การมี “หุ้นส่วนทางธุรกิจ” อาจเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต แต่ในอีกด้านก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง หากผู้ประกอบการไม่ได้วางขอบเขตและทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
คุณแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้คำแนะนำว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจและการเริ่มต้นกิจการ ผู้ประกอบการต้องประเมินตนเองว่ามีทัศนคติต่อการประกอบอาชีพหรือธุรกิจนั้นอย่างไร มีความพร้อมด้านเวลา แหล่งทุน รวมถึงทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนธุรกิจนั้นหรือไม่
สิ่งสำคัญคือ การวางแผนธุรกิจ จะทำให้มองเห็นจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสและอุปสรรคความท้าทายต่างๆ ของธุรกิจ อุตสาหกรรมหรือคลัสเตอร์ธุรกิจนั้นอย่างละเอียดรอบครอบรัดกุม
หากมีความจำเป็นต้องมี “หุ้นส่วนทางธุรกิจ” สิ่งที่ต้องตั้งคำถามและหาคำตอบ คือ มีเป้าหมาย มีความจำเป็นเพื่อเติมเต็มในห่วงโซ่ธุรกิจ หรือจุดแข็งของหุ้นส่วนที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมธุรกิจอย่างไร
สัดส่วนการถือหุ้นเท่าไหร่เหมาะสม โครงสร้างธุรกิจและการแบ่งหน้าที่บทบาทการทำงาน สัญญาการเข้าหุ้นกิจการและข้อตกลงที่ป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในอนาคตเพิ่มเติม
สิ่งสำคัญ คือ “รู้จักกันดีพอในการร่วมลงทุนธุรกิจหรือไม่” รวมถึงการมองอุปนิสัย ทัศนคติและสไตล์การทำงานร่วมด้วยเป็นสำคัญก่อนตัดสินใจ เพราะการเลือกหุ้นส่วนผิดอาจพลาดพลั้งเสียเเวลา เสียโอกาส และเสียเงินรวมทั้งเสียความสัมพันธ์ในที่สุดได้
“การบริหารจัดการความขัดแย้ง” หรือ “ความคิดเห็นไม่ตรงกัน” ต้องอาศัยศิลปะการเจรจา การมีจิตวิทยาที่ดี การเข้าใจลักษณะพฤติกรรมของหุ้นส่วนและนำเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์
หลีกเลี่ยงการใช้ความรู้สึก มุ่งเน้นข้อเท็จจริง แหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ตัวเลขจริงและเหตุผลเชิงประจักษ์
อีกทั้งความใจเย็น การควบคุมอารมณ์ความรู้สึกสีหน้า แววตา น้ำเสียงที่ดีเหมาะสมจะช่วยให้เกิดการสร้างบรรยากาศในการประชุมและเจรจาที่มุ่งแสวงหาทางออกที่ดีให้กับธุรกิจที่เป็นเป้าหมายสูงสุดร่วมกัน เน้นแสวงหาจุดร่วม หลีกเลี่ยงการปะทะจุดต่าง และการประชุมหรือพูดคุยหารือกันไม่จำเป็นต้องจบลงในคราวเดียว
และต้องไม่สร้างความรู้สึกให้เกิดมีผู้แพ้และผู้ชนะ แต่ต้องเอาทักษะการเจรจาต่อรองเชิงสร้างสรรค์เข้ามาเจรจาอย่างเป็นมิตร หรือที่เรียกกันว่า “Win-Win Solution” ชนะไปด้วยกันทั้งคู่
นอกจากนั้น การดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอียังต้องยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ เชื่อมั่นในหุ้นส่วนทุกฝ่ายและทำให้กิจการสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน
สุดท้าย การรับมือความขัดแย้งในธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี อาจจบลงด้วยการแยกทาง การตกลงแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน เป็นสิ่งที่ต้องเจรจาด้วยความเป็นธรรมและยอมรับด้วยกันทุกฝ่าย
การรักษาสัมพันธภาพที่ดีแม้มิได้ร่วมธุรกิจยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
ดังคำกล่าวโบราณ “ผูกมิตรย่อมดีกว่าสร้างศัตรู” หรือ “มีมิตรร้อยคนก็น้อยเกินไป มีศัตรูเพียงหนึ่งก็มากเกินไปแล้ว”
อีกทั้งหากไม่สามารถตกลงกันได้ ยังสามารถอาศัยการเจรจาไกล่เกลี่ย การประนอมข้อพิพาท โดยอาจปรึกษาสถาบันอนุญาโตตุลาการเพื่อให้มีคนกลางที่ยอมรับทั้งสองฝ่ายมาช่วยประนอมข้อพิพาทจนสามารถยอมรับตกลงกันได้ด้วยดีในที่สุด
การใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินธุรกิจที่พอเพียง พอประมาณ มีเหตุผล สร้างภูมิคุ้มกันอย่างมีคุณธรรมและธรรมาภิบาลร่วมกัน จะส่งผลให้ “เปลี่ยนความขัดแย้ง เป็นความแข็งแรงของกิจการเอสเอ็มอี”
