ในวันที่กฎสิ่งแวดล้อมโลกกำลังเปลี่ยน ธุรกิจไทยพร้อมแล้วหรือยัง?
นี่ไม่ใช่แค่คำถามเรื่อง “ความยั่งยืน” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งเตรียมตัว เพราะกติกาด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการค้า การลงทุน และการแข่งขันในตลาดโลก
ประเด็นนี้ถูกหยิบมาพูดคุยในงาน GCNT EXPO 2026 ผ่านเวทีเสวนา “The New Green Rules Playbook: What Thai Business Must Know Before the World Forces Your Hand กฎสิ่งแวดล้อมโลกเปลี่ยน ธุรกิจไทยพร้อมหรือยัง?”
ที่ชวนภาครัฐและภาคธุรกิจมาสะท้อนกฎสิ่งแวดล้อมใหม่ และแนวทางเตรียมความพร้อมของธุรกิจไทย

เริ่มต้นที่ ดร.กิตตศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เผยถึงเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 หรือมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศที่จะเป็นเงื่อนไขการค้าและการลงทุน
สหรัฐอเมริกา กำลังพิจารณา Clean Competition Act (CCA) เพื่อจัดเก็บสินค้าที่ปล่อย GHG เกินค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม, กำลังร่างกฎหมายเกี่ยวกับ CBAM, Carbon taxation / fee proposals และกลไก Carbon Fee & Dividend
สหราชอาณาจักร พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ค.ศ. 2008, UK – ETS (หลัง Brexit) ปี 2021 และ UK – CBAM จะเริ่มการบังคับใช้ปี 2027
สหภาพยุโรป European Green Deal เช่น EU Taxonomy และ EUDR, กลไก EU ETS ระบบ Cap and Trade และกลไก CBAM สินค้านำเข้าต้องจ่าย “ราคาคาร์บอน” ใกล้เคียงกับที่ผู้ผลิตใน EU จ่ายภายใต้ EU ETS
จีน บรรจุเรื่อง Climate Change ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และจัดตั้งตลาดการซื้อขายโควตาในการปล่อย GHG (ETS) เมื่อปี 2564 และ ETS เริ่มจากภาคไฟฟ้า (Electricity/Heat Generation) ที่มีบริษัทที่ปล่อย CO₂ > 26,000 ตันต่อปี
ญี่ปุ่น Global Warming Countermeasure Tax หรือภาษีเฉพาะเพื่อมาตรการปรับลดภาวะโลกร้อน, J – Credits ระบบเครดิตคาร์บอนภาคสมัครใจสามารถหักลบกลบ ETS, ETS จะเริ่มประมาณปี 2026 และแผนสำหรับการเก็บค่าภาระ กับผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงหรือฟอสซิลอื่นๆ เริ่มประมาณปี 2028
สิงคโปร์ Singapore Green Plan 2030 เป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมการใช้รถยนต์ EV และ เป็นศูนย์กลางด้านการเงินสีเขียวของเอเชีย และ Carbon Tax Rate 25$/tCO₂e ในปี 2024-2025 และในปี 2026-2027 เพิ่มขึ้นเป็น 45$/tCO₂e และเปิดให้ใช้ Article 6 ของความตกลงปารีสหักลบไม่เกิน 5%
และ ไทย จะมีการบังคับใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในไตรมาส 3 ปี 2027 ประกอบด้วย ภาษีคาร์บอน (หมวด 10), การรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก (หมวด 6), ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (หมวด 8), กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (หมวด 9) และกองทุนภูมิอากาศ (หมวด 4)
ซึ่งกองทุนจะเข้าไปช่วยเสริมการเปลี่ยนผ่านให้ผู้ประกอบการรายเล็กเติบโต อีกทั้งกระทรวงการคลังยังได้วางแผนไปถึงเรื่องของภาษี มาตรการต่างๆ ที่อาจจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ด้วย
โดยธุรกิจที่ลดคาร์บอนได้ยาก ได้แก่ ปูนซีเมนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี เพราะใช้วัตถุดิบตั้งต้นจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้ “เปลี่ยนผ่านยาก”
ก่อนสะท้อนว่าหากธุรกิจไม่ปรับตัวหรือเปลี่ยนผ่านจะได้รับผลกระทบ ดังนี้
1. ต้นทุนการดำเนินงานพุ่งสูงขึ้น เพราะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากมาตรการทางการค้า เช่น ภาษีคาร์บอน หรือ CBAM
2. ความเสี่ยงในการสูญเสียตลาดส่งออก ถูกจำกัดการเข้าถึงตลาด สูญเสียคู่ค้าและการแข่งขันอย่างถาวร
3. ความสามารถในการแข่งขันลดลง สินค้าที่มีคาร์บอนสูงจะเสียเปรียบในการแข่งขันด้านต้นทุนและราคามากกว่าคู่แข่งในตลาดโลกที่ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า
4. ส่วนธุรกิจรายย่อยที่รู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็อาจได้รับ “ผลกระทบทางอ้อม” ในเชิงการค้า เพราะต้องรายงานไปสู่คู่ค้ารายใหญ่ว่ามีสถานะแบบไหน ทำอะไร สามารถปรับปรุงตัวเองได้แค่ไหน
ผลกระทบและการปรับตัวของภาคธุรกิจ
ด้าน คุณศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) สะท้อนถึงผลกระทบของภาคธุรกิจว่า แม้ซีพี แอ็กซ์ตร้า จะดำเนินกิจการในไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่การทำธุรกิจค้าปลีกเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายทั้งสายการผลิต
ในทางปฏิบัติจึงได้รับผลกระทบเรื่อง การปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การรายงานแจ้งที่มาของสินค้าและบริการว่ามีการปล่อยก๊ายเรือนกระจกและคาร์บอนเท่าไร ผลิตจากที่ไหน Trace กลับไปถึงต้นทางได้หรือไม่ แพ็กเกจจิ้งจัดการอย่างไร ซัพพลายเออร์ของเราได้มาตรฐานอะไร หากอยู่ในห่วงโซ่อุปทานคู่ค้าก็จะขอข้อมูลคาร์บอน และ Traceability
เรื่องที่สองคือ ต้นทุน เพราะคาร์บอนมีราคา พลังงานแพงขึ้น แพ็กเกจจิ้งถูกกำกับมากขึ้น Waste กลายเป็น Responsibility ของผู้ผลิต สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนจากเรื่อง ESG มาเป็นเรื่อง P&L (กำไรและขาดทุน) มากขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนสะท้อนว่า การไม่รู้ Carbon Data คือเรื่องที่ธุรกิจควรกังวลมากที่สุด เพราะอาจทำให้เสียลูกค้า เสียโอกาส และเสียสัญญา เปรียบเทียบกับหากรู้ปริมาณคาร์บอนจากสินค้า จะทำให้ธุรกิจคำนวณต้นทุนและบริหารจัดการได้
อย่างไรก็ดี คุณศิริพรแนะนำถึงการทำให้ความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจว่า ต้องปรับความคิด เพราะมีกติกาใหม่ในการทำธุรกิจแล้ว จากเมื่อก่อนมีแค่ Product Price ปัจจุบันเป็น Product Price และ Carbon
ดังนั้นความยั่งยืนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจและควรอยู่ในทุกกระบวนการของทุกแผนกซึ่งต้องมีตั้งแต่ฝ่ายบริหาร
จากนั้นวางกระบวนการทำงาน วิเคราะห์ปัญหาที่ต้นเหตุ วางแผนร่วมกันเชิงธุรกิจ ลงมือร่วมกันทุกฝ่าย และติดตามปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
และมีการวัดค่า KPI ว่ามีการลด Food Waste ลดต้นทุนจาก Shrink กี่บาท, ลด GHG ค่าไฟได้กี่บาท, เพิ่มเปอร์เซ็นต์การรีไซเคิล ลดค่ากำจัดขยะได้กี่บาท และเพิ่ม Inventory Turnover เพิ่มกำไร ลดต้นทุนรวมเท่าไร
สุดท้ายนี้ ธุรกิจควรลงทุนเรื่องการสร้าง Data เพื่อให้รู้ว่าปล่อยคาร์บอนจากตรงไหน ใช้พลังงานไฟฟ้าเท่าไร เพราะหากไม่มีระบบเก็บข้อมูลด้านความยั่งยืนที่ได้มาตรฐานและได้รับการรับรอง จะเสียลูกค้า หลุดจาก Supply Chain เสียโอกาสทางธุรกิจ เสียความเชื่อมั่น และต้นทุนสูงขึ้น
