Exclusive Featured SMEs

เดอะมนต์รักแม่กลอง จากสื่อท้องถิ่นสู่ ‘ร้านชำโชห่วย’ อยากให้คนกลับมารู้จักคุณค่าบ้านเกิด ผ่านกะปิ น้ำปลา และของดีจากชุมชน

ในยุคที่ทุกอย่างถูกเร่งรีบและปรุงแต่ง ความแท้จริงของท้องถิ่นกำลังกลายเป็นสิ่งที่ถูกลืมเลือน เมื่อเมืองเปลี่ยนไป คำถามสำคัญคือเราจะตั้งรับความเปลี่ยนแปลงอย่างไรโดยไม่สูญเสียตัวตน?

นั่นคือจุดเริ่มของ ‘เดอะมนต์รักแม่กลอง’ สื่อท้องถิ่นที่หวังอยากให้ทุกคนกลับมารู้จักคุณค่าที่แท้จริงของบ้านเกิด

วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปพูดคุยกับ คุณหนู–ภัทรพร อภิชิต จากสื่อท้องถิ่นที่เล่าเรื่องผ่านหน้ากระดาษ สู่การสวมบทบาทใหม่ในฐานะ ‘ร้านชำโชห่วย’ พื้นที่ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเมืองกับชนบทเข้าด้วยกัน 

โดยเอารสชาติที่แท้จริง อย่าง กะปิ น้ำปลา น้ำตาลมะพร้าว และของดีจากชุมชน มาเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของความตั้งใจ การต่อสู้ของผู้ผลิตรายย่อย และการพิทักษ์ลมหายใจของบ้านเกิดที่ไม่ยอมให้ตัวตนสูญหายไปตามกาลเวลา

จุดเริ่มต้น ‘มนต์รักแม่กลอง’

ย้อนกลับไปเมื่อราว 18 ปีก่อน คุณหนู ได้พบกับ คุณโจ-วีรวุฒิ กังวานนวกุล จึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่แม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม 

“พอไปอยู่แม่กลอง เราได้ไปเห็นบ้านเมืองที่มีทรัพยากร มีสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมาก ทำให้รู้สึกประทับใจว่ามันมีความเป็นตัวตนสูง”

ในขณะเดียวกันการเข้ามาของ ‘ตลาดน้ำอัมพวา’ ในยุคแรกเริ่มก็นำมาซึ่งสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงจากการท่องเที่ยว แต่จุดนั้นเองทำให้เกิดคำถามว่า 

“แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าการท่องเที่ยวถาโถมเข้าไปในเมืองที่รู้สึกว่ามันบริสุทธิ์ใสซื่อ ท้องถิ่นจะตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไรโดยไม่สูญเสียตัวตน?” นั่นเป็นความคิดเมื่อประมาณ 17-18 ปีที่แล้ว คุณหนูกล่าว

ก่อนจะเล่าต่อว่า “เรารู้สึกว่าเมื่อไปอยู่ที่นั่นแล้วเราอยู่เย็นเป็นสุข มีความสุข สงบ เราจะทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยบอกต่อว่าบ้านเมืองนี้มันมีคุณค่า เราไม่ได้ต้องการที่จะอนุรักษ์หรือจะสตัฟฟ์เมืองเอาไว้ เราแค่อยากให้คนอื่นเห็นคุณค่าที่แท้จริง ไม่อย่างนั้นก็จะถูกลาก ถูกพาไปตามกระแสของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เริ่มที่จะทำสื่อท้องถิ่น”

ซึ่งนี่คือปฐมบทของ “เดอะมนต์รักแม่กลอง” สื่อท้องถิ่นที่เริ่มจากการทำนิตยสาร เพื่อชวนให้คนในและนอกพื้นที่กลับมารู้จัก ‘คุณค่าที่แท้จริง’ ของบ้านเกิด

“เราเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อท้องถิ่น ในสมัยที่ทุกคนเสพสื่อกระแสหลัก ยังไม่มีโซเชียล มีแต่กระแสในเมือง นับวันคนเริ่มไม่รู้จักบ้านเมืองตัวเอง เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยากเสนอเรื่องในบ้านเมืองนั้นๆ เรื่องที่มันอยู่ในบ้านเมืองนั้นเลย แม้แต่คนในบ้านเมืองนั้นเองก็จำไม่ได้ หรือว่าลืมไปแล้ว”

จนทำเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ออกมา เป็นนิตยสารเล่มเล็กๆ พอได้ทำไปสักระยะหนึ่ง จากคนสองคนก็เริ่มมีทีมเพิ่มเข้ามา ได้แก่ ก๊อก–กึกก้อง เสือดี แล้วก็มี พี่นก–นิสา คงศรี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ด้วยความที่เป็นงานอาสาสมัคร ก็ไม่มีเงินทำหนังสือต่อ จนเว้นไประยะหนึ่ง

กระทั่งเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว เรากลับมารวมตัวกันใหม่ ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากทำต่อ แต่คงไม่กลับมานั่งทำหนังสือแล้ว

“เราอยากเล่าเรื่องผ่านผลิตภัณฑ์บางอย่างที่มันเป็นตัวสะท้อนเนื้อหาของบ้านเมืองนั้นได้”

เรื่องแรกเลยคือบ้านเมืองนี้มันมีพื้นที่ “น้ำเค็ม น้ำจืด น้ำกร่อย” อย่าง น้ำเค็ม เป็นแหล่งผลิตเกลือทะเล ก็มีการนำมาเล่าว่าบ้านเมืองนี้มีทะเล มีนาเกลือ แล้วมีความสำคัญอย่างไร หรือ น้ำกร่อย ที่เป็นแหล่งผลิตน้ำตาลมะพร้าว โดยการนำน้ำตาลมะพร้าวมาเล่าเรื่อง เพื่อให้ได้รักษาคุณค่าให้คงอยู่ ให้เป็นที่ประจักษ์ 

เครดิตภาพ : The Monrakmaeklong มนต์รักแม่กลอง

จากเรื่องราวสู่ “ร้านชำโชห่วย”

“เราเรียกตัวเองว่า ‘ร้านชำโชห่วย’ ขายกะปิ น้ำปลา เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผลิตได้ในเมืองแม่กลอง ก็เอาพวกนี้มาเป็นตัวเล่าเรื่องแทน” 

แม่กลองอยู่ในจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดของประเทศ แต่มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก จะพบว่าในพื้นที่ที่เล็กมากๆ แต่มีผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง บางทีเปลี่ยนแค่ตำบล พื้นที่ห่างกันนิดหน่อยก็ผลิตออกมาต่างกันแล้ว

“เราอยากได้ของแท้ เราไม่ได้อยากได้ของปรุงแต่ง ของทุกอย่างที่ดูเหมือนธรรมดา กะปิ น้ำปลา น้ำตาล น้ำตาลมะพร้าว มีขายเยอะแยะมากมาย แต่ว่าคนที่จะทำของแท้ 100% หาได้ยากมาก แล้วก็ต้องหาผู้ผลิตที่เรารู้สึกว่าเขามั่นใจได้ว่าเป็นสิ่งของนั้นจริงๆ ว่ามันไม่ได้ถูกแปรเปลี่ยน ปลอมปน หรือผิดเพี้ยนอะไรไป”

การเฟ้นหาผลิตภัณฑ์มาขายในร้านชำของมนต์รักแม่กลองไม่ได้ใช้วิธีการกว้านซื้อทั่วไป แต่ต้องผ่านกระบวนการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพราะหัวใจสำคัญคือ “ต้องเป็นของแท้ 100% ไม่ปลอมปน”

ในยุคที่สินค้าอุตสาหกรรมเน้นการลดต้นทุน น้ำตาลมะพร้าวส่วนใหญ่ในท้องตลาดมักถูกผสมน้ำตาลทรายเพื่อทำราคา แต่คนทำน้ำตาลแท้กลับหาได้ยากยิ่ง ทำให้ทีมมนต์รักแม่กลองต้องลงไปคลุกคลี ทำความรู้จัก และใช้เวลาศึกษาผู้ผลิตแต่ละรายอย่างใกล้ชิด

“เรารู้สึกว่าเราเอาของเขามาขาย รายได้มันเกิดกับเขา มันเป็นกำลังใจ เราอยากทำงานกับคนแบบนี้ที่เรารู้สึกว่ารายได้เป็นรูปแบบหนึ่งของกำลังใจที่มันตอบแทนเขา”

สำหรับคนที่เขาดูแลบ้านเมือง เขาดูแลสภาพแวดล้อม เขาทำการผลิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อย่าง คนทำเกลือ เป็นคนที่พยายามที่จะรักษาผืนดินนาเกลือเอาไว้ ไม่อย่างนั้นมันก็หายไป ถูกฮุบไปเป็นโรงงาน เขาทำการผลิตอย่างซื่อสัตย์ ก็จะเป็นคนแบบนี้ที่อยากช่วยขายของ 

คนที่ทำส้มโอ ชื่อ กำนันหน่อย จะเป็นตัวแทนของพื้นที่น้ำจืด ปลูกส้มโอแล้วก็มาปลูกลิ้นจี่ ก็เอาไปทำน้ำผึ้งดอกลิ้นจี่ เลือกน้ำผึ้งที่มั่นใจว่าเป็นน้ำผึ้งจากธรรมชาติ ไม่ปลอมปน ทำสวนที่ปลอดภัยจากเคมี แล้วเขาก็เป็นผู้นำชุมชนในการดูแลแหล่งน้ำ เขาเป็นคนที่มีบทบาทหลายอย่าง 

สมรภูมิเบื้องหลังเตาตาล

เบื้องหลังภาพอันสวยงามของสินค้าคราฟต์ คือการต่อสู้เพื่อปากท้องของผู้ผลิตรายย่อย ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ร้านค้าและโรงแรมปิดตัว ส่งผลให้ เตาตาล ในแม่กลองเกิดภาวะช็อก น้ำตาลมะพร้าวขายไม่ออกจนเตาตาลหลายแห่งต้องปิดตัวลง มนต์รักแม่กลองจึงได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. เพื่อเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเตาตาล เกิดเป็นโครงการที่ชื่อว่า “ยิ้มทั้งน้ำตาล”

โครงการนี้เข้าไปพยุงเตาตาล 4-5 แห่งที่พร้อมจะผลิตน้ำตาลแท้ 100% กับพวกเขา แม้ชื่อ “ยิ้มทั้งน้ำตาล” จะแปลงมาจากความเศร้าอย่าง “ยิ้มทั้งน้ำตา” แต่ก็นำพาความหวังใหม่มาสู่ชาวบ้าน

โดยให้ผู้ผลิตทำหน้าที่ผลิตสินค้าคุณภาพให้ดีที่สุด ส่วนหน้าที่การหาตลาดและการเล่าเรื่องเป็นของมนต์รักแม่กลอง

ผู้ผลิตแต่ละคนที่มนต์รักแม่กลองทำงานด้วย ไม่ได้เป็นเพียงแค่คนทำมาหากิน แต่คือ “ผู้พิทักษ์บ้านเมือง” เช่น ลุงเหลย ผู้ทำเตาตาลที่ยืนหยัดไม่ใส่สารเคมีและสารกันบูดในน้ำตาลเด็ดขาด 

หรือ ผู้ใหญ่แดง คนที่บอกว่าจะทำน้ำปลาให้เราขาย ทั้งๆ ที่ตอนแรกเขาคิดว่าเราทำเล่น แต่ก็กลายเป็นว่าเราเป็นคนซื้อน้ำปลาเขามาตลอด ทุกวันนี้เงินจากการขายน้ำปลาก็เอาไปดูแลป่า ป่าชายเลนที่แกปลูกเอาไว้ คือระยะเวลาต่างๆ มันก็พิสูจน์ตัวมันเอง 

“มันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่อยากเลิก แล้วเราขอยืนยันว่าเราเป็นสื่อ เราไม่ใช่ยี่ปั๊ว บางทีมันเหนื่อยก็ท้อ แล้วเราทำในสิ่งที่ไม่ถนัดมาก่อน แล้วเราต้องมาบริหารของชำ ในโลกของการตลาดมันก็มีความเหนื่อย ความท้ออยู่บางช่วง แต่ก็คิดว่าถ้าไม่ทำ ผู้ผลิตของเราบางส่วนก็จะเหนื่อยลงไปอีกนะ”

สะพานเชื่อมเมืองกับชนบท

หลังจากขายผ่านช่องทางออนไลน์มานาน 6 ปี เมื่อราว 1 ปีก่อน มนต์รักแม่กลองได้ตัดสินใจเปิดหน้าร้านและคาเฟ่ร้านชำขึ้นที่ย่านสัมมากร กรุงเทพฯ เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เพื่อทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเชื่อมโยงคนเมืองเข้ากับคนชนบท

โดยคาเฟ่แห่งนี้ พวกเขานำน้ำตาลมะพร้าวแท้ 100% จากแม่กลอง มาสร้างสรรค์เป็นเมนูกาแฟ เครื่องดื่ม ขนม ไอศกรีม และคาราเมลทอฟฟี่ ให้คนเมืองได้สัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ เป็นรสชาติที่หวานนวล กลมกล่อม และมีความเค็มปะแล่มปลายลิ้น ซึ่งแตกต่างจากน้ำตาลทรายอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง

ไม่โยนภาระ และทำในสิ่งที่ทำได้

เมื่อมองกลับไปตลอด 18 ปี ผลกระทบจากการท่องเที่ยวและการพัฒนาที่ขาดการวางแผนได้ทิ้งร่องรอยความสูญเสียไว้ให้แก่ธรรมชาติและทรัพยากรในแม่กลองไม่น้อย 

แต่อีกด้านหนึ่ง พี่หนูก็มองเห็นสัญญาณอันดีของ “พลังคนรุ่นใหม่” ที่เริ่มเห็นคุณค่าของบ้านเกิด ย้ายกลับมาสร้างสรรค์กิจการดีๆ และรักบ้านเมืองในแบบของตัวเอง

สำหรับอาชีพดั้งเดิมอย่างการทำนาเกลือ ทำเตาตาล หรือหมักน้ำปลาด้วยมือ ซึ่งกำลังเสี่ยงต่อการสูญหายเพราะเป็นงานหนักที่ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า 

มนต์รักแม่กลองไม่ได้เรียกร้องให้คนรุ่นใหม่ต้องมารับภาระอนุรักษ์ แต่เลือกที่จะทำหน้าที่ของคนรุ่นตัวเองให้ดีที่สุด

“เราไม่ต้องไปมอบภาระให้ใครหรอก บางทีเด็กรุ่นใหม่เขาอาจจะรู้สึกว่าทำไมต้องมาฝากความหวังไว้กับฉันด้วย… เรามีหน้าที่ต้องทำตัวเราเอง ว่าในรุ่นเรา ช่วงเวลาที่เราทำ เราทำอะไรได้บ้าง สิ่งที่พี่ทำตอนนี้ก็คือว่าพี่เห็นคุณค่าตอนนี้แล้วพี่ก็เอามันออกมาเล่าตอนนี้ที่พี่ยังอยู่ แต่อย่าให้วันหนึ่งคนข้างหน้ามาบอกว่าคนรุ่นเราไม่รักษาไว้ จนสมัยเขาหายไปแล้ว”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บทเรียนจากมนต์รักแม่กลองได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตราบใดที่ “คุณค่า” นั้นเป็นของจริง มันจะไม่มีวันหมดสิ้น และการทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเพื่อทำให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าเหล่านั้น คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาลมหายใจของท้องถิ่นให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนที่สุด

ช่องทางการติดต่อ

Facebook : The Monrakmaeklong มนต์รักแม่กลอง 

Related Posts

รู้จัก “Wongnai Genie” AI ผู้ช่วยร้านอาหาร วิเคราะห์ยอดขาย ต้นทุน-กำไร เมนูขายดี ทยอยเปิดให้ร้านค้าใช้ฟรีแล้ว