใหญ่ที่ใช้งบประมาณและทีมพัฒนาขนาดสูง หรือที่ในเวลาต่อมาเรียกกันว่าเกมระดับ AAA ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เกมฟอร์มใหญ่ในตลาดสหรัฐฯ มักมีราคาอยู่ที่ประมาณ 40–50 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อจนถึงปี 2026 จะมีมูลค่าราว 75–90 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,469–2,963 บาทในปัจจุบัน
ต่อมาในช่วงประมาณปี 2005–2020 ราคาเกมฟอร์มใหญ่ได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 60 ดอลลาร์สหรัฐ และคงระดับดังกล่าวเป็นเวลานาน แม้ราคาจะดูเหมือนแทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อพิจารณาผ่านอัตราเงินเฟ้อกลับพบว่ามูลค่าที่แท้จริงของราคา 60 ดอลลาร์ในแต่ละช่วงเวลานั้นแตกต่างกันอย่างมาก โดย 60 ดอลลาร์ในปี 2005 มีมูลค่าเทียบเท่าประมาณ 102 ดอลลาร์ในปี 2026 หรือราว 3,357 บาท ขณะที่ 60 ดอลลาร์ในปี 2020 มีมูลค่าเทียบเท่าประมาณ 77 ดอลลาร์ในปี 2026 หรือราว 2,534 บาท
หลังจากนั้น ช่วงปี 2020 เป็นต้นมา ราคาเกม AAA ระดับใหญ่หลายเกมเริ่มขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 69.99 ดอลลาร์สหรัฐ และ GTA VI ก็กำลังนำราคาไปอีกขั้นด้วยราคา Standard Edition ที่ 79.99 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม การที่ GTA VI เปิดราคาสูงขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเกม AAA ทุกเกมจะสามารถปรับราคาตามได้ทันที เพราะความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคแตกต่างกันไปในแต่ละเกม ขึ้นอยู่กับทั้งชื่อเสียงของแบรนด์ ฐานผู้เล่น และคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้
ในกรณีของ GTA VI Rockstar จึงอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างพิเศษ เพราะ GTA เป็นแฟรนไชส์ที่มีฐานผู้เล่นขนาดใหญ่ และมีผู้บริโภครอคอยภาคใหม่มาเป็นเวลานาน ทำให้บริษัทอาจมีความสามารถในการตั้งราคาที่สูงกว่าเกมทั่วไปได้ อย่างไรก็ตาม หากเกมอื่นปรับราคาขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกัน ผู้บริโภคอาจไม่ได้มองว่าสินค้าเหล่านั้นมีคุณค่าเพียงพอที่จะจ่ายในราคาเดียวกับ GTA VI
ดังนั้น สิ่งที่ GTA VI อาจเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่การทำให้เกมฟอร์มใหญ่ทุกเกมต้องขึ้นราคาเป็น 79.99 ดอลลาร์ในทันที แต่คือการทำหน้าที่เป็น “บททดสอบ” ว่าผู้บริโภคจะยอมรับระดับราคาใหม่นี้ได้มากเพียงใด หากตลาดตอบรับได้ดี ก็อาจเปิดทางให้ผู้จัดจำหน่ายรายอื่นนำราคาดังกล่าวมาใช้กับเกมฟอร์มใหญ่ของตัวเองมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว GTA VI อาจไม่ได้เป็นเกมที่ทำให้ราคาเกม AAA ทั้งตลาดเพิ่มขึ้นในทันที แต่การตั้งราคา 79.99 ดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าอุตสาหกรรมเกมกำลังทดสอบขีดจำกัดใหม่ของราคาที่ผู้บริโภคยอมรับได้ หาก GTA VI ประสบความสำเร็จและผู้เล่นยอมรับราคาดังกล่าว ก็มีความเป็นไปได้ที่เกมฟอร์มใหญ่ในอนาคตจะเริ่มขยับตาม แต่หากผู้บริโภคมองว่าราคาสูงเกินคุณค่าที่ได้รับ 79.99 ดอลลาร์ก็อาจยังคงเป็นเพียงราคาสำหรับเกมบางกลุ่มที่มีอำนาจทางตลาดสูงอย่าง GTA เท่านั้น
อ้างอิง
https://surl.li/ezwqmo , https://surl.li/mikxku , https://www.bcg.com/publications/2024/leveling-up-new-reality , https://gtaintel.com/news/gta-5-earns-more-per-day-than-most-games-make-total
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1875952124001228 , https://surl.li/adduvo , https://www.theesa.com/wp-content/uploads/2024/05/Essential-Facts-2024-FINAL.pdf ,
, https://www.gamingdose.com/feature/history-of-video-games-price/ , https://thai-gamers.com/5-disappointment-aaa-games/
ผู้เขียน : ธนดล มีชัยมาตร์
