บทความโดย สุภัทรา
แบรนด์ที่คนเอ๊ะตั้งแต่ชื่อ พยายามจะอ่านออกเสียงแต่ก็กลืนคำพูดลงคอไป แต่ก็แอบกระหายใคร่รู้ว่าแบรนด์มันอ่านออกเสียงอย่างที่เราเข้าใจใช่หรือไม่?
นั่นแปลว่าแบรนด์ประสบความสำเร็จตั้งแต่ต้นในการดึงความสนใจของผู้บริโภคได้ตั้งแต่เปิดตัว
NUTS, YES! อ่านว่า “นัทส์ เยส” ด้วยการวางคำภาษาอังกฤษที่มีความหมายตรงตัวว่า “ถั่ว” และ “ใช่” เข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ไปพ้องเสียงกับประโยคที่สุ่มเสี่ยงจะสื่อไปในเชิงสองแง่สองง่าม ทำให้คนสะดุดตั้งแต่ชื่อแบรนด์ รู้ไหมว่ามันแอบแฝงกลยุทธ์การตลาดอันแยบยลไว้ในเบื้องหลัง
ก่อนอื่นต้องเล่าก่อนว่า แบรนด์ชื่อปั่น NUTS, YES! ไม่ใช่น้องใหม่โนเนมแต่อยู่ภายใต้ Yoguruto ดำเนินงานภายใต้ บริษัท โยคุ กรุ๊ป จำกัด ที่ประสบความสำเร็จในตลาดโยเกิร์ตสดปั่น (Yogurt Smoothies) และครั้งนี้กับ NUTS, YES! เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่ยกให้ “ถั่ว” เป็นหัวใจสำคัญของรสชาติ โดยนำความหอม มัน และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของถั่วแต่ละชนิดมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “Everything tastes better with a little nutty twist” หรือการเติมลูกเล่นจากถั่วเพื่อทำให้เครื่องดื่มแก้วเดิมมีมิติและน่าสนใจยิ่งขึ้น
แบรนด์นำเสนอเครื่องดื่มนมโอ๊ตผสมนมถั่ว โดยมีทั้งเมนูที่เลือกได้ในรูปแบบ Vegan และ Non-Vegan ครอบคลุมเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ กาแฟ Cold Brew และมัตจะ
กลยุทธ์การตั้งชื่อแบรนด์
ในโลกธุรกิจ ชื่อแบรนด์ไม่ใช่เพียงป้ายที่ใช้เรียกสินค้า แต่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบแรกที่กำหนดว่าผู้บริโภคจะรับรู้ จดจำ และพูดถึงแบรนด์นั้นอย่างไร การที่แบรนด์ตั้งชื่อกำกวมหรือใช้คำที่มีความหมายหลายแง่ มีเลศนัย หรือไม่บอกตรงๆ ว่าขายอะไร มักเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดและการสร้างแบรนด์ที่มีเป้าหมายซ่อนอยู่หลายประการ ดังนี้
1.เปิดกว้างสำหรับการขยายธุรกิจ (Future-Proofing / Scalability) ในกรณีที่เป็นชื่อกว้าง ๆ ภาพรวม หากตั้งชื่อที่บอกตรงๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวต้มยำคุณแม่ แล้ววันหนึ่งแบรนด์อยากขยับไปขายสเต็กหรือเปิดโรงแรม ชื่อนั้นจะกลายเป็นกรอบจำกัดทันที แต่ถ้าใช้ชื่อกำกวมหรือนามธรรม จะรองรับการแตกไลน์สินค้าใหม่ๆ ได้ในอนาคต
2.สร้างความสงสัยใคร่รู้ (Curiosity & Intrigue) ความกำกวมส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดคำถามว่าแบรนด์นี้มันคืออะไร ซึ่งกลไกนี้จะกระตุ้นให้คนค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม พูดคุยบอกต่อ หรือเกิดไวรัลได้ง่ายกว่าชื่อที่เฉลยทุกอย่างตั้งแต่วินาทีแรก
3.สร้างความโดดเด่นและจดลิขสิทธิ์ง่าย (Distinctiveness & Trademark) คำที่กำกวมหรือคำที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่มักจะไม่ค่อยซ้ำใคร ทำให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ง่ายกว่าการใช้คำสามัญทั่วไปที่คนใช้อยู่เต็มตลาด แต่ไม่ได้หมายความว่าชื่อกำกวมทุกชื่อจะจดทะเบียนได้ง่ายหรือได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องตรวจสอบความเหมือน ความคล้าย และเงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แล้วการตั้งชื่อกำกวมอยู่ในสมการไหนของกลยุทธ์
การตั้งชื่อกำกวมนั้นมีตัวอย่างแบรนด์ดังที่เห็นได้ชัดคือ Apple ซึ่งใช้ชื่อผลไม้กับธุรกิจเทคโนโลยี หรือ Amazon ที่ใช้ชื่อแม่น้ำสายสำคัญของโลกกับธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ ชื่อเหล่านี้ไม่ได้บอกประเภทสินค้าโดยตรง แต่สามารถสร้างความหมายขึ้นมาได้จากประสบการณ์ ภาพลักษณ์ และการสื่อสารที่แบรนด์สะสมในระยะยาว
–การใช้ชื่อกระตุ้นจินตนาการ (Suggestive / Evocative Branding)
แทนที่จะบอกตรงๆ ว่าขายอะไร อย่างเช่น ร้านก๋วยเตี๋ยว, ร้านรองเท้า ระบุตรง ๆ ไปเลย แต่แบรนด์เลือกใช้คำที่มีความหมายกว้างๆ หรือเป็นนามธรรม เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึง “อารมณ์” (Vibe) หรือไลฟ์สไตล์ ช่วยให้แบรนด์ดูมีมิติ น่าค้นหา และจดจำได้ง่ายผ่านความรู้สึก
–การสร้างความอยากรู้และกระแส (Curiosity & Buzz Marketing)
ชื่อที่อ่านแล้วงงหรือตีความได้หลายทาง มักจะกระตุ้นให้เกิดคำถามว่า “มันคืออะไร?” หรือ “แปลว่าอะไร?” ซึ่งในยุคโซเชียลมีเดีย ความสงสัยนี้กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีที่ทำให้คนพูดถึง แชร์ หรือถกเถียงกัน จนเกิดเป็นไวรัลและสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) ได้รวดเร็ว แต่การสร้าง Buzz ที่มีคุณค่าทางธุรกิจต้องไปไกลกว่าการทำให้คนพูดถึงชื่อ เพราะเป้าหมายที่สำคัญกว่าคือทำให้ผู้บริโภคจำได้ว่าแบรนด์ขายอะไร มีจุดเด่นอย่างไร และมีเหตุผลอะไรที่ควรกลับมาซื้อซ้ำ
-การสร้างความแตกต่างไม่เหมือนใคร (Differentiation)
ในตลาดที่มีคู่แข่งเยอะ การใช้ชื่อที่ไม่อธิบายตัวเองตรงๆ จะช่วยฉีกตัวออกจากแบรนด์ทั่วไปที่ใช้ชื่อแบบบรรยาย (Descriptive Name) ทำให้ดูมีความเป็นศิลปะ มีระดับ หรือมีความเป็นสากลมากขึ้น
ในกรณีของ NUTS, YES! การที่แบรนด์ตั้งชื่อแบบกำกวม (Ambiguous Name) หรือชื่อที่ตีความได้หลายแบบ เป็นเพราะแบรนด์เครื่องดื่มเบสถั่วน้องใหม่นี้ เลือกสร้างการจดจำด้วยชื่อที่ชวนให้หยุดคิด ก่อนพาผู้บริโภคไปค้นพบตัวตนผ่านเครื่องดื่มนมโอ๊ตผสมนมถั่วที่ต้องการเปลี่ยนเครื่องดื่มแก้วเดิมให้ไม่เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังในการจะใช้กลยุทธ์นี้แบรนด์ควรรู้ว่าชื่อที่กำกวมไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป เพราะความแปลกใหม่ต้องมาพร้อมความสามารถในการจดจำ การออกเสียง และการเชื่อมโยงกลับไปยังตัวสินค้าได้ ต้นทุนการสื่อสารจึงสูงขึ้น เนื่องจากช่วงแรกที่เปิดตัว แบรนด์ต้องเหนื่อยกว่าปกติในการอธิบายให้ลูกค้าฟังว่า เราคือใคร และขายอะไร ตลอดจนเสี่ยงต่อการจดจำผิดหรือกลุ่มเป้าหมายสับสน เพราะหากกำกวมเกินไปจนลูกค้ารู้สึกเข้าถึงยากหรือไม่เข้าใจคุณค่า อาจทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจได้
สุดท้ายนี้ สำหรับสาขาแรก NUTS, YES! เปิดให้บริการที่ The Street Ratchada ชั้น 1 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 โดยมีราคาเครื่องดื่มเริ่มต้น 59 บาท
