หากย้อนเวลากลับไปในวัยเด็ก ภาพของขนมขบเคี้ยวซองละ 5 บาทที่แถมของเล่นชิ้นเล็กๆ ถือเป็นความสุขที่หาได้ง่ายที่สุดของเด็กยุค 90s และหนึ่งในผู้บุกเบิกตลาดนี้ที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดีก็คือ Big One Group
แต่การเดินทางของแบรนด์ขนมในตำนานไม่ได้หยุดอยู่แค่ความทรงจำในอดีต ท่ามกลางวิกฤต การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และการส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณหมิว – ปวิตรา ทัศวิชัย CEO ของ Big One Group ที่เข้ามาบริหารและพาบริษัทก้าวผ่านจุดที่ท้าทายที่สุด จนสามารถสร้างยอดขายทะลุพันล้านบาท
จากขนมแถมของเล่นซอง 5 บาท
“โปรดักต์แรกและแบรนด์แรกของ Big One Group จริงๆ คือ ข้าวโพดอบกรอบ Bigga ที่เป็นซองสีน้ำตาล แล้วก็ขนมช็อกโกแลตเป็นรูปข้อ อันนั้นเป็นออริจินัล ที่ทุกวันนี้ยังขายอยู่” คุณหมิวเล่าถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์
ในรุ่นของคุณพ่อซึ่งเป็นรุ่นแรก ซึ่งถือเป็นยุคที่สร้างชื่อเสียงให้ Big One อย่างมาก ยุคนั้นคือยุคของขนมซอง 5 บาท ที่แถมของเล่นเล็กๆ 1 ชิ้น ซึ่ง Big One ก็เป็นหนึ่งในเจ้าแรกๆ ที่ทำธุรกิจลักษณะนี้
คุณหมิวเล่า “เมื่อก่อนขนม 5 บาท ได้ฟิกเกอร์เป็นตัวเลย ตอนนี้เราก็ยังคงคอนเซ็ปต์ความเป็น Big One ที่พ่อพี่หมิวเคยวางไว้อยู่เหมือนเดิม แล้วตอนนั้นต้อง 5 บาทเท่านั้น 6 บาทไม่ได้นะ คุณจะทำโปรดักต์ดีแค่ไหน จะมีลิขสิทธิ์หรือไม่ ต้อง 5 บาทเท่านั้น”
ในรุ่นของคุณพ่อ ขนมซอง 5 บาทขายดีมาก ขายดีจนสามารถทำให้ครอบครัวลืมตาอ้าปากได้ ทำให้ลูกๆ ทั้ง 5 คนมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ตอนเด็กๆ เราค่อนข้างผูกพันกับช่อง 9 การ์ตูน ไม่รู้ว่าทันยุคพี่นัทน้องนพหรือเปล่า ก็เป็นเพื่อนกันมา เราก็จะวิ่งเข้าไปบ้าง เพราะบิ๊กวันก็จะเป็นสปอนเซอร์ อันนั้นคือความสนุกตอนเด็ก”
แม้ชีวิตในวัยเด็กจะสนุกสนาน แต่เมื่อโตขึ้น การถูกปลูกฝังให้เรียนรู้ธุรกิจครอบครัวก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเข้มงวดโดยที่คุณหมิวไม่ทันตั้งตัว
“คุณพ่อเป็นคนดุมาก พออายุ 15 ปุ๊บ ทุกวันเสาร์ต้องมาอยู่ที่นี่ ต้องเข้าโรงงาน 09.00-12.00 น. ห้ามไปไหน มานั่งเฉยๆ แต่ต้องมา ต้องฟัง ต้องรู้”
เมื่อเวลาผ่านไป บทเรียนในห้องทำงานตอนเด็กกลับกลายเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่สุดในชีวิตการบริหาร
“พอมองย้อนกลับมาวันนี้หมิวรู้สึกโชคดีมาก เราเคยฟังคุณพ่อพูดแบบนั้นแบบนี้ เมื่อมันมีวิกฤต มันก็ค่อยๆ นึกย้อนกลับมาว่าเราเคยฟังคุณพ่อหรือว่าทีมบริหารเก่าๆ เขาพูดว่าอะไรบ้าง”
จุดเปลี่ยนสำคัญ
“ตอนนั้นคุณพ่อหมิวเสียกะทันหัน กว่าจะรู้ข่าว เรามีเวลาตั้งตัวกันประมาณ 6 เดือน”
ในยุคที่สินค้า 5 บาทขายดีมากๆ ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงเติบโตขึ้นตลอดเวลา แต่ราคาขายปลีกไม่สามารถปรับเกิน 5 บาทได้
สิ่งที่บริษัททำในตอนนั้นคือการเน้นขาย Volume ยิ่งกำไรน้อย ยิ่งต้องดันสินค้าอัดใส่ตลาดให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิด Economy of Scale และทำให้ต้นทุนต่ำลง
แต่ทว่าในอุตสาหกรรมขนม ไม่ใช่ทุกโปรดักต์จะเป็น Success Product และอุตสาหกรรมนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ สามารถรับคืนได้ 100%
“เราส่งไปเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ขายไม่ได้ก็ต้องรับคืนหมด ถ้ามันเกิดแบบนี้ซ้ำๆ มันกิน Cash Flow บริษัทเยอะมาก บริษัทนี้ทำมา 30 ปี เราขาย 5 บาทตลอด ขณะที่วัตถุดิบพุ่งขึ้นๆ เพราะฉะนั้นวันที่หมิวรับช่วงต่อ บริษัทอยู่ในจุดการเงินที่ไม่ดีเลย เรารู้เลยว่าแย่แน่ๆ ถ้าเรายังทำธุรกิจแบบเดิมๆ”
ความท้าทายในวันนั้นไม่ได้มีเพียงเรื่องตัวเลขทางการเงิน แต่ยังเป็นการสูญเสียหัวเรือใหญ่ของบริษัทไปพร้อมกัน
“ความโชคไม่ดีก็คือเราเสียหัวเรือหลักของบริษัทไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะถามว่าท้าทายไหม สำหรับเราในชีวิตที่ทำมา คิดว่าจุดนั้นเป็นจุดที่ท้าทายที่สุด ในฐานะลูกสาวคนโต และในฐานะคนที่ต้องรับช่วงบริษัทต่อ”
คุณหมิวนึกย้อนไปถึงวันแรกๆ “เราก็เข้ามาออฟฟิศ พนักงานเขาก็หวั่นๆ เด็กคนนี้อะไร ทำได้แค่ไหนก็ไม่รู้ อีกตั้งกี่ร้อยชีวิตที่เราต้องดูแล เราก็หยิบกระดาษมาเขียนว่า มันพลาดกันไปตรงไหน จากวันที่เราเคยใช้ชีวิตสุขสบายสุดๆ รถยุโรปหมด ขายหมด เหลือรถญี่ปุ่น แล้วมันก็ยังขายดีเทน้ำเทท่า แล้วอะไรมันจะไปพลาดตรงไหน เลยคิดว่าถ้ายังทำสินค้า 5 บาทอยู่เมื่อไหร่เราจะปลดหนี้หมด ไม่หมดแน่ๆ เลย แล้วทำยังไงให้เราขายสินค้าเกิน 5 บาทได้”
การเดินทางสู่ร้านสะดวกซื้อ
คำถามสำคัญของคุณหมิวในตอนนั้นคือ “เรากลับมาดูว่าตอนเด็กๆ เราชอบอะไร แล้วเราอยากขายเกิน 5 บาท เราต้องไปไหน”
เป้าหมายใหม่จึงเป็นการพาสินค้าเข้าจำหน่ายในร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven
“เอ๊ะ เซเว่น เขาจะสนใจขายของเราไหมนะ มันก็เริ่มจากการที่โทร.ไปเลย เปิดเลย พิมพ์ว่าอยากขายของเซเว่นทำไงคะ โทร.ไป เมลไป ไม่มีใครตอบเราเลย แต่เราเข้าใจเพราะวันนั้นบิ๊กวันเป็นบริษัทเล็กมาก”
แม้จะไม่มีใครตอบรับ แต่คุณหมิวไม่ยอมแพ้ เธอเริ่มทดลองทำโปรดักต์ตัวอย่างด้วยตัวเอง นำกระดาษมาตัดทำ Mock Up ดึงงานลิขสิทธิ์และสติกเกอร์ที่เคยชอบในวัยเด็กกลับมาทบทวนดูใหม่
“ลองติดต่อโรงงานไป เอ๊ะ ทำได้ ต้นทุนไม่ยาก เคาะต้นทุน ใส่ขนม เฮ้ยทำได้ เราไม่เห็นต้องขายสติกเกอร์แผ่นละ 99 เลย เราขาย 20 บาทก็ได้กำไรเหมือนกัน ลองดู ลองสู้ดู แต่เซเว่นเขาไม่อยากคุยกับเรา ทำไงดี ไปยืนรอ จนพี่ยามจำหน้าได้ แล้ววันหนึ่งก็โชคชะตาฟ้าเป็นใจ”
สินค้าเพื่อ “Gen Y มีปม”
การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่นี้ นำไปสู่สินค้าที่คุณหมิวเรียกว่า สินค้าสำหรับ Gen Y มีปม
“สินค้า Big One ทำมาเพื่อสนอง Gen Y มีปม แล้วเจนวายมีปม คือเราในอดีตนี่แหละ พอเราทำโปรดักต์ออกมา ก็ทำให้ได้รู้ว่า อ๋อ คนแบบชั้นนี่มันก็เยอะเหมือนกันเนอะ คนที่แบบว่าเมื่อก่อนกว่าจะได้ยางลบคิตตี้อันหนึ่ง มันช่างเกินเอื้อมจังเลย นี่แหละเป็นจุดที่เราค่อยๆ จับ ค่อยๆ แต่งสินค้า จนมาเป็นบิ๊กวันทุกวันนี้”
ภายใต้ร่มใหญ่ของ Big One บริษัทไม่ได้ทำเพียงแค่สินค้าลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่ยังมี Hero Product อย่าง Bigga, OK thin biscuit และ Biskio ซึ่งแต่ละแบรนด์ตอบโจทย์และเสิร์ฟตลาดที่แตกต่างกันออกไป
“OK thin biscuit จะเป็นตัวแรกๆ เลย แล้วก็ยังอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็มาจับเป็นโปรเจ็กต์ลิขสิทธิ์ แป้กบ้าง เวิร์กบ้าง ก็ค่อยๆ จับทางลูกค้ากันไป”
ปรากฏการณ์ “มอนชิชิ”
หนึ่งในโปรเจ็กต์ลิขสิทธิ์ที่สร้างกระแสอย่างถล่มทลายในปัจจุบันคือ Monchhichi (มอนชิชิ)
“ขายดีมากๆ จนเกิดกระแสขับรถวิ่งตามหาตามเซเว่นฯ ก็ต้องขอบคุณคุณลูกค้าจริงๆ มอนชิชิเป็นโปรเจ็กต์ที่ไม่ได้รอรอบส่งเลยอะ PO เข้าตลอดเลย คือโรงงานก็คือ Run Full Cap เพื่อจะได้ฟีดสินค้าให้ลูกค้าได้ทันที”
คุณหมิวมองว่าธุรกิจของ Big One มีลักษณะกึ่งๆ สินค้าแฟชั่น ที่เทรนด์มาแล้วก็ไป ความยากจึงอยู่ที่การกะจังหวะเทรนด์ และการเตรียมความพร้อมของโรงงาน
“ความยากของ Big One ก็คือ กะว่าเทรนด์จะมาตอนไหนไม่พอ โรงงานต้องตั้งรับด้วย ถ้า PO ทะลัก คนต้องพอ ถ้าบังเอิญว่าออร์เดอร์ไม่ได้มาอย่างที่คิด เราก็ต้องมีงานให้ลูกน้องทำตลอดเวลา อันนี้เป็นชาเลนจ์ของธุรกิจลักษณะแบบที่บิ๊กวันทำ”
คุณภาพ ราคา และความจริงใจ
สิ่งที่ทำให้ Big One ยืนหนึ่งในใจผู้บริโภค คือเรื่องของ คุณภาพ ลิขสิทธิ์ที่ถูกต้อง และอาร์ตเวิร์กที่สวยงาม
คุณหมิวมักจะพูดกับทีมงานเสมอว่า สิ่งที่อยากได้ยินจากลูกค้ามากที่สุดคือคำว่า “ใช่หรอ ราคาแค่นี้เองหรอ” เพราะคำนี้คือสัญญาณที่บอกว่ามาถูกทางแล้ว
ดีเทลและความพิถีพิถันของ Big One ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อโดยตรง ในอดีตซองขนมของ Big One มักถูกทักเสมอว่านึกว่าขนมจากญี่ปุ่น เพราะความใส่ใจในงานพิมพ์และการออกแบบ
ในเรื่องของคุณภาพพรีเมียมและความถูกต้องของลิขสิทธิ์ คุณหมิวจริงจังถึงขั้นไม่มีคำว่าปล่อยผ่าน
“เรื่องสีเราซีเรียสมาก ต้องไม่มี เอ๊ะ แน่ใจนะว่านี่ของแท้ ต้องไม่มีคำถามนี้กับพรีเมียมของบิ๊กวันเด็ดขาด เช่น สีชมพูมีได้กี่ชมพู บ้านบิ๊กวันมี 200 ชมพู
ถึงแม้บางโปรดักต์มันออกมาดูแบบ อ้อ ที่รัดผม แต่ในที่รัดผมนั้นอะ เราใช้เวลาในการเลือกและลงทุนในการลองหลายๆ แบบ ว่าแบบไหนที่มันถูกใจเราและลูกค้าที่สุด”
นอกจากสินค้าของตัวเองแล้ว Big One ยังเป็น Exclusive Distributor ให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Bandai รวมถึงการนำเข้าตู้กาชาปองทั่วประเทศ และผลิตสินค้าส่งออกต่างประเทศอีกด้วย
คุณหมิวเล่าถึงความยากในการทำธุรกิจตู้กาชาปองในไทยว่า “ถ้าสมมติว่าไปหยอดตู้กาชาปองที่ญี่ปุ่น มันหยอดเงินสด 100 เยน 200 เยน 300 เยน มันง่าย แต่บ้านเราหยอดเหรียญสิบ 5-6 เหรียญไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันต้องมีตู้ มีของ มี Token และมีเงินสด เท่ากับธุรกิจ 3 ขาทันที มันยากในการ Operate มาก คุณจะตัดสต๊อกจากอะไร ทุกอย่างมันเป็น Community หมด เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นส่วนที่บิ๊กวัน คุณพ่อพี่บิ๊กและ Operate ได้ดี แล้วก็เลยเติบโตจนมาถึงทุกวันนี้”
กลยุทธ์เลือก IP ลิขสิทธิ์
ในการเลือก Character หรือ IP ลิขสิทธิ์มาทำโปรดักต์ คุณหมิวใช้ทั้ง Gut Feeling เทรนด์ และเสียงตอบรับจากลูกค้า
การเจรจาขอซื้อ IP ระดับ High Class เพื่อมาอยู่บนสินค้าแมส คุณหมิวเน้นเสนอ Strength เรื่องความเข้าถึงและการรักษาภาพลักษณ์
“ถ้าเขาจะยอมให้เอามอนชิชิมาอยู่บนโปรดักต์ เราให้อะไรเขาได้บ้าง เราให้ความเข้าถึง เราให้มอนชิชิได้เป็นที่รักของกลุ่มคนที่กว้างขึ้น แล้วเราจะดูแลน้องคนนี้อย่างดี คุณจะลืมไปเลยว่า อันนี้สินค้า 49 บาทเองหรอ 79 บาทเองหรอ ช่วยอย่าดู Retail price ของหมิวได้ไหม ช่วยดู Quality ที่หมิวทำได้ไหม”
เช่นเดียวกับ Powerpuff Girls ที่ Big One ได้ทำเป็นเจ้าแรกๆ ต่อจาก Pop Mart โดยสัญญาว่าจะทำให้แบรนด์มีแต่ดีขึ้น
นอกจากนี้ การวางสินค้าบนชั้นวาง ยังต้องสร้างความฟินและตื่นตาตื่นใจให้ลูกค้า
“ถ้าสังเกตสินค้าบิ๊กวันไม่มีการเข้าไปตัวเดียว ถ้ามอนชิชิต้องมอนชิชิแบบระเบิดฟีด ระเบิดเชลฟ์ มันเป็นความฟินของเราด้วยนะ เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกว่า เฮ้ย ได้เลือกได้จับได้มอง ได้เขย่าได้ส่อง เข้าไปแล้วมันแบบละลานตา เราก็พยายามจะสร้างความรู้สึกแบบนี้ โปรดักต์ก็เลยต้องเยอะ ขนมก็ต้องเยอะ”
และเพื่อรักษาคุณค่าของสินค้า Big One ยังใช้วิธี ลิมิตจำนวนการผลิต หมดแล้วหมดเลย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการสะสม และทำให้ลูกค้ารู้สึกถึง Value ของสิ่งที่ครอบครอง
การยืนหยัดท่ามกลางการ Disrupt และเป้าหมายสู่อนาคต
ในปัจจุบัน อุตสาหกรรม Confectionary โดน Disrupt อย่างหนักจากขนมราคาต่ำหรือของเลียนแบบที่ทะลักเข้ามาในตลาด แต่ Big One ยังคงรักษาสถานะได้อย่างแข็งแกร่งด้วยคุณภาพ ความซื่อสัตย์ และการต่อสู้ด้วยมาตรฐาน FDA/อย. และลิขสิทธิ์ที่ถูกต้อง
“พอลูกค้าเห็นว่ามันเป็นของบิ๊กวัน ลูกค้ายังยินดีที่จะจ่ายแพงขึ้นอีกนิดหน่อย ลูกค้ายังเข้าใจว่าสินค้าของเราจะเป็น อย. เป็น FDA คือเราใส่มาให้ครบ ลิขสิทธิ์ถูกต้อง ถึงแม้วงการขนมจะโดน disrupt แต่บิ๊กวันยังคงพื้นที่ของตัวเองได้อย่างแข็งแรงด้วยคุณภาพจริงๆ ค่ะ”
จากวันที่เคยขายขนมซอง 5 บาท และไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ วันนี้ Big One สามารถขายสินค้าในราคา 199 บาทได้อย่างสบาย เพราะลูกค้ามีความมั่นใจว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีมูลค่าเกินกว่าเงินที่จ่ายไป
ผลลัพธ์ของความตั้งใจและความทุ่มเท ส่งผลให้ Big One Group เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี
“ปีที่แล้วยอดขายเราน่าจะทะลุพันสามไปนิดหน่อย ก็คาดหวังว่าปีที่เราจะปิดได้เติบโตมากกว่าเดิม”
ตลอดเส้นทางการบริหาร สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณหมิวใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจและถ่ายทอดให้กับทุกคนเสมอคือ “เสียอะไรก็ได้ แต่อย่าเสียกำลังใจ”
“คำนี้มันพาเราผ่านช่วงมืดของชีวิตมาหลายอย่าง เพราะถ้าคุณหมดกำลังใจ คุณจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ถ้าคุณไม่เหลืออะไรเลย แต่คุณยังฮึดสู้ มันมีทางออกเสมอ”
