Featured SMEs รอบโลก

แก้เหงายังไงให้ได้เงินล้าน? หนุ่ม 27 ตั้งชมรมวิ่งเพื่อหาเพื่อนใหม่เกิดเป็น Run Club ในนิวยอร์ก สร้างรายได้ 23 ล้านบาทต่อปี 

เมื่อการย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่มาพร้อมกับ “ความเหงา” และความพยายามในการหาเพื่อนใหม่ หลายคนอาจเลือกไปงานสังสรรค์หรือดาวน์โหลดแอปต่างๆ แต่สำหรับ Owen Akhibi Herrera วัย 27 ปี เขาเลือกชวนคนแปลกหน้ามา “วิ่ง” 

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เพื่อแก้เหงาในนิวยอร์ก สู่การเป็นคอมมูนิตี้ฟิตเนสสุดฮิตที่มีผู้เข้าร่วมหลักหมื่นคน และต่อยอดงานเสริมนี้ให้กลายเป็น ธุรกิจทำเงินสูงถึง 640,000 ดอลลาร์ (ราว 23 ล้านบาท) ต่อปี บทความนี้จะพาทุกคนไปถอดบทเรียนความสำเร็จของเขาว่า ทำไม “รันคลับ” ที่มีอยู่เกลื่อนเมือง ถึงทำเงินมหาศาลได้ขนาดนี้

จุดเริ่มต้นการสร้างรายได้จาก Run Club

Owen Akhibi Herrera ผู้ก่อตั้ง Peak and Pace กลุ่มรันคลับในนิวยอร์กซิตี เล่าว่า เขาใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการวางแผนจัดงานวิ่ง 5 กิโลเมตรและงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้บนเกาะ Governor’s Island

โดยตอนนั้นตนเองและทีมงานได้บรรจุสิ่งของลงในรถบรรทุกถึง 18 คัน และวางแผนจะนำขึ้นเรือข้ามฟาก แต่ทว่าในเช้าวันก่อนจัดงาน เขาได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าเรือเสีย ทำให้รถบรรทุกติดเคว้งอยู่ที่วอลล์สตรีท ย่านธุรกิจการเงินอันพลุกพล่านของเมือง

“ตอนนั้นผมกังวลเรื่องการต้องคืนเงินให้คน 2,000 คนที่ซื้อตั๋วเข้างาน ทำให้ผมต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงคุยโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ของเกอร์เวนอร์สไอแลนด์” เขากล่าว

แต่สุดท้ายเขาก็จัดการหาเรือลำใหม่ได้สำเร็จ และสิ่งของล็อตสุดท้าย ซึ่งก็คือห้องน้ำเคลื่อนที่ประมาณ 30 หลัง ก็เดินทางมาถึงเกาะทันทีที่แขกกลุ่มแรกมาถึงพอดิบพอดี

เมื่อจบงานความเหนื่อยยากทั้งหมดก็คุ้มค่า เมื่อเขาได้เห็นสมาชิกวัย 25 ปีคล้องเหรียญรางวัลให้ผู้เข้าร่วมงานที่มีอายุมากกว่าในตอนเข้าเส้นชัย

เขาเริ่มก่อตั้ง Peak and Pace ขึ้นมาเป็นชมรมวิ่งในปี 2024 สมัยที่ยังทำงานเป็นฝ่ายขายให้กับธนาคารเพื่อการลงทุน

ในด้านของการเข้าร่วมวิ่งกับ Peak and Pace นั้นเป็นการเข้าร่วมฟรี แต่สำหรับงานปาร์ตี้สเกลใหญ่จะมีค่าบัตรเข้างานประมาณ 15 ถึง 25 ดอลลาร์ 

โดยในปี 2025 สามารถสร้างรายได้จากการจัดงานปาร์ตี้ได้มากกว่า 640,000 ดอลลาร์ (ราว 23 ล้านบาท)

แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกปาร์ตี้ที่ทำกำไร แต่โดยรวมองค์กรมีอัตรากำไรอยู่ที่ 15% ซึ่งปัจจุบันเขาทำงานประจำในตำแหน่ง Head of Partnerships ของ Grounded Superintelligence

เขายอมรับว่า “ชมรมวิ่งนั้นมีเกลื่อนกลาดราวกับดอกเห็ด เฉพาะในนิวยอร์กก็มีไม่ต่ำกว่า 200 แห่งแล้ว อีกทั้งหลายแห่งเปิดให้เข้าร่วมฟรี” 

และผลสำรวจจากแอปพลิเคชัน Strava พบว่า อัตราการเข้าร่วมชมรมวิ่งทั่วโลกเติบโตขึ้นเกือบ 60% ในปี 2024 โดยเฉพาะกลุ่มคน Gen Z ที่อยู่ในวัยย้ายถิ่นฐานไปทำงานในเมืองใหม่ มักมองหากลุ่มสังคมอย่างชมรมวิ่งเพื่อหาเพื่อนและต่อสู้กับความรู้สึกโดดเดี่ยว

เขาเล่าต่อว่า ก่อนหน้าที่จะมาทำรันคลับ Peak and Pace เขาก็เคยทำธุรกิจเสริมเกี่ยวกับการขายอสังหาริมทรัพย์มาก่อน เขาจึงอยากสร้างรายได้จากชมรมนี้ เพื่อที่จะได้พาคอมมูนิตี้ไปทำกิจกรรมที่มีค่าใช้จ่าย โดยการโพสต์โซเชียลทุกวันเพื่อโปรโมต Peak and Pace 

ซึ่งสามารถขยายจำนวนนักวิ่งเพิ่มขึ้นจนถึงราว 150 คนในการจัดงานครั้งที่ 5 หลังจากนั้นเขาจึงจัดปาร์ตี้ที่บาร์แห่งหนึ่งโดยมีค่าใช้จ่ายต่อคนประมาณ 20 ดอลลาร์ (ราว 720 บาท)

และเมื่อจำนวนคนวิ่งเพิ่มขึ้น งานปาร์ตี้ก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย โดยมีการดึงดีเจและร้านอาหารมาร่วมแจมเพื่อความคุ้มค่าของราคาบัตร ปัจจุบัน Peak and Pace ขยายขอบเขตไปจัดทริปเดินป่าและเล่นสกีรอบนอกเมืองด้วยเช่นกัน

จนกระทั่งการบริหารชมรมเริ่มให้ความรู้สึกเหมือนงานประจำชิ้นที่สอง 

“ผมต้องรักษามาตรฐานการทำงานในงานหลักให้สูงมากๆ ผมอยู่ในจุดที่ต้องรับผิดชอบสูง ดังนั้น การรักษาสติและสภาพจิตใจให้อยู่ในเกณฑ์ดี จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดแล้ว” เขากล่าว

ทำให้ตอนนี้เมื่อรวมงานเสริมเข้าไปด้วย เขาจึงต้องทำงานวันละ 18 ชั่วโมงติดต่อกันนานราวหนึ่งปี

เขากล่าวว่า มีผู้เข้าร่วมงานของ Peak and Pace มากกว่า 30,000 คนในปี 2025 ซึ่งทำให้ตระหนักว่า การทำธุรกิจเสริมควบคู่ไปกับงานประจำนั้นไม่ยั่งยืนในระยะยาวอย่างแน่นอน 

“บทเรียนที่ได้จากการบริหาร Peak and Pace ช่วยให้ปรับตัวและหาเพื่อนใหม่ในซานฟรานซิสโกได้ง่ายขึ้น การสร้างเพื่อนหมายถึงการเข้าใจผู้อื่น และการทำงานอีเวนต์และการดีลกับผู้คนสอนให้คุณมีความอดทนเป็นอย่างมาก”

ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า “บางครั้งมันก็หงุดหงิดนะที่เราไม่เข้าใจมุมมองของคนอื่น แต่ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะอดทนและลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา คุณจะกลายเป็นคนที่เข้าใจโลกได้ในเกือบทุกสถานการณ์ และมันช่วยให้คุณปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย”

ที่มา : CNBC

Related Posts