Exclusive Featured SMEs

เปลี่ยนภาพจำผ้าถุงแบบเดิมๆ “Ketsarin” แบรนด์ผ้าถุงปักมือ 100% เปิด 6 เดือน ออร์เดอร์ทะลุ 300 ตัว

ในช่วงนี้เทรนด์การอนุรักษ์ความเป็นไทยกำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปถือดอกบัว การนำมาลัยมาร้อยเกล้าผม หรือการหยิบผ้าถุงมาแมตช์ใส่ในชีวิตประจำวัน

วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “Ketsarin (เกศริน)” แบรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่จะมาเปลี่ยนภาพจำของผ้าถุงให้ดูโมเดิร์นและเข้าถึงง่าย แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างลงตัว

โดยผู้อยู่เบื้องหลังงานดีไซน์นี้คือ คุณหวาน-เกศริน สายส่อ ผู้หลงรักงานประดิดประดอยมาตั้งแต่วัยเด็ก จนสามารถต่อยอดความชอบส่วนตัวให้กลายเป็นอาชีพ สร้างยอดขายได้มากกว่า 300 ตัว ภายในเวลา 6 เดือนตั้งแต่เปิดตัวแบรนด์

คุณหวาน-เกศริน สายส่อ เจ้าของ Ketsarin (เกศริน)

จากความชอบส่วนตัว สู่จุดเริ่มต้นของแบรนด์

ในอดีตคุณหวานเคยทำงานเป็นสาวเก็บผลไม้และปลูกผักตามฤดูกาลอยู่ที่ประเทศนอร์เวย์ ทั้งยังเคยทำงานในร้านอาหารฝรั่งชื่อดังในเมืองพัทยา ก่อนจะผันตัวมาสร้างแบรนด์แฟชั่นของตัวเอง

จุดเริ่มต้นแบรนด์เกศรินเกิดจากกระแสช่วงสงกรานต์ที่มีคนนำผ้าถุงมาตัดเย็บเป็นกระโปรง ด้วยความที่คุณหวานเป็นคนชอบงานประดิดประดอยอยู่แล้ว เธอจึงลองนำผ้าถุงมาตัดเป็นกระโปรงใส่เอง พร้อมอัดคลิปลง TikTok 

ผลลัพธ์คือได้รับความสนใจเกินคาด มีผู้คนทักเข้ามาสอบถามเป็นจำนวนมาก เธอจึงเริ่มเห็นโอกาสทางธุรกิจและเปิดรับออร์เดอร์ในที่สุด

“ช่วงแรกที่มีลูกค้าเข้ามาตื่นเต้นและดีใจมากค่ะ เพราะตอนเริ่มต้นเราไม่คิดว่าจะมีคนสนใจมากขนาดนี้ ทุกคนที่ปักผ้าไม่มีใครทำเป็นมาก่อน แต่ทุกคนเรียนรู้และมีใจรัก เลยอยากนำงานฝีมือของพี่ๆ ในชุมชนออกมาให้คนได้เห็นมากขึ้น”

เรียนรู้จากการลงมือทำ พร้อมต้นทุนหลักหมื่น

เนื่องจากเธอไม่ได้จบด้านแฟชั่นมาโดยตรง ทำให้ทุกขั้นตอนการผลิตจึงต้องอาศัยการศึกษาและเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การคัดเลือกเนื้อผ้า เทคนิคการตัดเย็บ ไปจนถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์ลงบนโซเชียลมีเดีย

ในช่วงเริ่มต้น เธอลงมือทำด้วยเงินทุนประมาณ 10,000–20,000 บาท โดยเริ่มจากกระโปรงแบบเรียบก่อน แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มรายละเอียดด้วยงานปักลูกปัด ซึ่งอาศัยการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง

แน่นอนว่าเส้นทางนี้ไม่ได้มีแค่โอกาส แต่เธอต้องเผชิญกับความกังวลในหลายๆ ด้านช่วงเริ่มต้น

“ช่วงเริ่มทำแบรนด์ก็กังวลหลายเรื่องค่ะ มีทั้งเรื่องเงินทุน เรื่องการผลิต และไม่รู้ว่าลูกค้าจะสนใจงานของเราไหม เพราะช่วงแรกๆ เราทำเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผ้า คุยกับช่างตัดผ้า ทำคอนเทนต์ หรือตอบลูกค้า แต่ก็พยายามสู้ เรียนรู้ แก้ปัญหา และปรับปรุงไปเรื่อยๆ ค่ะ”

เพิ่มมูลค่าด้วยงานปักมือ

จุดเด่นของ Ketsarin ไม่ใช่แค่การนำผ้าถุงมาเปลี่ยนดีไซน์ให้ดูโมเดิร์นขึ้น แต่เปิดโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการออกแบบ เพราะลูกค้าสามารถเลือกลายผ้า รูปแบบกระโปรง รอบเอว สะโพก และความยาวให้เหมาะกับแฟชั่นของตัวเองได้

ในส่วนของราคา กระโปรงผ้าถุงแบบไม่ปัก เริ่มต้นที่ 890 บาท ส่วนรุ่นที่เพิ่มรายละเอียดงานลูกปัดจะเริ่มต้นประมาณ 1,990 บาท 

เนื่องจากงานปักเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้เวลา ความอดทน และความประณีตสูงในการร้อยลูกปัดทีละเม็ด ซึ่งใช้เวลาทำเฉพาะงานปักถึง 3–4 ชั่วโมง แต่ยังไม่รวมขั้นตอนการตัดและเย็บ ทางแบรนด์จึงมีการแจ้งระยะเวลาการรอสินค้าไว้ที่ประมาณ 4–6 วัน

ในส่วนของผ้าถุงที่นำมาใช้ส่วนใหญ่สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเลือกใช้ แบรนด์เจ้าหญิง ที่นำเข้าจากประเทศอินโดนีเซียเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการใช้ผ้าจากแบรนด์ไทยบ้าง

จากการทำงานคนเดียว สู่ทีมชุมชน 7 คน

เมื่อคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น การผลิตสินค้าก็เยอะขึ้นตาม เธอจึงชวนคนในหมู่บ้านที่มีทักษะ หรือสนใจงานฝีมือให้เข้ามาเรียนรู้การตัดเย็บ และงานปักลูกปัดเพื่อมาช่วยกันผลิตสินค้า 

ปัจจุบันแบรนด์ Ketsarin มีทีมงานในชุมชนประมาณ 7 คน พร้อมด้วยคุณแม่ที่เข้ามาช่วยดูแลงานบางส่วน นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนในหมู่บ้านเข้ามาทำงานพาร์ตไทม์ในส่วนที่ช่วยได้ เพื่อเป็นรายได้พิเศษสำหรับค่าขนม

เธอเล่าว่า “จากที่ได้คุยและถามเขาก่อนหน้านี้ เขาบอกว่าแต่ก่อนอยู่บ้านทำนา รายได้ไม่ค่อยมี แต่หลังจากที่มาทำงานกับเราก็เหมือนเป็นรายได้หลักในการไปใช้จ่ายในครอบครัวและส่งลูกเรียน” 

สิ่งเหล่านี้นอกจากการขยายตัวของแบรนด์ ยังเป็นการสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับคนในชุมชนอีกด้วย

เมื่อผ้าถุงไปปรากฏในมิวสิกวิดีโอ 

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของแบรนด์ คือการที่วง Badi z ได้นำกระโปรงของ Ketsarin ไปสวมใส่ในมิวสิกวิดีโอเพลง Moonlight ซึ่งเป็นซิงเกิลที่ 2 ของวง โดยได้รับโอกาสจาก คุณมิกซ์ เฉลิมศรี เจ้าของค่าย Wanlove MUSIC ที่เป็นผู้ติดต่อเข้ามาด้วยตัวเอง

เดิมทีเธอไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์อะไรมากมาย แต่เมื่อได้ชมเอ็มวีจริง เธอกลับรู้สึกประทับใจเกินคาด และดีใจเป็นอย่างมากที่แบรนด์ไทยเล็กๆ ได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอวัฒนธรรมไทยผ่านแฟชั่น

“หลังจากมิวสิกวิดีโอเผยแพร่ออกไป แบรนด์ก็ได้รับความสนใจจากอินฟลูเอนเซอร์ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ทักเข้ามาขอรับกระโปรงไปรีวิวในลักษณะการแลกเปลี่ยน เนื่องจากแบรนด์ยังเป็นธุรกิจขนาดเล็กและไม่มีงบประมาณสำหรับทำการตลาดในส่วนนี้” 

ในขณะเดียวกัน กลุ่มลูกค้าของแบรนด์ไม่ได้มีแค่คนไทยเท่านั้น แต่ยังมีชาวต่างชาติรวมถึงคนไทยที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ ที่รู้จักสินค้าผ่านทาง Instagram และติดต่อเข้ามาสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง 

เป้าหมายของการเติบโต

ปัจจุบันแบรนด์เน้นจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ได้แก่ Instagram และ TikTok ในชื่อบัญชี Ketsarin.official เพื่อใช้สื่อสารและนำเสนอสินค้าแก่ลูกค้า และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการสั่งซื้อให้กับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

แพตเทิร์นหลักของทางแบรนด์ตอนนี้มีอยู่ 2 ทรง คือ ทรงเอ และ กระโปรงยาวทรงเฉียง ซึ่งนอกจากสินค้าที่เป็นงานโฮมเมดแล้ว แบรนด์ยังได้สั่งตัดกับโรงงานเพิ่มเติมสำหรับดีไซน์ที่มีกางเกงซับในด้านในอีกด้วย

สำหรับแผนในอนาคต เธอมีแนวคิดที่จะขยายไลน์สินค้าไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น กระเป๋าจากผ้าลายไทย ที่มีดีไซน์เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของวัยรุ่น แต่ตอนนี้เธอยังต้องโฟกัสให้กับการพัฒนาสินค้าหลักของแบรนด์ให้แข็งแรงก่อน

“เราอยากให้ Ketsarin กลายเป็นเเบรนด์ไทยที่เติบโต และเป็นที่รู้จักในระดับสากล เราอยากให้คนจดจำแบรนด์จากดีไซน์ คุณภาพ และรายละเอียดของงานฝีมือ ไม่ได้จำแค่เราเอาผ้าถุงมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเท่านั้น และอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการสร้างโอกาสให้กับคนในชุมชน เราอยากให้แบรนด์ เติบโตไปพร้อมกับทีมงาน และสามารถสร้างรายได้ให้กับพี่ๆ ในชุมชน ที่ทำงานร่วมกับเราอย่างต่อเนื่องค่ะ”

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่เกิดจากความชอบส่วนตัว สู่การสร้างแบรนด์แฟชั่นที่มีเอกลักษณ์อย่าง Ketsarin ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเริ่มต้นทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอความพร้อมในทุกด้าน หรือใช้เงินทุนมากมาย เพียงแค่มีความกล้าที่จะลงมือทำ และไม่หยุดพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างสรรค์แบรนด์ Ketsarin ก็ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อลบภาพจำเดิมๆ ของผ้าถุง หากแต่เป็นการเติมเต็มเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่รู้สึกสนุก และอยากหยิบผ้าถุงมาสวมใส่ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น

ผู้เขียน : เด็กหอ (ปางบุญ สุทธิวงษ์)

Related Posts

พื้นที่นอนเปื่อย นั่งชิล กับโมเดลธุรกิจฮีลใจ “Quiet Room” ชวนทุกคนมาวางสิ่งที่แบกอยู่ ในวันที่เหนื่อยล้าและวุ่นวาย
Iberry Group
คุยกับ ‘NYŪ’ แบรนด์ไทยคิดต่าง