จากการเริ่มต้นธุรกิจแรกกับคุณพ่อ สู่การเป็นผู้บริหารเหมืองทราย และพลิกโฉมวงการขนส่งไทย คุณคมสันต์ได้มาถ่ายทอดมุมมองการทำธุรกิจที่เต็มไปด้วยบทเรียนทั้งความสำเร็จ ความผิดพลาด และวิกฤตครั้งใหญ่ที่พลิกโฉมองค์กร
ในงาน “ไทยมาร์ท x ไทยรัฐ: สร้างแบรนด์ สร้างชาติ” พาไปพูดคุยกับ คุณคมสันต์ ลี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Flash Express ในหัวข้อ “แบรนด์จะโตอย่างไรในยุคต่อไป” ผู้ที่ใครหลายคนรู้จักตัวตนเขาผ่านเรื่องราวแรงบันดาลใจในซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน”
เริ่มจากจุดเล็กๆ แก้ปัญหาที่คนอื่นมองข้าม
คุณคมสันต์ สะท้อนมุมมองการเป็นผู้ประกอบการไว้ว่า
“ผมคิดว่าการเป็นผู้ประกอบการนั้น โอกาสตายเยอะเกิน คุณต้องโชคดีระดับหนึ่ง คุณถึงจะอยู่รอดได้ แต่มากกว่าความโชคดีคือคุณต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเองเสมอและตลอดเวลา”
ในวันที่เริ่มต้นทำ Flash Express เป้าหมายไม่ใช่การแข่งกับยักษ์ใหญ่ตั้งแต่วันแรก แต่เป็นการมองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างชนบทกับสังคมเมือง โดยเฉพาะต้นทุนโลจิสติกส์ส์ที่แพงเกินไป ทำให้คนชนบทต้องซื้อของแพงแต่ขายสินค้าได้ถูก
เขาเล่าว่าช่วงเริ่มทำธุรกิจ “โอกาสของชนบทกับสังคมเมืองมันไม่เท่าเทียมกัน ตั้งแต่เรื่องของการศึกษา ตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูลและอื่นๆ อีกหลายอย่างมาก แต่ว่าอันหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญเลยคือการเข้าถึงโอกาส”
เหตุผลหลักๆ คือต้นทุนโลจิสติกส์แพงเกินไป เลยคิดว่าถ้าเราสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้มันดีพอ ทำให้โอกาสของชนบทกับโอกาสของสังคมเมืองเท่าเทียมกัน ก็จะสามารถทำให้ระดับคุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้นได้ และแน่นอนว่าเราคาดหวังว่าเราจะดีขึ้นด้วย
วิกฤตโควิดและบทเรียน 500 ล้าน
หลายคนเข้าใจว่าช่วงโควิดคือนาทีทองที่ทำให้ Flash Express เติบโตแบบก้าวกระโดด
แต่คุณคมสันต์เผยว่านั่นคือความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะเบื้องหลังคือช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสที่สุด
อย่างแรก “วิกฤตคลังสินค้าแตก” คลังที่วังน้อยถูกหน่วยงานรัฐสั่งปิด เนื่องจากพนักงานติดโควิดเกินครึ่ง ทำให้มีสินค้าค้างในโกดังกว่า 500,000 ชิ้น พนักงานหมื่นคนต้องกักตัว
ขณะที่ธุรกิจขนส่งหยุดไม่ได้ ทำให้ต้องจ้างพนักงานเพิ่มอีก 1 หมื่นคน เพื่อเคลียร์ของ ทำให้เขาตัดสินใจเคลมให้ผู้ขายและผู้ซื้อทั้งหมด ส่งผลให้ภายในเดือนเดียวขาดทุนไป 500 ล้านบาท
หลังจากวิกฤตนั้น ทำให้ Flash Express เรียนรู้ที่จะสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้น
และสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความกล้าที่จะออกมายอมรับความผิดพลาดกับผู้บริโภคและชดเชยอย่างจริงใจ” ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็กลับมาแตะระดับ New High อีกครั้ง
หลักการอย่างหนึ่งที่แฟลชไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ “พยายามบริการแบบเฟิร์สคลาส แต่เซอร์วิสในราคาของ Economy Class” เรื่องนี้คือ Value ที่จะทำให้ผู้ขายและผู้ซื้อมีต้นทุนในการใช้ชีวิตที่ต่ำลง
จากเดิมที่ค่าส่งเฉลี่ย 60 บาท (คิดเป็นกว่า 40% ของราคาสินค้าออนไลน์) จนปัจจุบันไทยมีโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ที่ดีที่สุด ถูกที่สุด และครอบคลุมที่สุดในอาเซียน
กินในปาก มองในหม้อ คิดในนา
ความหมายคือ ข้าวที่คุณควรกิน Action ที่คุณควรทำ คุณต้องรับผิดชอบให้มันกินเข้าปากคุณได้ก่อน แล้วก็มองที่หม้อ หม้อก็คือถ้วยที่สองที่คุณจะไปตักต่อ ส่วนคิดในนา ก็คือสักวันหนึ่งคุณจะมีนาเป็นของตัวเอง
“ก้าวแรกของการเป็นสตาร์ทอัพ คุณไม่สามารถตาสูงมือต่ำตั้งแต่วันแรกได้ คุณต้องเริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุด ที่คุณจะสร้างคุณค่ามันออกมาได้ แก้ไขปัญหาที่เล็กที่สุดที่คุณคิดว่าคุณแก้ไขมันได้ ไม่ใช่ไปเปรียบเทียบตนเองกับคู่แข่งรายใหญ่ของคุณตั้งแต่วันแรก”
วันแรกที่ผมมา ผมแค่อยากแก้ไขบางปัญหาที่คนตัวใหญ่มองข้าม ที่คนตัวใหญ่ไม่อยากจะแก้ไขมัน แล้วผมก็ไปแก้ไขมัน ให้มันดีพอ
พอผมแก้ไขปัญหาเหล่านั้นมันดีพอ ผมก็จะมีฐานลูกค้าที่มากขึ้น จนวันหนึ่งผมทำสิ่งที่เขาทำไม่ได้ ได้ดีพอ แล้วผมทำสิ่งที่เขาทำได้แล้ว ผมทำได้ดีกว่านั้นครับ
อีคอมเมิร์ซไม่ใช่ทางเลือก แต่มันคือ “ทางรอด”
“ในโลกอดีตธุรกิจอยู่ที่เดิมลูกค้าเข้ามาหา แต่โลกปัจจุบันธุรกิจต้องเข้าหาผู้บริโภคทุกช่องทาง”
โลกธุรกิจปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคยังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เช่น กลุ่มผู้ขายอายุน้อยลงเรื่อยๆ (มีเด็กอายุ 10 ขวบขายของออนไลน์จำนวนมาก) ทำให้โจทย์ของแบรนด์ยากขึ้น
จากเดิมที่แข่งกันที่ความน่าเชื่อถือ สู่ยุคที่ต้อง “เข้าใจตัวตนและธุรกิจของลูกค้าอย่างแท้จริง”
ปัจจุบัน ธุรกิจขนส่งและผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อแพลตฟอร์มรายใหญ่เข้ามามีอิทธิพล บีบราคา และทำให้ผู้ประกอบการไทยเผชิญต้นทุนค่าธรรมเนียม (GP) ที่สูงเกินไป จนคุณคมสันต์ยอมรับว่าต้องทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในองค์กร
เดิมทีที่ผมมีผู้ขาย 3-4 ล้านราย วันนี้ผมเหลือผู้ขายแค่ 3 ราย
“วันนี้ผู้ขายทั้งหมด พวกเขาไม่สามารถเลือกขนส่งเองได้ แพลตฟอร์มเป็นคนเลือกให้ แล้วที่แย่ไปกว่านั้นคือ แพลตฟอร์มบีบราคาผมเรื่อยๆ บีบจนผมไม่เหลือกำไร จนจะขาดทุนด้วยซ้ำ ตอนนี้ธุรกิจขนส่งไทยอยู่ไม่ได้แล้ว ถูกทุนต่างชาติครอบงำหมดแล้ว แพลตฟอร์มวันนี้ เอาเปรียบทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ จนทำให้ผู้ประกอบการ SME ถูกชาร์จค่าจีพีเกิน
ประเทศที่พัฒนาแล้วต้นทุนโลจิสติกส์ไม่เกิน 12-17% อีคอมเมิร์ซไม่เกิน 15% มีแต่ที่ไทยที่ชาร์จแพงขนาดนี้ ทุกอย่างราคาขึ้นหมด ยกเว้นเงินเดือนไม่เคยเพิ่มเลย ดังนั้น เราควรหาทางเลือกให้ตัวเองในการลองทำสิ่งใหม่ๆ”
ในมุมมองของคุณคมสันต์ การสนับสนุนแพลตฟอร์มสัญชาติไทยอย่าง “ไทยมาร์ท” จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือก และหลุดพ้นจากการถูกเอาเปรียบ
ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า “เราเกิดมาแล้วยากจนไม่ใช่ความผิดเรา แต่ตอนที่เราตายไปแล้วยังจน นั่นคือความผิดเรา ถ้าเราพยายามก่อนตายแล้วยังจนอยู่ แสดงว่าเป็นความผิดของแพลตฟอร์ม”
